1. สภาบริหารไต้หวันไฟเขียวร่างแก้กฎหมายการจ้างงาน ห้ามยึดหรือเก็บรักษาเอกสารแรงงานโดยเด็ดขาด พร้อมเพิ่มโทษนายจ้าง-บริษัทจัดหางานฝ่าฝืน
สภาบริหารไต้หวันมีมติเห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมายการจ้างงานเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน โดยกำหนดห้ามนายจ้างและบริษัทจัดหางานยึดหรือเก็บรักษาเอกสารส่วนตัว รวมถึงเก็บเงินประกันหรือหักเงินหักฝากจากลูกจ้างโดยเด็ดขาด ครอบคลุมทั้งแรงงานชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติ มาตรการดังกล่าวมุ่งยกระดับสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในประเด็นการต่อต้านแรงงานบังคับ ซึ่งถือการยึดเอกสารประจำตัวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการละเมิดสิทธิแรงงาน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้สภานิติบัญญัติพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ครอบคลุมมาตรา 5, 40 และ 57 โดยเพิ่มข้อห้ามอย่างชัดเจนว่า ในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับสมัคร นำเข้า และจ้างงาน ห้ามนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานเก็บรักษาเอกสารระบุตัวตนของแรงงานไม่ว่าในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือใบถิ่นที่อยู่ (ARC) รวมถึงห้ามยึดทรัพย์สิน และห้ามเรียกเก็บเงินประกันหรือหักเงินหักฝากในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
เพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้เพิ่มบทลงโทษในมาตรา 54, 67 และ 72 ดังนี้:
สำหรับนายจ้าง หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมถูกเพิกถอนหรือระงับการขออนุญาตจ้างงานแรงงานต่างชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนบริษัทจัดหางาน นอกจากโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวันแล้ว หากกระทำผิดซ้ำรวม 4 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี อาจถูกสั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการด้วย นอกจากนี้ กรณียักยอกทรัพย์สินของแรงงานหรือเรียกเก็บเงินประกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด นายจ้างและบริษัทจัดหางานจะเผชิญบทลงโทษในระดับเดียวกัน

เปลี่ยนจากความสมัครใจ สู่ห้ามโดยเด็ดขาด
นายเฉินซื่อชาง รองอธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน ชี้แจงว่า กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันห้ามนายจ้างเก็บเอกสารเฉพาะในกรณีที่ขัดต่อความสมัครใจของลูกจ้างเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานบังคับอย่างเด็ดขาด กฎหมายใหม่จึงยกระดับเป็นการห้ามในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อคืนสิทธิ์การครอบครองเอกสารให้แก่แรงงาน และป้องกันมิให้มีการใช้เอกสารเป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่แรงงานประสงค์มอบหมายให้นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานช่วยดำเนินการทางธุรการ เช่น การต่ออายุบัตรถิ่นที่อยู่ ยังสามารถทำได้ โดยทั้งสองฝ่ายต้องทำความตกลงกำหนดระยะเวลาในการคืนเอกสารให้ชัดเจน และแรงงานมีสิทธิ์ขอรับคืนเอกสารได้ตลอดเวลาโดยไม่มีเงื่อนไข
รองอธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงานย้ำว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการเจรจาการค้าไต้หวัน-สหรัฐฯ (ART) และการสอบสวนตามมาตรา 301 เพื่อขจัดสินค้าจากแรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทาน การที่แรงงานสามารถเก็บรักษาเอกสารได้ด้วยตนเองไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อพิพาท แต่ยังเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ภาคธุรกิจต้องมีเพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และกรอบขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ไต้หวันอาจเผชิญภายใต้กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
กระทรวงแรงงานจะเร่งประชาสัมพันธ์นโยบายให้แรงงานเก็บรักษาเอกสารส่วนตัวด้วยตนเอง พร้อมย้ำว่าการยึดเอกสารไม่ได้เป็นทางออกในการแก้ปัญหาแรงงานหลบหนี แต่กลับเข้าข่ายลักษณะของแรงงานบังคับในมุมมองของนานาชาติ ทั้งนี้ หากเอกสารสูญหายหรือจำเป็นต้องทำใหม่ ความรับผิดชอบในส่วนของค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการสูญหายจะตกเป็นของแรงงานเอง
แม้กฎหมายเดิมจะมีบทบัญญัติห้ามยึดเอกสารโดยขัดต่อความสมัครใจอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังเกิดข้อพิพาทอยู่เนืองๆ การแก้ไขในครั้งนี้จึงมุ่งลดความคลุมเครือในการตีความ และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
2. รวบแล้ว! ตำรวจไต้หวันทลายขบวนการ "ซิมผี" หลอกแรงงานต่างชาติขณะตรวจสุขภาพ ป้อนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เสียหายกว่า 10 ล้านเหรียญ
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของไต้หวัน แถลงผลความสำเร็จในการทลายเครือข่ายจัดหาซิมการ์ดผิดกฎหมายรายใหญ่ หลังสืบสวนพบว่ากลุ่มตัวแทนจำหน่ายซิมการ์ดอาศัยช่องว่างด้านภาษาของแรงงานต่างชาติ หลอกล่อให้ลงชื่อสมัครซิมการ์ดแบบเติมเงินในระหว่างการตรวจสุขภาพตามกฎหมาย ก่อนนำซิมดังกล่าวไปขายต่อให้แก๊งมิจฉาชีพ จนก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาล

