Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 4 พฤษภาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 4 พฤษภาคม 2569

สัดส่วนการลงทุนไต้หวันในจีนลดฮวบจาก 83% เหลือ 4% สะท้อนการปรับทิศเชื่อมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป

     เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐการไต้หวันได้พูดถึงกรณีที่จีนออกมาตรการ 10 ข้อเอื้อประโยชน์ต่อไต้หวัน โดยระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไต้หวันเติบโตอย่างโดดเด่นมาก ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่าในปี 2026 GDP ของไต้หวันจะโตถึง 7.6% ซึ่งไม่เพียงแต่สูงกว่าจีน (ที่ 4.6%) แต่ยังขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย แซงหน้าทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง

     นอกจากนี้ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่านักธุรกิจไต้หวันสนใจไปลงทุนค้าขายกับจีนน้อยลงจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคเอกชนเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับมาตรการเอาใจของจีนมากนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแผนของจีนที่กะจะใช้ "เศรษฐกิจมาบีบการเมือง" เริ่มไม่ได้ผลแล้ว ในทางกลับกัน ตอนนี้ไต้หวันกำลังเดินหน้าจับมือกับตลาดใหญ่ๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไต้หวันเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้โดยตรง และไม่ต้องพึ่งพาจีนเหมือนแต่ก่อน

     ในด้านการลงทุนโดยตรงจากไต้หวันไปยังจีนและฮ่องกง พบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลตัวเลขชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจไต้หวันกำลังเดินหน้า "ลดความเสี่ยงด้วยการลดการพึ่งพาจีน" (De-risking) อย่างจริงจัง โดยยอดการลงทุนโดยตรงจากไต้หวันไปยังจีนและฮ่องกงนั้นลดฮวบลงอย่างน่าตกใจ จากที่เคยสูงถึง 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2010 (ซึ่งตอนนั้นคิดเป็นกว่า 83% ของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมด) ปัจจุบันในปี 2025 ยอดนี้หดตัวเหลือเพียง 1,870 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 4.6% เท่านั้น นอกจากนี้สัดส่วนการส่งออกสินค้าไปจีนก็ลดลงตามไปด้วย จาก 40.1% ในปี 2016 เหลือเพียง 26.6% ในปี 2025

     ทางกระทรวงเศรษฐการยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า นโยบาย "เอาใจไต้หวัน" ของจีนทั้ง 4 ระลอกตั้งแต่ปี 2018 ดูเหมือนจะถูกลดสเกลลงเรื่อยๆ จากที่เคยชวนให้เข้าไปร่วมในโปรเจกต์เทคโนโลยีระดับชาติอย่าง 'Made in China 2025' ปัจจุบันกลับเหลือแค่มาตรการยิบย่อย อย่างการอนุญาตให้เปิดตลาดขายของขนาดเล็กในบางพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขเท่านั้น การที่ภาคธุรกิจไต้หวันตอบรับนโยบายของจีนแบบเฉยเมยนั้น สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการเหล่านั้นไม่ได้จูงใจและไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้ไต้หวันอย่างแท้จริง ซึ่งชี้ชัดว่ากลยุทธ์ "ใช้เศรษฐกิจเพื่อโน้มน้าวการเมือง" ของจีนได้รับความสนใจลดลง

     ในมิติของยุทธศาสตร์ ไต้หวันกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากที่เคย"พึ่งพาตลาดเดียว" เปลี่ยนไปสู่การ "เชื่อมโยงกับทั่วโลก" กระทรวงเศรษฐการย้ำว่าก้าวต่อไปของไต้หวันจะไม่ใช่แค่การปั๊มยอดการเติบโต แต่คือการยกระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยมีพระเอกขับเคลื่อนคือ "5 อุตสาหกรรมแห่งความเชื่อมั่น" และ "10 โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI" ควบคู่ไปกับการดันธุรกิจ SMEs และกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งจากทั้งในและนอกบ้าน

