จากอีพีที่แล้วที่เราได้รู้จักเส้นทางการเรียนภาษาจีนและการคว้าทุนรัฐบาลไต้หวันของคุณแคทกันไปแล้ว ในตอนนี้เธอจะพาเราไปสำรวจอีกมุมหนึ่งของชีวิตนักศึกษาไทยในไต้หวัน ทั้งเรื่องการปรับตัว การเรียนในระดับปริญญาโท และมุมมองต่อการใช้ชีวิตในสังคมนานาชาติ
หลังจากใช้ชีวิตในไต้หวันมาระยะหนึ่ง เธอเล่าว่าตัวเองเริ่มคุ้นเคยกับ “อักษรจีนตัวเต็ม” มากขึ้นอย่างชัดเจน แม้ในด้านการเขียนยังคงถนัดตัวย่อมากกว่า แต่ในชีวิตประจำวัน ทั้งการอ่านป้าย การสื่อสาร หรือการเรียนในห้องเรียน ล้วนใช้ตัวเต็มได้อย่างเป็นธรรมชาติ เธอมองว่าอักษรจีนตัวเต็มมีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะโครงสร้างของตัวอักษรสะท้อนความหมายและรากศัพท์ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างน่าสนใจ ประสบการณ์นี้ยังต่อยอดไปถึงช่วงที่เธอไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะไม่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อน แต่กลับสามารถทำคะแนนคันจิได้ดี เนื่องจากมีพื้นฐานภาษาจีนอยู่แล้ว ทำให้สามารถเดาความหมายและเข้าใจตัวอักษรได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เธอยังมองว่าความรู้ด้านอักษรจีนตัวเต็มช่วยให้การเดินทางในญี่ปุ่นสะดวกขึ้น เพราะสามารถอ่านป้ายหรือเดาความหมายได้ในระดับหนึ่ง
ในด้านเส้นทางการศึกษาต่อ ย้อนเล่าว่าการตัดสินใจกลับมาเรียนไต้หวันอีกครั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนที่วางไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เดินทางมาในปี 2019 ซึ่งเธอเรียกความรู้สึกนั้นว่า “love at first sight” หลังจากเรียนภาษาจีน เธอเริ่มวางแผนต่อยอดสู่การเรียนปริญญาโท และใช้เวลาหลายปีในการเตรียมตัว ทั้งการพัฒนาทักษะภาษา การเก็บประสบการณ์ทำงาน และการสร้างโปรไฟล์ให้พร้อมสำหรับการยื่นทุน เธอเน้นว่าการสมัครทุนรัฐบาลไม่ใช่เรื่องที่เตรียมตัวเพียงไม่กี่เดือน แต่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว ทั้งด้านประสบการณ์ ทักษะ และความชัดเจนในเป้าหมายชีวิต เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้สมัครจำนวนมากได้ ในช่วงที่กลับไปทำงานที่ประเทศไทย เธอทำงานในแผนก Business Intelligence Center ซึ่งเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบโปรเจกต์หลากหลาย ทั้งการวางแผน การบริหารจัดการ และการพัฒนาธุรกิจ เธอมีโอกาสได้เป็น Project Leader ตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน ได้เรียนรู้การทำงานจริงในมุมมองทั้งระดับองค์กรและเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการทำงานร่วมกับทีมและผู้บริหารระดับสูง ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยต่อยอดสู่การเรียน MBA และทำให้เธอมั่นใจในเส้นทางที่เลือกมากขึ้น เธอตัดสินใจสมัครเพียงหลักสูตร MBA และเลือกมหาวิทยาลัยอย่างมีเป้าหมาย โดยประเมินความเป็นไปได้ของตนเองอย่างรอบคอบ
สำหรับการเรียน MBA ที่ไต้หวัน เธอมองว่า “ไม่ยาก แต่ท้าทายและสนุก” เพราะเป็นการเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมนานาชาติ นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง และมุมมองของเพื่อนร่วมชั้นจากหลากหลายประเทศ อีกจุดเด่นคือความยืดหยุ่นของหลักสูตร นักศึกษาสามารถเลือกเรียนตามความสนใจได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การเงิน เทคโนโลยี หรือแม้แต่วิชาข้ามสาย เช่น Industrial Management เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
คุณแคทยังกล่าวถึงจุดแข็งของมหาวิทยาลัยว่าเป็นสถาบันที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี และมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมระดับโลก ทำให้นักศึกษาได้รับทั้งองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้จริง นอกจากด้านวิชาการแล้ว เธอยังมองว่าการเรียนระดับปริญญาโทคือการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับคนต่างชาติ ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะการสื่อสาร ความเข้าใจในความแตกต่าง และการทำงานเป็นทีม
เมื่อพูดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม “การปรับตัว” คือกุญแจสำคัญ เธออธิบายว่าการทำงานร่วมกับคนหลากหลายชาติย่อมมีความแตกต่างทั้งด้านความคิดและรูปแบบการทำงาน แต่สิ่งสำคัญคือการเปิดใจ เข้าใจผู้อื่น และมี empathy ในการทำงานร่วมกัน แทนที่จะมองความแตกต่างเป็นปัญหา เธอเลือกที่จะปรับมุมมองและหาจุดร่วม เพื่อให้สามารถทำงานไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น หากเกิดปัญหา ก็จะเริ่มจากการสื่อสารและหาทางแก้ไขร่วมกัน และหากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ ก็เลือกที่จะปรับตัวเองแทน สำหรับเธอ conflict ไม่ใช่สิ่งจำเป็น หากเราเข้าใจและยืดหยุ่นมากพอ การใช้ชีวิตและการทำงานในสังคมนานาชาติก็สามารถเป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีคุณค่าได้