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2567 เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นศูนย์ปฏิบัติการโทรศัพท์หลอกลวง (DMT) ของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งในตำบลหยวนหลิน เมืองจางฮั่ว พร้อมยึดอุปกรณ์ส่งสัญญาณและซิมการ์ดที่ลงทะเบียนในชื่อบุคคลอื่นหลายร้อยหมายเลข เมื่อตรวจสอบที่มาของซิมการ์ดเหล่านั้น พบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่มีบทบาทในการส่งต่อซิมการ์ดให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ เจ้าหน้าที่จึงประสานอัยการนครไทจงเข้าร่วมขยายผลการสืบสวนทันที

การตรวจสุขภาพตามกฎหมายทุก 6 เดือน มักจะถูกขบวนการมิจฉาชีพขอเอกสารส่วนตัว โดยปลอมเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการตรวจโรค หลอกและแกมบังคับให้แรงงานต่างชาติสมัครซิมการ์ดแบบเติมเงิน
จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ทีมสืบสวนได้เปิดปฏิบัติการจับกุมและตรวจค้นรวม 5 ระลอก ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2568 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 18 ราย ประกอบด้วยเจ้าของกิจการและพนักงานบริษัทนายหน้าซิมการ์ด 9 ราย และกลุ่มพ่อค้าซิมปลายทางอีก 9 ราย นอกจากนี้ยังตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมุดบัญชีธนาคาร เอกสารบริษัท ตราประทับ เครื่องนับเงิน รวมถึงซิมการ์ดแบบเติมเงินที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานกว่า 500 หมายเลข และเอกสารการสมัครอีกจำนวนมาก

