ธีระ หยาง 亓淞 และบันเทิงดอทคอม 娛樂達康 ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2026
- ทักทายกันด้วยผลงานล่าสุดของ 831 (八三夭 – ปาซานเยา) วงร็อกระดับแนวหน้าผู้ปลุกความเดือดพล่าน กับอัลบั้มชุดใหม่ล่าสุด "คนไม่มีปีก" (沒有翅膀的人) ที่เพิ่งปล่อยออกมา และได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพลงรักแบบช้าๆ ที่เป็นเพลงหลักอย่าง你就是我無可替代 (หนี่จิ้วซื่อหว่ออู๋เข่อฉวี่ไต้ - เธอคือหนึ่งเดี่ยวที่ไม่มีใครแทนที่ - One & Only) ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์มดนตรีดิจิทัลหลายแพลตฟอร์ม แฟนเพลงต่างพากันคอมเมนต์ว่าบทเพลงนี้เศร้ากินใจ ลึกซึ้ง และเพราะมากจนต้องหลั่งน้ำตา ซึ่งแนวคิดหลักของ MV เพลงนี้ 831 ได้ยึดธีมตามเนื้อเพลงที่ว่า "ดินแดนที่ห่างไกลที่สุด คือคนที่เราไม่สามารถเข้าใกล้ได้ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ตาม" ผ่านโครงสร้างเรื่องราวที่ตัดสลับระหว่างความจริงและความเสมือน เพื่อสำรวจการส่งต่ออารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความคิดถึงและการสูญเสียในยุคดิจิทัล (ภาพจาก SONY Music)

- สำหรับช่วงของ “เพลงเก่า...แต่เราเก็ท” สัปดาห์นี้ จะขอหยิบเอาผลงานของ Grasshopper (草蜢 – เฉาหม่ง) วงบอยแบนด์ระดับตำนานของวงการเพลงฮ่องกง ประกอบด้วย ไช่อีจื้อ (蔡一智), ไช่อีเจี๋ย (蔡一傑) และ ซูจื้อเวย (蘇志威) ทั้งสามคนได้รับความสนับสนุนจากศิลปินคนดังผู้ล่วงลับอย่าง เหมยเยี่ยนฟาง พวกเขาเปิดตัวด้วยการแสดงภาพยนตร์ในปี 1987 และออกอัลบั้มตามมาอีกมากมาย โดยมีเพลงฮิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง 失戀陣線聯盟 ) (ซือเลี่ยนเจิ้นเสี้ยนเหลียนหมง – พันธมิตรคนอกหัก) ที่นำทำนองเพลงของเพลงคู่กัดมาใช้ จนโด่งดังไปทั่วทั้งจีน ฮ่องกง และไต้หวันมานานหลายปี นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่นำทำนองเพลงไทยมาใช้อีกหนึ่งเพลง คือเพลง 寶貝對不起 (เป่าเป้ยตุ้ยปู้ฉี่ - Baby I'm Sorry ) ที่ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่หลายคนร้องตามได้อย่างขึ้นใจ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เบื้องหลังเพลงนี้แท้จริงแล้วซ่อนเรื่องราวลี้ลับที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอาไว้
ไช่อีเจี๋ย หนึ่งในสมาชิกของวงได้ไปร่วมรายการวิทยุเพื่อพูดคุยถึงเส้นทางในวงการบันเทิง โดยได้กล่าวถึงเพลง Baby I'm Sorry (寶貝對不起) อันเป็นผลงานสร้างชื่อที่ออกจำหน่ายในปี 1993 ว่า มีเรื่องราวลี้ลับที่น่าประทับใจซ่อนอยู่ เขาเผยว่ามีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ที่ได้เปิดเพลงนี้ในห้างติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากมีข่าวลือว่าพื้นที่เดิมของห้างเคยเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวต่างชาติ เพื่อรับดูแลทารกที่ถูกทอดทิ้งและเด็กกำพร้า ทว่าในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เด็กจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงที่นี่จากความหิวโหย โรคระบาด และภัยสงคราม แต่เนื่องจากพื้นที่สุสานมีจำกัด ร่างของเด็กๆ จึงถูกฝังไว้ใต้สนามหญ้าในบริเวณนั้นโดยไม่มีแม้แต่ป้ายหลุมศพ หลังสิ้นสุดสงคราม สถานรับเลี้ยงเด็กที่กลายเป็นซากปรักหักพังได้ถูกรื้อถอนและสร้างใหม่จนกลายเป็นห้างสรรพสินค้า ทว่าเรื่องราวลี้ลับกลับถูกเล่าขานออกมาไม่ขาดสายและมักจะมีดวงวิญญาณเด็กๆ ออกมาซุกซนสร้างความวุ่นวายอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากที่ทางห้างเริ่มเปิดเพลงนี้ เรื่องแปลกๆ ก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย "เพราะเนื้อเพลงที่ร้องว่า 'เบบี้ ฉันขอโทษ' (寶貝對不起) เหมือนเป็นการกล่าวคำขอโทษต่อพวกเขา (ดวงวิญญาณ) นั่นเอง" นอกจากนี้ ไช่อีเจี๋ย ยังเล่าต่อว่า เพลง Baby I'm Sorry (寶貝對不起) นอกจากจะช่วยปลอบประโลมดวงวิญญาณเด็ๆ ในเซี่ยงไฮ้แล้ว ในอีกฟากฝั่งทะเลอย่างไต้หวัน เพลงนี้ยังถูกใช้เพื่อปลอบประโลมผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย เนื่องจากนักโทษในเรือนจำของไต้หวันบางคนที่ตระหนักว่าตนได้ทำความผิดพลาดไปมากมาย มักจะเขียนจดหมายมายังสถานีวิทยุเพื่อขอเพลงนี้ส่งต่อคำขอโทษไปยังครอบครัว เมื่อได้เห็นว่าผลงานอมตะของตนมีคุณประโยชน์ในการช่วยเยียวยาจิตใจผู้คนได้มากมายเช่นนี้ ไช่อีเจี๋ย ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่า "ดนตรีของผมสามารถทำให้คนซึ้งได้มากมายขนาดนี้ ถือว่าชีวิตนี้ไม่เสียชาติเกิดแล้ว" (ภาพจาก SETN ถ่ายภาพโดยชิวหรงจี๋)

