อาการปวดหลัง ที่หลายคนกำลังประสบปัญหาในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุ ซึ่งบางคนอาจไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงมากนัก เมื่อเวลาผ่านไปสามารถหายเองหรือบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองจากการรับประทานยาและท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดหลังในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ
●บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา
●ภาวะกระดูกพรุนหรือเปราะบาง
●ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด เช่น กระดูกสันหลังคด
●ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
●ความเสื่อมของข้อต่อจากวัย
●การนั่งทำงานนาน ๆ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
●ขาดการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง
●ยกของ ใช้แรงผลักหรือดึงทำให้กระดูกสันหลังบิด
●การใช้งานในท่าทาง และปริมาณไม่เหมาะสมกับความแข็งแรงของโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื่อง เรื้อรัง
●โรคอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดร้าวมาที่หลัง เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก
อาการปวดหลังสามารถเกิดในวัยอื่นได้ไหม เช่น เด็ก หรือวัยรุ่น?
ในเด็กจะพบอาการปวดหลังได้น้อยกว่าผู้ใหญ่วัยทำงาน ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ ออกกำลังกายและเล่นกีฬา อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดหลังต่อเนื่องเรื้อรังโดยเฉพาะที่ไม่ตอบสนองต่อการพัก หรือยาแก้ปวดเบื้องต้น แนะนำให้ผู้ปกครองนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อประเมิน เนื่องจากอาจพบสาเหตุอื่นของการปวดหลังในเด็ก เช่น กระดูกสันหลังบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือเนื้องอกกระดูกสันหลังบางชนิด
อาการปวดหลัง บอกโรคอะไรบ้าง ?
อาการปวดหลังสามารถแบ่งออกได้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนบน ส่วนด้านซ้าย ด้านขวา และส่วนล่าง ซึ่งอาการปวดหลังในแต่ละส่วนสามารถบอกได้ว่ามีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง
อาการปวดหลังส่วนบน
อาจมีอาการที่ร่วมกับอาการปวดคอ บ่า ไหล่ แขน และมืออ่อนแรงร่วมด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาการปวดหลังส่วนบนอาจเสี่ยงโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมทับเส้นประสาท โรคหมอนรองกระดูกคอ หรือโรคของกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม
อาการปวดหลัง ด้านซ้ายหรือด้านขวา
ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังผิดปกติ ข้อต่อกระดูกส่วนอก ประสบอุบัติเหตุ เกิดการกระแทก หรือยกของหนักมากเกินไป ทำให้อาจมีความเสี่ยงโรคกระดูกซี่โครงอ่อนบาดเจ็บรวมไปถึงโรคของกล้ามเนื้อร่วมด้วย
อาการปวดหลัง ช่วงเอวหรือส่วนล่าง
อาจมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ใช้เวลาไปกับการนั่งหรือยืนนานเกินไป มีน้ำหนักตัวที่มากเกิน และยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อาจพบได้บ่อย เช่น โรคหมอนรองกระดูก กระดูกสันหลังติดเชื้อ หรือการผิดรูปของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้อาการปวดหลังส่วนล่างก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากมีอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นระยะเวลานานควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
วิธีบรรเทาอาการปวดหลัง เบื้องต้น
●อาการปวดหลังที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเนื่องจากเคลื่อนไหวผิดท่า หรือจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานสามารถบรรเทาอาการปวดหลังเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนี้
●ประคบร้อนและเย็นเพื่อลดอาการปวดหลัง
การประคบเย็นจะมีส่วนช่วยลดการอักเสบได้ดี แนะนำประคบเย็นในช่วงที่เพิ่งเริ่มปวดหรืออักเสบ 48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นประคบร้อนแทน โดยวางถุงน้ำแข็งลงบนบริเวณหลังที่มีอาการปวดไว้ 20 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งการประคบร้อนจะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลอดเลือดขยาย การไหลเวียนเลือดดีขึ้นทำให้อาการปวดบรรเทาลงเป็นเวลา 15-20 นาที
●รับประทานยาหรือทายาแก้ปวด
เมื่อมีอาการปวดหลังสามารถบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองโดยการรับประทานยาที่ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดหลัง และทาครีมบรรเทาอาการปวดหรือใช้แผ่นแปะที่สามารถบรรเทาอาการปวดหลังได้
●ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยกของหนักมากเกินไป ปรับระดับโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้มีความสัมพันธ์กัน หรือหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน
●ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
อาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุโดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหลังที่ตึง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบและการปวดหลังจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้
วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลัง มีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่
แพทย์ทำการซักประวัติเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด ปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง โรคประจำตัว อาการร่วม การรักษาก่อนหน้านี้และผลการรักษา เป็นต้น
แพทย์ทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินตำแหน่งและสาเหตุของการปวด รวมถึงการตรวจทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแพทย์จะทำการส่งตรวจทางรังสีวิทยา เช่น เอกเรย์กระดูกสันหลัง เอกเรย์คอมพิวเตอร์หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่สามารถหาตำแหน่งของการปวดที่ชัดเจนได้ อาจพิจารณาส่งตัวเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระงับปวดทำการฉีดยาชาเพื่อประเมินตำแหน่งอาการปวดให้ละเอียดมากขึ้น
วิธีการรักษา
อาการปวดหลังมาจากหลายสาเหตุ ทำให้วิธีการรักษามีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้
●รักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวด
●ทายานวดเพื่อลดอาการปวด
●ทำกายภาพบำบัด
●ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
●เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน
●ควบคุมน้ำหนัก
●รักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ
●ผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน โดยไม่สามารถบรรเทาอาการปวดด้วยการทายาหรือรับประทานยา จำเป็นต้องรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกวิธี
ปวดหลังแบบไหนถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?
ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัด ได้แก่ ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลังไม่ลดลงหรือมีแนวโน้มเพิ่มขื้นแม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาทที่เกิดจากการกดทับ เช่น ปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท ชา อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่
การผ่าตัดมีกี่วิธี?
วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดกระดูกสันหลังมี 3 ข้อ ได้แก่ การกำจัดโครงสร้างที่กดทับเส้นประสาทออกเพื่อลดอาการและส่งเสริมให้เกิดการฟื้นตัวของการทำงานของระบบประสาท การเชื่อมยึดปล้องกระดูกสันหลังเพื่อแก้ไขความไม่มั่นคงทำให้กระดูกสันหลังอยู่นิ่งซึ่งอาจมีการใส่โลหะดามยึดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ และแก้ไขความผิดรูป (หลังโก่งค่อม หลังคด) เพื่อให้แนวกระดูกสันหลังกลับมาอยู่ในสมดุล ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีชนิดและจำนวนปัญหาที่ต้องการผ่าตัดแก้ไขแตกต่างกัน ทำให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังจึงมีหลายวิธีขึ้นกับวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้
-การผ่าตัดลดการกดทับเพียงอย่างเดียวและ/หรือเชื่อมยึดกระดูกสันหลังร่วมด้วย
-การผ่าตัดแบบปกติหรือการผ่าตัดแผลเล็กโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องจุลทรรศน์ กล้องส่องผ่าตัดกระดูกสันหลังชนิดท่อเล็ก การผ่าตัดใส่โลหะยึดโดยวิธีเจาะผ่านผิวหนัง เป็นต้น
ทั้งนี้ชนิดของการผ่าตัด ขนาดและตำแหน่งของแผลผ่าตัด ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ตำแหน่งของการกดทับ จำนวนปล้องของการกดทับ วิธีการและจำนวนปล้องที่ต้องเชื่อมยึดกระดูกสันหลังรวมถึงเทคนิคการใส่โลหะดามยึด โดยศัลยแพทย์และผู้ป่วยจะร่วมหารือเพื่อตัดสินใจร่วมกันก่อนการผ่าตัด
ป้องกันอาการปวดหลังได้อย่างไร?
วิธีป้องกันอาการปวดหลังมีดังนี้ เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลังที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อหลัง เช่น การยกของหนัก และงดสูบบุหรี่ เนื่องจากพบว่าบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดเอวและปวดหลังเรื้อรัง ควรได้รับแคลเซียมและสารอาหารอย่างเพียงพอ แพทย์ในไต้หวันแนะนำให้บริโภคแคลเซียมประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม และควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสมร่วมกับการรับแสงแดด เพื่อกระตุ้นวิตามินดีในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียม
ปวดหลังแบบไหนที่อันตราย?
ลักษณะของอาการร่วมกับปวดหลังที่อาจสัมพันธ์กับสาเหตุการปวดที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อ เนื้องอก หรือการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้แก่
●อาการปวดชาร้าวลงขา หรือร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา
●ชารอบทวารหนัก กลั้นอุจจาระปัสสาวะได้ลดลง เมื่อไอจามมีปัสสาวะเล็ด
●อาการปวดหลังรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นจากยาและกายภาพบำบัด
●ปวดหลังรุนแรงจนต้องตื่นเมื่อหลับสนิท
●อาการปวดหลังไม่ทุเลาแม้ว่าจะนอนพักนิ่ง ๆ แล้วก็ตาม
●น้ำหนักลดลง มีไข้
●มีประวัติโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางชนิดเช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเสตียรอยด์เป็นเวลานาน
●มีความผิดรูปของกระดูกสันหลัง เช่น หลังค่อมหรือคดมากขึ้น
ที่มาข้อมูล
1. rama.mahidol.ac.th
2. siphhospital.com