หญิงเวียดนามมาจองพื้นที่ในโรงพยาบาลแต่เช้า เพื่อแจกซิมการ์ดมือถือให้แรงงานต่างชาติที่มารอตรวจสุขภาพตามกฎหมาย ในภาพเป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในไทจง
ผลการสอบสวนระบุว่า นายเจียง ผู้ต้องหาหลักซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายซิมการ์ดสำหรับแรงงานต่างชาติ ได้สั่งการให้ผู้จัดการและพนักงานสาขาในนครเกาสงและเถาหยวน ฉวยโอกาสช่วงที่แรงงานต่างชาติเดินทางไปตรวจสุขภาพตามกฎหมายทุก 6 เดือน ปลอมเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการตรวจโรค หลอกและแกมบังคับให้สมัครซิมการ์ดแบบเติมเงินพร้อมกันหลายค่าย แต่กลับส่งมอบซิมให้แรงงานเพียง 1 หมายเลข หรือไม่ให้เลย เพื่อสร้าง "ซิมผี" สวมชื่อในชื่อของแรงงานต่างชาติขึ้นมาเป็นจำนวนมากโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ตำรวจไต้หวันทลายขบวนการ "ซิมผี" หลอกแรงงานต่างชาติขณะตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ขายต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (ภาพจาก chinatimes.com)
ซิมการ์ดที่ได้มาดังกล่าวถูกนำไปขายต่อให้กลุ่มพ่อค้าซิมในราคาหมายเลขละประมาณ 1,500 เหรียญไต้หวัน และพ่อค้าปลายทางจะนำไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในราคาประมาณ 2,500 เหรียญต่อหมายเลข เพื่อนำไปใช้ในการหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะกลโกงปลอมตัวเป็นบุคคลต่าง ๆ แล้วโทรสุ่มหาเหยื่อ ซิมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในศูนย์ปฏิบัติการโทรศัพท์หลอกลวง และมีประชาชนตกเป็นเหยื่อแล้วอย่างน้อย 19 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านเหรียญไต้หวัน

ตำรวจไต้หวันทลายขบวนการ "ซิมผี" หลอกแรงงานต่างชาติขณะตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ยึดเใบสมัครซิมที่กรอกข้อมูลและลงนามเรียบร้อยแล้วหลายร้อยฉบับ (ภาพจาก udn.com)
เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดให้พนักงานอัยการไทจงดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและความผิดที่เกี่ยวข้อง พร้อมเดินหน้าขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายที่เชื่อมโยงต่อไป

ตำรวจไต้หวันทลายขบวนการ "ซิมผี" หลอกแรงงานต่างชาติขณะตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ขายต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (ภาพจาก udn.com)
เจ้าหน้าที่ฝากเตือนแรงงานต่างชาติให้ระมัดระวังการรับซิมการ์ดในลักษณะที่ยัดเยียดหรือแกมบังคับ โดยมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ทุกกรณี หากจำเป็นต้องสื่อสาร ควรโทรขอล่ามช่วยเหลือแทน ที่สำคัญ ไม่ควรมอบภาพถ่ายบัตรประกันสุขภาพ บัตรถิ่นที่อยู่ หรือหนังสือเดินทางให้แก่บุคคลที่ไม่รู้จัก เพราะเอกสารเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ลงทะเบียนซิมการ์ดหลายค่ายเพื่อประกอบการกระทำความผิดได้ และหากต้องการสมัครซิมการ์ด ควรดำเนินการโดยตรงกับศูนย์หรือสาขาอย่างเป็นทางการของผู้ให้บริการเครือข่ายเท่านั้น

3. ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อกล่าวเชิดชูแรงงานต่างชาติไม่เพียงพัฒนาชีวิตของตนเอง แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของไต้หวันด้วยเช่นกัน
เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ได้ให้การต้อนรับคณะแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 พร้อมด้วยครอบครัวและผู้ติดตาม ณ ทำเนียบประธานาธิบดี โดยกล่าวแสดงความขอบคุณต่อพี่น้องแรงงานทั่วประเทศที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ไต้หวันเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงวันนี้

ประธานาธิบดีได้ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในการสร้าง "แรงงานที่มีศักดิ์ศรี และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร" โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยในการทำงาน การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นแรงงาน และการดูแลสวัสดิการความเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความมั่นคงในอาชีพ และปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของแรงงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผลพวงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายสู่ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ได้ให้การต้อนรับคณะแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 พร้อมด้วยครอบครัวและผู้ติดตาม ณ ทำเนียบประธานาธิบดี (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)
สำหรับผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศในปีนี้ ประกอบด้วยแรงงานชาวไต้หวัน 51 คน และแรงงานต่างชาติอีก 10 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่สะท้อนให้เห็นถึง "จิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือ" และมีเรื่องราวชีวิตที่น่าประทับใจในแต่ละสาขาอาชีพ ประธานาธิบดียังได้กล่าวขอบคุณเป็นพิเศษต่อแรงงานต่างชาติทั้ง 10 คน ที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาทำงานสร้างอนาคตในไต้หวัน ไม่เพียงเพื่อพัฒนาชีวิตของตนเอง แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของไต้หวันด้วยเช่นกัน

