Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 27 เมษายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 27 เมษายน 2569

เช่าบ้านก็ลดหย่อนภาษีได้ด้วยการใช้สิทธิ “ค่าลดหย่อนพิเศษ” ช่วยประหยัดเงินช่วงยื่นภาษี

     ใกล้เข้าสู่ช่วงยื่นภาษีเดือนพฤษภาคม “คนเช่าบ้าน” ในไต้หวัน ที่เริ่มหันมาใช้สิทธิของตัวเองกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ยอดการยื่นขอหักลดหย่อนค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียวค่ะ

     โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง (財政部) ที่ทางไต้หวันเฮาส์ (台灣房屋) นำมาสรุป พบว่าในปีภาษี 2023 มีผู้เช่ายื่นขอหักลดหย่อนภาษีทะลุ 30,000 ครัวเรือนไปแล้วค่ะ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20% และที่น่าสนใจคือ “มูลค่ารวม” ของค่าเช่าที่ถูกนำมาลดหย่อนก็พุ่งทะลุ 3 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน (โตขึ้น 21%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า มาตรการช่วยลดภาระภาษีของรัฐบาลนั้นเข้าถึงและตอบโจทย์คนเช่าบ้านได้จริงๆ

     ถ้าดูในเชิงพื้นที่ กรุงไทเป (台北市) ก็ยังคงครองอันดับหนึ่ง ทั้งในแง่จำนวนผู้ยื่นและมูลค่ารวมตามคาดค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตกลับน้อยที่สุดในบรรดา 6 เมืองหลัก อยู่ที่ประมาณ 11% เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดเช่าในไทเปค่อนข้างพัฒนาเต็มที่แล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ใช้สิทธินี้กันมานาน

     ในขณะที่ “ดาวรุ่ง” ของปีนี้ต้องยกให้กับนครไทจง (台中市) ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึงประมาณ 26% ตามมาด้วยนครเถาหยวน (桃園市) และนครไถหนาน (台南市) ที่เติบโตมากกว่า 20% เช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในเมืองที่กำลังขยายตัวเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิทางภาษีมากขึ้น และมีการใช้สิทธิกันอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

     คุณจางซู่หลาน (張旭嵐) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแนวโน้มตลาดกลุ่มไต้หวันเฮาส์ (台灣房屋集團趨勢中心) ได้วิเคราะห์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเช่าในไต้หวันว่า ในอดีตตลาดเช่ามีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” อยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงการแจ้งรายได้ค่าเช่าต่อภาครัฐ ส่งผลให้ผู้เช่ามักอยู่ในสถานะเสียเปรียบ และไม่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ เพราะเจ้าของบ้านกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

     อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากค่าครองชีพและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไต้หวันได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เช่า ผ่านการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายสำคัญหลายประการ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2018 ที่มีการกำหนดชัดเจนว่า เจ้าของบ้านไม่สามารถตั้งเงื่อนไขในสัญญาเพื่อห้ามผู้เช่านำค่าเช่าไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ ต่อมาในช่วงปี 2022–2023 ซึ่งมีการขยายโครงการเงินอุดหนุนค่าเช่ามูลค่า 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน รัฐบาลก็ได้เพิ่มความเข้มงวด โดยห้ามเจ้าของบ้านขัดขวางการยื่นขอรับสิทธิของผู้เช่าในทุกกรณี

     นอกจากปัจจัยด้านกฎหมายแล้ว คุณจางยังชี้ว่า พฤติกรรมของ “เจ้าของบ้านรุ่นใหม่” ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแนวโน้มปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและให้ความสำคัญกับความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้มีส่วนช่วยยกระดับโครงสร้างของตลาดเช่าให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้อง โปร่งใส และเอื้อต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐในระยะยาว

     ประเด็นสำคัญที่ถือเป็น “หัวใจ” ของการเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่าที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน โดยคุณจางซู่หลาน (張旭嵐) ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

     ในอดีต “ค่าเช่าบ้าน” ถูกจัดอยู่ในหมวดค่าลดหย่อนแบบแยกรายการ (Itemized Deductions) ร่วมกับค่าใช้จ่ายอย่างประกันสุขภาพและเงินบริจาค ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญคือ ผู้เสียภาษีต้องเลือกใช้ระหว่างค่าลดหย่อนแบบแยกรายการ หรือค่าลดหย่อนมาตรฐาน (Standard Deduction) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่งผลให้หลายครัวเรือนไม่สามารถใช้สิทธิหักค่าเช่าได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายจริงก็ตาม

     แต่ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2024 (สำหรับการยื่นภาษีปี 2025) รัฐบาลได้ปรับให้ค่าเช่าบ้านกลายเป็น “ค่าลดหย่อนพิเศษ” (Special Deduction) แยกออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าเช่ามาหักลดหย่อนได้ทันที โดยไม่ต้องเลือกระหว่างสิทธิต่าง ๆ อีกต่อไป ถือเป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

     นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนจาก 120,000 เหรียญไต้หวัน เป็น 180,000 เหรียญไต้หวันต่อปี สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งช่วยลดภาระภาษีของผู้เช่าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

     ในส่วนนี้ผู้เช่าควรเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่าและหลักฐานการชำระเงิน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ครบถ้วนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพากร (ที่มาภาพบน: 工商時報)

