ขับเคลื่อนอาคารคาร์บอนต่ำ สู่ Net Zero 2050 กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเดินหน้านโยบายลดคาร์บอน โดยเริ่มบังคับใช้ “มาตรฐานติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอาคาร” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 สิงหาคมปีนี้
กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเดินหน้านโยบายอาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Building) สู่ระยะดำเนินการเต็มรูปแบบ โดยกำหนดให้อาคารขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างใหม่ต้องติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมผลักดันการเปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพพลังงานและกลไกคาร์บอนเครดิตควบคู่กัน เพื่อยกระดับจาก “การประหยัดพลังงาน” ไปสู่ “การผลิตไฟฟ้า ลดคาร์บอน และสร้างมูลค่าเป็นสินทรัพย์”
กระทรวงฯ ระบุเมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า มาตรการต่าง ๆ กำลังทยอยบังคับใช้ โดยมาตรฐานติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์จะเริ่มมีผลในเดือนสิงหาคม 2026 คาดว่าภายในปี 2030 จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 3.19 ล้านตัน หรือมากกว่า 30% ของเป้าหมายในภาคที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม สะท้อนว่า “ภาคอาคาร” จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ Net Zero หลิวซื่อฟาง(劉世芳) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไต้หวัน ระบุในการประชุมว่า เพื่อขับเคลื่อน “เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ปี 2050 ของไต้หวัน” กระทรวงจะเริ่มจากภาคอาคาร ผ่านมาตรการหลากหลาย ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การยกระดับประสิทธิภาพพลังงาน การเปิดเผยข้อมูล และกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างระบบที่ให้ทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ เปลี่ยนอาคารจากผู้ใช้พลังงาน มาเป็นผู้ผลิตไฟ ประหยัดพลังงาน และบริหารคาร์บอนได้
ในด้านมาตรการเชิงรูปธรรม กระทรวงมหาดไทยไต้หวันร่วมกับกระทรวงเศรษฐการได้ประกาศ “มาตรฐานการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอาคาร” กำหนดให้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 เป็นต้นไป อาคารที่ก่อสร้างใหม่ ต่อเติม หรือปรับปรุง และมีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งกำลังผลิตไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ต่อทุก 20 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ได้ราว 660,000 กิโลวัตต์ต่อปี และจะผสานกับมาตรการสนับสนุนของกระทรวงเศรษฐการเพื่อขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน
สำหรับประเด็นต้นทุนและความคุ้มค่า สถาบันวิจัยสถาปัตยกรรมชี้ว่า ปัจจุบันค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่ที่ประมาณ 38,800 เหรียญไต้หวันต่อกิโลวัตต์ ใช้เวลาคืนทุนราว 12 ปี อีกทั้งระบบยังสามารถจ่ายไฟให้ส่วนกลางในช่วงไฟฟ้าดับ ช่วยเสริมความต่อเนื่องในการบริหารอาคาร ส่วนด้านโครงสร้างและความปลอดภัยจากอัคคีภัย ได้ถูกรวมอยู่ในกฎระเบียบที่ใช้อยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากการติดตั้งบนหลังคาแล้ว กระทรวงมหาดไทยของไต้หวันยังผลักดันโครงการสาธิตโซลาร์เซลล์บน “ผนังอาคาร” โดยเริ่มนำร่องในอาคารภาครัฐ ศูนย์ทดลองวัสดุของสถาบันวิจัยสถาปัตยกรรมได้เสร็จสิ้นการทดลองระยะแรกของแผงโซลาร์เซลล์แบบลวดลายสีบนผนัง ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าถึง 73.6% และในปี 2026 จะขยายการติดตั้งต่อเนื่อง คาดว่ากำลังการผลิตสะสมจะอยู่ที่ราว 424 กิโลวัตต์ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการผลิตพลังงานและความงามทางสถาปัตยกรรม เพิ่มการยอมรับจากภาคเอกชน
ในด้านกลไกตลาด กระทรวงมหาดไทยไต้หวันยังเดินหน้าระบบเปิดเผยประสิทธิภาพพลังงานอาคาร โดยในอนาคตจะกำหนดให้ข้อมูลการใช้พลังงานเป็นรายการที่ต้องเปิดเผยในการซื้อขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเชื่อมเข้ากับระบบประกาศราคาซื้อขายจริง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารได้โดยตรง และใช้กลไกตลาดกระตุ้นการปรับปรุงด้านการประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมจัดตั้งระบบ “คาร์บอนเครดิตจากการยืดอายุอาคาร” โดยนำผลการลดคาร์บอนจากการปรับปรุงอาคารเดิมและการติดตั้งโซลาร์เซลล์มาแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต ใช้เป็นแหล่งรายได้สำหรับการบริหารจัดการอาคาร และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาไปสู่โมเดล “สินทรัพย์คาร์บอนของอาคาร” ที่เชื่อมโยงกับการเงินสีเขียว
กระทรวงมหาดไทยของไต้หวันย้ำว่า นโยบายอาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Building) ได้ก้าวพ้นระยะนำร่องและเข้าสู่การขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตอาคารอย่างต่อเนื่อง โดยผสานเทคโนโลยีเข้ากับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย และมุ่งสู่เป้าหมาย “ประเทศที่มีความยืดหยุ่น และบ้านเมืองที่ยั่งยืน”
ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลวดลายศิลป์บนผนังอาคาร ภายนอกของศูนย์ทดสอบวัสดุ สถาบันวิจัยสถาปัตยกรรม