คนที่ 1 จากขวา บุตรชายของนายประดิษฐ์ ภัทรเอก คนที่ 2 นางสาวสุกานดา แก้วกล้า (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 29 เมษายน สภาบริหารได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติและมอบโล่รางวัลแก่แรงงานดีเด่นทั้ง 61 คน ณ โรงแรม Regent Taipei โดยในจำนวนแรงงานต่างชาติ 10 คนที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วยแรงงานจากอินโดนีเซีย 3 คน ฟิลิปปินส์ 3 คน เวียดนาม 2 คน และไทย 2 คน

สภาบริหารได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติและมอบโล่รางวัลแก่แรงงานดีเด่นทั้ง 61 คน ณ โรงแรม Regent Taipei เมื่อวันที่ 29 เมษายน (ภาพจากกระทรวงแรงงาน ไต้หวัน)
สำหรับแรงงานไทยผู้ได้รับรางวัลทั้งสองได้แก่
1. นายประดิษฐ์ ภัทรเอก อายุ 45 ปี ชาวอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันมากกว่า 13 ปี กับบริษัท Walsin Lihwa Corp. โรงงานเหยียนสุ่ย นครไถหนาน แม้ในช่วงแรกจะไม่มีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการทำงานในโรงงานมาก่อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพากเพียร นายประดิษฐ์ได้เรียนรู้และฝึกฝนจนมีความชำนาญครอบคลุมทุกแผนก ได้รับใบอนุญาตขับรถยก (โฟล์คลิฟท์) และได้รับการยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ นอกจากนี้ยังเคยได้รับรางวัลแรงงานต่างชาติดีเด่นแห่งนครไถหนาน ประจำปี พ.ศ. 2568 รางวัลแรงงานต่างชาติดีเด่นจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย รวมถึงได้รับการยกย่องเป็นพนักงานดีเด่นของบริษัทติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน

นายประดิษฐ์ ภัทรเอก แรงงานไทยจากเชียงใหม่ขึ้นกล่าวในฐานะตัวแทนแรงงานต่างชาติดีเด่น ขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้การดูแลสิทธิประโยชน์ (ภาพจากทำเนียบประธทนาธิบดี)
2. นางสาวสุกานดา แก้วกล้า อายุ 43 ปี ชาวอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พนักงานแผนกเย็บผ้าของบริษัทวาโก้ ไต้หวัน ผู้ผลิตชุดชั้นในชื่อดัง ณ นิคมอุตสาหกรรมกุยซาน นครเถาหยวน มีอายุงานกว่า 9 ปี นางสาวสุกานดาเป็นช่างเย็บผ้ามืออาชีพที่มีความชำนาญสูง สามารถใช้จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมได้ถึง 7 ประเภท และเชี่ยวชาญกระบวนการเย็บผ้ามากกว่า 20 ขั้นตอน ผลงานโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ โดยได้เสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโรงงาน จนได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างอันน่าชื่นชมของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน

นางสาวสุกานดา แก้วกล้า จากจังหวัดชัยภูมิและสามี (คนที่ 4 จากซ้าย) พี่ชาย (คนที่ 1 จากซ้าย) ถ่ายภาพกับ ปธน. ไล่ชิงเต๋อ (ภาพจากทำเนียบประธทนาธิบดี)
แรงงานไทยทั้งสองได้ให้สัมภาษณ์ต่อรายการไขปัญหาแรงงาน กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศ และชีวิตการทำงานของตน (กดปุ่มฟังรายการสีแดงบนมุมซ้ายในเว็บเพื่อรับฟังคำให้สัมภาษณ์)