เช่าบ้านก็ลดหย่อนภาษีได้ด้วยการใช้สิทธิ “ค่าลดหย่อนพิเศษ” ช่วยประหยัดเงินช่วงยื่นภาษี
ใกล้เข้าสู่ช่วงยื่นภาษีเดือนพฤษภาคม “คนเช่าบ้าน” ในไต้หวัน ที่เริ่มหันมาใช้สิทธิของตัวเองกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ยอดการยื่นขอหักลดหย่อนค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียวค่ะ
โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง (財政部) ที่ทางไต้หวันเฮาส์ (台灣房屋) นำมาสรุป พบว่าในปีภาษี 2023 มีผู้เช่ายื่นขอหักลดหย่อนภาษีทะลุ 30,000 ครัวเรือนไปแล้วค่ะ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20% และที่น่าสนใจคือ “มูลค่ารวม” ของค่าเช่าที่ถูกนำมาลดหย่อนก็พุ่งทะลุ 3 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน (โตขึ้น 21%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า มาตรการช่วยลดภาระภาษีของรัฐบาลนั้นเข้าถึงและตอบโจทย์คนเช่าบ้านได้จริงๆ
ถ้าดูในเชิงพื้นที่ กรุงไทเป (台北市) ก็ยังคงครองอันดับหนึ่ง ทั้งในแง่จำนวนผู้ยื่นและมูลค่ารวมตามคาดค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตกลับน้อยที่สุดในบรรดา 6 เมืองหลัก อยู่ที่ประมาณ 11% เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดเช่าในไทเปค่อนข้างพัฒนาเต็มที่แล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ใช้สิทธินี้กันมานาน
ในขณะที่ “ดาวรุ่ง” ของปีนี้ต้องยกให้กับนครไทจง (台中市) ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึงประมาณ 26% ตามมาด้วยนครเถาหยวน (桃園市) และนครไถหนาน (台南市) ที่เติบโตมากกว่า 20% เช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในเมืองที่กำลังขยายตัวเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิทางภาษีมากขึ้น และมีการใช้สิทธิกันอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ
คุณจางซู่หลาน (張旭嵐) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแนวโน้มตลาดกลุ่มไต้หวันเฮาส์ (台灣房屋集團趨勢中心) ได้วิเคราะห์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเช่าในไต้หวันว่า ในอดีตตลาดเช่ามีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” อยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงการแจ้งรายได้ค่าเช่าต่อภาครัฐ ส่งผลให้ผู้เช่ามักอยู่ในสถานะเสียเปรียบ และไม่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ เพราะเจ้าของบ้านกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากค่าครองชีพและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไต้หวันได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เช่า ผ่านการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายสำคัญหลายประการ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2018 ที่มีการกำหนดชัดเจนว่า เจ้าของบ้านไม่สามารถตั้งเงื่อนไขในสัญญาเพื่อห้ามผู้เช่านำค่าเช่าไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ ต่อมาในช่วงปี 2022–2023 ซึ่งมีการขยายโครงการเงินอุดหนุนค่าเช่ามูลค่า 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน รัฐบาลก็ได้เพิ่มความเข้มงวด โดยห้ามเจ้าของบ้านขัดขวางการยื่นขอรับสิทธิของผู้เช่าในทุกกรณี
นอกจากปัจจัยด้านกฎหมายแล้ว คุณจางยังชี้ว่า พฤติกรรมของ “เจ้าของบ้านรุ่นใหม่” ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแนวโน้มปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและให้ความสำคัญกับความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้มีส่วนช่วยยกระดับโครงสร้างของตลาดเช่าให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้อง โปร่งใส และเอื้อต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ถือเป็น “หัวใจ” ของการเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่าที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน โดยคุณจางซู่หลาน (張旭嵐) ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
ในอดีต “ค่าเช่าบ้าน” ถูกจัดอยู่ในหมวดค่าลดหย่อนแบบแยกรายการ (Itemized Deductions) ร่วมกับค่าใช้จ่ายอย่างประกันสุขภาพและเงินบริจาค ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญคือ ผู้เสียภาษีต้องเลือกใช้ระหว่างค่าลดหย่อนแบบแยกรายการ หรือค่าลดหย่อนมาตรฐาน (Standard Deduction) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่งผลให้หลายครัวเรือนไม่สามารถใช้สิทธิหักค่าเช่าได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายจริงก็ตาม
แต่ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2024 (สำหรับการยื่นภาษีปี 2025) รัฐบาลได้ปรับให้ค่าเช่าบ้านกลายเป็น “ค่าลดหย่อนพิเศษ” (Special Deduction) แยกออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าเช่ามาหักลดหย่อนได้ทันที โดยไม่ต้องเลือกระหว่างสิทธิต่าง ๆ อีกต่อไป ถือเป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนจาก 120,000 เหรียญไต้หวัน เป็น 180,000 เหรียญไต้หวันต่อปี สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งช่วยลดภาระภาษีของผู้เช่าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในส่วนนี้ผู้เช่าควรเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่าและหลักฐานการชำระเงิน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ครบถ้วนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพากร (ที่มาภาพบน: 工商時報)

(ที่มา: UDN)
กระทรวงเศรษฐการไต้หวันตรึงค่าไฟ คุมค่าครองชีพ ย้ำ! 6 เดือนข้างหน้ายังไม่ปรับขึ้นราคา
