Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 4 พ.ค. 69 : ปวดหลัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม (ภาพจาก healthnews.com.tw)
ปวดหลัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม (ภาพจาก healthnews.com.tw)

อาการปวดหลัง ที่หลายคนกำลังประสบปัญหาในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุ ซึ่งบางคนอาจไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงมากนัก เมื่อเวลาผ่านไปสามารถหายเองหรือบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองจากการรับประทานยาและท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดหลังในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ

บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา

ภาวะกระดูกพรุนหรือเปราะบาง

ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด เช่น กระดูกสันหลังคด

ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

ความเสื่อมของข้อต่อจากวัย

การนั่งทำงานนาน ๆ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

ขาดการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง

ยกของ ใช้แรงผลักหรือดึงทำให้กระดูกสันหลังบิด

การใช้งานในท่าทาง และปริมาณไม่เหมาะสมกับความแข็งแรงของโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื่อง เรื้อรัง

โรคอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดร้าวมาที่หลัง เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก

 อาการปวดหลังสามารถเกิดในวัยอื่นได้ไหม เช่น เด็ก หรือวัยรุ่น?

ในเด็กจะพบอาการปวดหลังได้น้อยกว่าผู้ใหญ่วัยทำงาน ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ ออกกำลังกายและเล่นกีฬา อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดหลังต่อเนื่องเรื้อรังโดยเฉพาะที่ไม่ตอบสนองต่อการพัก หรือยาแก้ปวดเบื้องต้น แนะนำให้ผู้ปกครองนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อประเมิน เนื่องจากอาจพบสาเหตุอื่นของการปวดหลังในเด็ก เช่น กระดูกสันหลังบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือเนื้องอกกระดูกสันหลังบางชนิด

อาการปวดหลัง บอกโรคอะไรบ้าง ?

อาการปวดหลังสามารถแบ่งออกได้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนบน ส่วนด้านซ้าย ด้านขวา และส่วนล่าง ซึ่งอาการปวดหลังในแต่ละส่วนสามารถบอกได้ว่ามีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

อาการปวดหลังส่วนบน

อาจมีอาการที่ร่วมกับอาการปวดคอ บ่า ไหล่ แขน และมืออ่อนแรงร่วมด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาการปวดหลังส่วนบนอาจเสี่ยงโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมทับเส้นประสาท โรคหมอนรองกระดูกคอ หรือโรคของกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม

อาการปวดหลัง ด้านซ้ายหรือด้านขวา

ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังผิดปกติ ข้อต่อกระดูกส่วนอก ประสบอุบัติเหตุ เกิดการกระแทก หรือยกของหนักมากเกินไป ทำให้อาจมีความเสี่ยงโรคกระดูกซี่โครงอ่อนบาดเจ็บรวมไปถึงโรคของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

อาการปวดหลัง ช่วงเอวหรือส่วนล่าง

อาจมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ใช้เวลาไปกับการนั่งหรือยืนนานเกินไป มีน้ำหนักตัวที่มากเกิน และยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อาจพบได้บ่อย เช่น โรคหมอนรองกระดูก กระดูกสันหลังติดเชื้อ หรือการผิดรูปของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้อาการปวดหลังส่วนล่างก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากมีอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นระยะเวลานานควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

 วิธีบรรเทาอาการปวดหลัง เบื้องต้น

อาการปวดหลังที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเนื่องจากเคลื่อนไหวผิดท่า หรือจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานสามารถบรรเทาอาการปวดหลังเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนี้

ประคบร้อนและเย็นเพื่อลดอาการปวดหลัง

การประคบเย็นจะมีส่วนช่วยลดการอักเสบได้ดี แนะนำประคบเย็นในช่วงที่เพิ่งเริ่มปวดหรืออักเสบ 48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นประคบร้อนแทน โดยวางถุงน้ำแข็งลงบนบริเวณหลังที่มีอาการปวดไว้ 20 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งการประคบร้อนจะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลอดเลือดขยาย การไหลเวียนเลือดดีขึ้นทำให้อาการปวดบรรเทาลงเป็นเวลา 15-20 นาที

รับประทานยาหรือทายาแก้ปวด

เมื่อมีอาการปวดหลังสามารถบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองโดยการรับประทานยาที่ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดหลัง และทาครีมบรรเทาอาการปวดหรือใช้แผ่นแปะที่สามารถบรรเทาอาการปวดหลังได้

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยกของหนักมากเกินไป ปรับระดับโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้มีความสัมพันธ์กัน หรือหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุโดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหลังที่ตึง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบและการปวดหลังจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลัง มีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่

แพทย์ทำการซักประวัติเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด ปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง โรคประจำตัว อาการร่วม การรักษาก่อนหน้านี้และผลการรักษา เป็นต้น