房市示意圖。記者朱曼寧/攝影

(ที่มา: UDN)

กระทรวงเศรษฐการไต้หวันตรึงค่าไฟ คุมค่าครองชีพ ย้ำ! 6 เดือนข้างหน้ายังไม่ปรับขึ้นราคา 

     ความคืบหน้าด้านนโยบายพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในไต้หวันกำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (經濟部) ได้มีมติสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการประชุมพิจารณาค่าไฟเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมา มีมติชัดเจนแล้วว่าจะ 'ตรึงค่าไฟไว้เท่าเดิม' โดยจะไม่มีการปรับขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า สาเหตุหลักเป็นเพราะสถานการณ์โลกที่ยังไม่นิ่ง ทั้งราคาพลังงานที่คาดเดายาก และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทางคณะกรรมการจึงตัดสินใจคงราคาไว้เพื่อลดความเสี่ยง มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางเชิงนโยบายของภาครัฐ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะสั้น เพื่อลดแรงกดดันค่าครองชีพและไม่ซ้ำเติมภาระของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

     ทางด้าน นายไล่ เจี้ยนซิ่น (賴建信) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นลำดับแรก โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถคลี่คลายได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า แรงกดดันต่อการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในการประชุมรอบถัดไปช่วงปลายเดือนกันยายน ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

     ในด้านโครงสร้างราคาปัจจุบัน คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งโดยปกติจะประชุมทุก 6 เดือนเพื่อกำหนดทิศทางราคาในเดือนเมษายนและตุลาคม ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของไต้หวันอยู่ที่ 3.7823 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย เจ็ดหมื่นสามพันเก้าร้อยล้านเหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หากคำนวณตามสูตรต้นทุนจริงของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) พบว่า ค่าไฟฟ้าควรปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1.79% หรือขยับไปอยู่ที่ 3.8501 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

     แม้จะมี “ช่องว่างในการปรับขึ้นราคา” ดังกล่าว แต่เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ คณะกรรมการจึงมีมติให้บริษัทไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนต่างนี้ไว้เองในระยะสั้น ซึ่งถือเป็นการชะลอการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตามในเชิงนโยบายยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน เศรษฐการไต้หวันเคยเรียกประชุมฉุกเฉินกลางปีเพื่อปรับขึ้นค่าไฟฟ้าล่วงหน้า ส่งผลให้ภาคธุรกิจและตลาดทุนยังคงจับตาความเป็นไปได้ของการจัดประชุมพิเศษก่อนรอบปกติในเดือนกันยายน

     ในประเด็นนี้ นายไล่เจี้ยนซิ่น (賴建信) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ได้ออกมายืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนจัดการประชุมฉุกเฉินแต่อย่างใด โดยการตัดสินใจสำคัญในรอบเดือนกันยายนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกำหนดหลักต่อทิศทางต้นทุนพลังงานในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากความตึงเครียดดังกล่าวยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนของระบบไฟฟ้าในไต้หวัน และอาจนำไปสู่ความจำเป็นในการพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป

     สำหรับการประชุมพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าในเดือนกันยายนนี้ มี 3 ปัจจัยหลักที่จะถูกนำมาประเมินอย่างเข้มงวด ได้แก่ ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ต้นทุนการดำเนินงานจริงของภาคการผลิต และสถานะทางการเงินของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาในระยะต่อไป

     ในขณะเดียวกัน นายไล่เจี้ยนซิ่น (賴建信) ยังได้เน้นย้ำว่า หากตัดปัจจัยความผันผวนจากสงครามออกไป ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทไฟฟ้าไต้หวันในปีนี้ถือว่ามีเสถียรภาพค่อนข้างสูง และหากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถยุติลงได้ภายใน 3 เดือน ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะกลับมามีกำไรอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาพลังงานและฐานะทางการเงินของบริษัท จะยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจะถูกนำมาประเมินอีกครั้งก่อนการประชุมรอบถัดไป เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาพรวม

     นอกจากมาตรการจากภาครัฐแล้ว ข้อมูลด้านการเงินล่าสุดของบริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) ก็ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยนายหวังเย่าถิง (王耀庭) ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ได้ชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เพียงพอในการรองรับความผันผวนของต้นทุนพลังงานในปัจจุบัน จากผลประกอบการก่อนหักภาษีในปีที่ผ่านมา Taipower มีกำไรสะสมสูงถึง 73.9 พันล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็น “กันชนทางการเงิน” ที่สำคัญ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในการดูดซับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และยังเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน จนถึงการประเมินรอบถัดไปในเดือนกันยายน

     ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติก็ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แม้บริษัทจะตั้งสมมติฐานงบประมาณปีนี้ไว้ที่ 15.79 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย แต่ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาก๊าซในตลาดโลกกลับเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้เพียง 11–12 เหรียญไต้หวันต่อหน่วย ส่วนต่างดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 15,000 ล้านเหรียญไต้หวัน กลายเป็น “พื้นที่ทางการเงิน” (financial space) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะสั้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

考量國際燃料價格劇烈波動及地緣政治不確定性,經濟部決議電價「凍漲」,未來半年不調整。 聯合報系資料照

(ที่มา: UDN)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解