- ตั้งแต่วันที่ 30 ของเดือนเมษายนที่ผ่านมา วง Mayday ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตทัวร์ฉลองครบรอบ 25 ปี "5525+2 Returning to That Day" ณ สนามกีฬารังนก (Bird's Nest) ที่ปักกิ่ง จำนวน 12 รอบ พร้อมสร้างสถิติใหม่ร่วมกับแฟนเพลงกว่า 5.5 ล้านคน ในการแสดงคอนเสิร์ตครบ 55 รอบ ณ สนามกีฬารังนกแห่งนี้ โดย Mayday ทุ่มงบเกือบ 90 ล้าน เพื่อสร้างโลกจูราสสิค ให้แฟนเพลงได้สัมผัสประสบการณ์การผจญภัยย้อนยุคไปพร้อมกับการชมคอนเสิร์ต โดยมีไดโนเสาร์ยักษ์ทะยานพุ่งออกมาจากไข่อย่างทรงพลัง ทั้งเทอโรซอร์, บราคิโอซอร์, สไปโนซอร์, สเตโกซอร์ และไทรเซราทอปส์ รวมกว่า 25 ตัว ปรากฏกายรอบสนามในระยะประชิด โดยในการแสดงรอบแรกที่ปักกิ่งครั้งนี้ Mayday เปิดฉากด้วยเพลงฮิตอย่าง "OAOA", "ซุนหงอคง" (孫悟空), "บทเพลงออกศึก" (入陣曲), "ชนแก้ว" (乾杯) และ "จุดจบความเหงา" (終結孤單) ทำให้อารมณ์ของผู้ชมทั้งสนามพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดทันที สมาชิกวง Mayday ทยอยทักทายแฟนเพลง ซึ่งเนื่องจากครั้งนี้เป็นเวทีขนาดยักษ์ที่กางออกในแนวราบ ทำให้ระยะห่างระหว่าง Mayday และแฟนเพลงทั้งด้านหน้าและด้านหลังใกล้ชิดกันมากขึ้น อาซิ่น (阿信) นักร้องนำของวงเผยว่า นี่คือคอนเสิร์ตทัวร์ครั้งสุดท้ายของการกลับมาพบกันในปี 2026 ในวันแรกของการเปิดแสดง เขากล่าวขอบคุณแฟนเพลงอีกครั้งว่า "หากไม่มีพวกคุณ ความฝันของ Mayday ก็คงไม่เป็นจริง สวนสนุกแห่งนี้คงไม่มีอยู่ อย่าดูถูกพลังของพวกคุณเลย เมื่อมองลงมาจากนอกโลก พวกคุณอาจเป็นเพียงจุดแสงเล็กๆ แต่ร่องรอยของจุดแสงแต่ละจุดที่ส่องประกายได้เดินทางมาตลอดชีวิตเพื่อมาถึงที่นี่ Mayday ไม่ใช่ สือโถว, ไม่ใช่ ก้วยโซ่ว, ไม่ใช่ หม่าซา, ไม่ใช่ ก้วนยู่ เพราะหากขาดพวกคุณไป พวกเราก็ไม่ใช่ Mayday" (ภาพจาก B'in Music)

- ภาพยนตร์สารคดีประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเรื่อง A Chip Odyssey ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ภาษาจีนแห่งสิงคโปร์ โดย เจี่ยงเสี่ยนปิน โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNA ของไต้หวันว่า ในเวลานั้นไต้หวันได้ก้าวไปสู่ย่างก้าวที่กล้าหาญและเต็มไปด้วยการผจญภัย แม้แต่ ลีกวนยิว นายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ก็เคยสงสัยว่าใครเป็นคนตัดสินใจครั้งใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีค่าต่อการให้ผู้ชมในวงกว้างได้รับชม เพื่อส่งต่อความเชื่อหลักที่ว่าเราต้องเชื่อมต่อกับโลกเสมอ โดย A Chip Odysseyได้รับการกล่าวขานและชื่นชมอย่างต่อเนื่องในระดับสากล สารคดีเรื่องนี้บันทึกการเดินทางตลอดครึ่งศตวรรษของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ไม่มีอะไรเลย จากความโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง สู่การเป็นอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก จนได้รับความสนใจจากผู้คนในหลายแวดวง โดยสารคดีได้จัดฉายในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชม เจี่ยงเสี่ยนปิน เล่าว่า ทีมงานสารคดีได้นำกล้องไปสัมภาษณ์เหล่าวิศวกรรุ่นแรก ซึ่งแต่ละคนเมื่อย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องแบกรับภาระภายใต้เงื่อนไข 'ต้องสำเร็จเท่านั้น ห้ามล้มเหลวเด็ดขาด' ต่างก็แทบจะหลั่งน้ำตา ไต้หวันในเวลานั้นได้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ "เรื่องราวเหล่านี้ควรค่าแก่การเรียนรู้ สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อคนในรุ่นต่อๆ ไป" (ภาพจาก CNA)