แพทย์ทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินตำแหน่งและสาเหตุของการปวด รวมถึงการตรวจทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแพทย์จะทำการส่งตรวจทางรังสีวิทยา เช่น เอกเรย์กระดูกสันหลัง เอกเรย์คอมพิวเตอร์หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่สามารถหาตำแหน่งของการปวดที่ชัดเจนได้ อาจพิจารณาส่งตัวเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระงับปวดทำการฉีดยาชาเพื่อประเมินตำแหน่งอาการปวดให้ละเอียดมากขึ้น 

วิธีการรักษา

อาการปวดหลังมาจากหลายสาเหตุ ทำให้วิธีการรักษามีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้

รักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวด

ทายานวดเพื่อลดอาการปวด

ทำกายภาพบำบัด

ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง

เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน

ควบคุมน้ำหนัก

รักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ

ผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน โดยไม่สามารถบรรเทาอาการปวดด้วยการทายาหรือรับประทานยา จำเป็นต้องรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกวิธี

ปวดหลังแบบไหนถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัด ได้แก่ ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลังไม่ลดลงหรือมีแนวโน้มเพิ่มขื้นแม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาทที่เกิดจากการกดทับ เช่น ปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท ชา อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่

การผ่าตัดมีกี่วิธี?

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดกระดูกสันหลังมี 3 ข้อ ได้แก่ การกำจัดโครงสร้างที่กดทับเส้นประสาทออกเพื่อลดอาการและส่งเสริมให้เกิดการฟื้นตัวของการทำงานของระบบประสาท การเชื่อมยึดปล้องกระดูกสันหลังเพื่อแก้ไขความไม่มั่นคงทำให้กระดูกสันหลังอยู่นิ่งซึ่งอาจมีการใส่โลหะดามยึดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ และแก้ไขความผิดรูป (หลังโก่งค่อม หลังคด) เพื่อให้แนวกระดูกสันหลังกลับมาอยู่ในสมดุล ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีชนิดและจำนวนปัญหาที่ต้องการผ่าตัดแก้ไขแตกต่างกัน ทำให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังจึงมีหลายวิธีขึ้นกับวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้

-การผ่าตัดลดการกดทับเพียงอย่างเดียวและ/หรือเชื่อมยึดกระดูกสันหลังร่วมด้วย

-การผ่าตัดแบบปกติหรือการผ่าตัดแผลเล็กโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องจุลทรรศน์ กล้องส่องผ่าตัดกระดูกสันหลังชนิดท่อเล็ก การผ่าตัดใส่โลหะยึดโดยวิธีเจาะผ่านผิวหนัง เป็นต้น

ทั้งนี้ชนิดของการผ่าตัด ขนาดและตำแหน่งของแผลผ่าตัด ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ตำแหน่งของการกดทับ จำนวนปล้องของการกดทับ วิธีการและจำนวนปล้องที่ต้องเชื่อมยึดกระดูกสันหลังรวมถึงเทคนิคการใส่โลหะดามยึด โดยศัลยแพทย์และผู้ป่วยจะร่วมหารือเพื่อตัดสินใจร่วมกันก่อนการผ่าตัด     

ป้องกันอาการปวดหลังได้อย่างไร?

วิธีป้องกันอาการปวดหลังมีดังนี้ เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลังที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อหลัง เช่น การยกของหนัก และงดสูบบุหรี่ เนื่องจากพบว่าบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดเอวและปวดหลังเรื้อรัง ควรได้รับแคลเซียมและสารอาหารอย่างเพียงพอ แพทย์ในไต้หวันแนะนำให้บริโภคแคลเซียมประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม และควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสมร่วมกับการรับแสงแดด เพื่อกระตุ้นวิตามินดีในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียม

ปวดหลังแบบไหนที่อันตราย?

ลักษณะของอาการร่วมกับปวดหลังที่อาจสัมพันธ์กับสาเหตุการปวดที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อ เนื้องอก หรือการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้แก่

อาการปวดชาร้าวลงขา หรือร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา

ชารอบทวารหนัก กลั้นอุจจาระปัสสาวะได้ลดลง เมื่อไอจามมีปัสสาวะเล็ด

อาการปวดหลังรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นจากยาและกายภาพบำบัด

ปวดหลังรุนแรงจนต้องตื่นเมื่อหลับสนิท

อาการปวดหลังไม่ทุเลาแม้ว่าจะนอนพักนิ่ง ๆ แล้วก็ตาม

น้ำหนักลดลง มีไข้

มีประวัติโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางชนิดเช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเสตียรอยด์เป็นเวลานาน

มีความผิดรูปของกระดูกสันหลัง เช่น หลังค่อมหรือคดมากขึ้น

 ที่มาข้อมูล

1.  rama.mahidol.ac.th

2. siphhospital.com

ประเด็นร่วม & Podcast
สารานุกรมสุขภาพ
สารานุกรมสุขภาพ
ผู้จัดรายการ: อัญชัน ทรงพุทธิ์
เวลาออกอากาศ: วันจันทร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解