ความคืบหน้าด้านนโยบายพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในไต้หวันกำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (經濟部) ได้มีมติสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการประชุมพิจารณาค่าไฟเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมา มีมติชัดเจนแล้วว่าจะ 'ตรึงค่าไฟไว้เท่าเดิม' โดยจะไม่มีการปรับขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า สาเหตุหลักเป็นเพราะสถานการณ์โลกที่ยังไม่นิ่ง ทั้งราคาพลังงานที่คาดเดายาก และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทางคณะกรรมการจึงตัดสินใจคงราคาไว้เพื่อลดความเสี่ยง มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางเชิงนโยบายของภาครัฐ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะสั้น เพื่อลดแรงกดดันค่าครองชีพและไม่ซ้ำเติมภาระของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง
ทางด้าน นายไล่ เจี้ยนซิ่น (賴建信) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นลำดับแรก โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถคลี่คลายได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า แรงกดดันต่อการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในการประชุมรอบถัดไปช่วงปลายเดือนกันยายน ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านโครงสร้างราคาปัจจุบัน คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งโดยปกติจะประชุมทุก 6 เดือนเพื่อกำหนดทิศทางราคาในเดือนเมษายนและตุลาคม ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของไต้หวันอยู่ที่ 3.7823 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย เจ็ดหมื่นสามพันเก้าร้อยล้านเหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หากคำนวณตามสูตรต้นทุนจริงของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) พบว่า ค่าไฟฟ้าควรปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1.79% หรือขยับไปอยู่ที่ 3.8501 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
แม้จะมี “ช่องว่างในการปรับขึ้นราคา” ดังกล่าว แต่เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ คณะกรรมการจึงมีมติให้บริษัทไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนต่างนี้ไว้เองในระยะสั้น ซึ่งถือเป็นการชะลอการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตามในเชิงนโยบายยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน เศรษฐการไต้หวันเคยเรียกประชุมฉุกเฉินกลางปีเพื่อปรับขึ้นค่าไฟฟ้าล่วงหน้า ส่งผลให้ภาคธุรกิจและตลาดทุนยังคงจับตาความเป็นไปได้ของการจัดประชุมพิเศษก่อนรอบปกติในเดือนกันยายน
ในประเด็นนี้ นายไล่เจี้ยนซิ่น (賴建信) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ได้ออกมายืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนจัดการประชุมฉุกเฉินแต่อย่างใด โดยการตัดสินใจสำคัญในรอบเดือนกันยายนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกำหนดหลักต่อทิศทางต้นทุนพลังงานในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากความตึงเครียดดังกล่าวยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนของระบบไฟฟ้าในไต้หวัน และอาจนำไปสู่ความจำเป็นในการพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป
สำหรับการประชุมพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าในเดือนกันยายนนี้ มี 3 ปัจจัยหลักที่จะถูกนำมาประเมินอย่างเข้มงวด ได้แก่ ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ต้นทุนการดำเนินงานจริงของภาคการผลิต และสถานะทางการเงินของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาในระยะต่อไป
ในขณะเดียวกัน นายไล่เจี้ยนซิ่น (賴建信) ยังได้เน้นย้ำว่า หากตัดปัจจัยความผันผวนจากสงครามออกไป ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทไฟฟ้าไต้หวันในปีนี้ถือว่ามีเสถียรภาพค่อนข้างสูง และหากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถยุติลงได้ภายใน 3 เดือน ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะกลับมามีกำไรอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาพลังงานและฐานะทางการเงินของบริษัท จะยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจะถูกนำมาประเมินอีกครั้งก่อนการประชุมรอบถัดไป เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาพรวม
นอกจากมาตรการจากภาครัฐแล้ว ข้อมูลด้านการเงินล่าสุดของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) ก็ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยนายหวังเย่าถิง (王耀庭) ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ได้ชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เพียงพอในการรองรับความผันผวนของต้นทุนพลังงานในปัจจุบัน จากผลประกอบการก่อนหักภาษีในปีที่ผ่านมา Taipower มีกำไรสะสมสูงถึง 73.9 พันล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็น “กันชนทางการเงิน” ที่สำคัญ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในการดูดซับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และยังเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน จนถึงการประเมินรอบถัดไปในเดือนกันยายน
ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติก็ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แม้บริษัทจะตั้งสมมติฐานงบประมาณปีนี้ไว้ที่ 15.79 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย แต่ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาก๊าซในตลาดโลกกลับเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้เพียง 11–12 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย ส่วนต่างดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 15,000 ล้านเหรียญไต้หวัน กลายเป็น “พื้นที่ทางการเงิน” (financial space) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะสั้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(ที่มา: UDN)