     บนเวทีโลก ไต้หวันเลือกเดินหมาก "สร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงลึก" แทนการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้พัฒนากลไกความร่วมมืออย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความริเริ่มหุ้นส่วนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (EPPD) ความตกลงการค้าที่เท่าเทียม (ART) บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือการลงทุน (MOU) และกรอบความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “Silicon Prosperity Initiative”ซึ่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้นทั้งหมดนี้ เป็นการตอกย้ำว่า ไต้หวันได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นหัวใจสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกอย่างเต็มตัวแล้ว

     ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับสหภาพยุโรปก็ถูกยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านทั้งการเจรจาการค้าและการลงทุนไต้หวัน–สหภาพยุโรป (TID) และเวทีหารืออุตสาหกรรม (IPD) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงทั้งเชิงนโยบายและภาคอุตสาหกรรมจริง การขยายความร่วมมือในลักษณะนี้ช่วยให้ไต้หวันสามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเปิดช่องทางใหม่ในตลาดที่มีมาตรฐานสูง

     นอกจากสองขั้วเศรษฐกิจหลักดังกล่าว ไต้หวันยังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบ “หลายศูนย์กลาง” (multi-nodal connectivity) นี้ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

     เมื่อพิจารณาโดยรวม แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ “การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” (economic de-risking) อย่างชัดเจน ไต้หวันกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาตลาดจีนในอดีต ไปสู่การฝังตัวในระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น การปรับทิศทางเช่นนี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเพิ่มอำนาจต่อรองและความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนในบริบทเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

     ท้ายที่สุด กระทรวงเศรษฐการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจไต้หวันตระหนักถึงแรงกดดันทางการเมือง และหลีกเลี่ยงการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมระบุว่าผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนปัญหาหลังโควิด-19 ว่า การส่งออกสินค้าไปยังจีนต้องเผชิญขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการที่ล่าช้า ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงเรียกร้องให้ฝ่ายจีนปรับปรุงระบบ ลดความซับซ้อนของขั้นตอน และยุติการดำเนินนโยบายที่มีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้การค้าข้ามช่องแคบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังขอให้ภาคเอกชนยืนหยัดร่วมกับภาครัฐในการเรียกร้องสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไต้หวันในระยะยาว

(ที่มา: Yahoo)

อิหร่านเตรียมออกกฎหมายเพิ่มอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำกติกาการเดินเรือให้เตหะรานเป็นผู้กำหนด

     สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน และอดีตเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC) อิบราฮิม อาซิซี (Ebrahim Azizi)  ออกมาเปิดเผยว่า อิหร่านกำลังเตรียมผลักดันกฎหมายฉบับใหม่เพื่อ "ยึดอำนาจควบคุม" ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยระบุว่ากฎเกณฑ์การเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ จะถูกกำหนดโดยเตหะราน รวมถึงการออกใบอนุญาตผ่านทางให้กับเรือเดินสมุทร อาซิซีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ BBC ณ กรุงเตหะรานว่า อิหร่านจะไม่ยอมละทิ้งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่า  นี่คือสิทธิที่ไม่อาจถูกพรากไปจากเราได้ พร้อมกันนี้ เขายังระบุว่า กรอบกติกาดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำให้มีผลบังคับใช้ในรูปแบบกฎหมายอย่างเป็นทางการ อาซิซีอธิบายเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกเสนอเข้าสู่รัฐสภาภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 110 ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทางทะเล และความมั่นคงแห่งชาติ โดยกองกำลังติดอาวุธจะเป็นผู้รับผิดชอบการบังคับใช้

     ท่ามกลางความกังวลของประชาคมโลกที่มองว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเมื่อไหร่ เศรษฐกิจโลกจะต้องเจอแรงกระแทกมหาศาล และนี่จะไม่ใช่วิกฤตที่จะคลี่คลายได้ในเร็ววัน สำหรับอิหร่านแล้วการกุมชะตาเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก ไม่ได้เป็นแค่ "เครื่องมือต่อรอง" ธรรมดาอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น "ไพ่ตายระยะยาว" ที่เอาไว้คานอำนาจบนเวทีโลก โมฮัมหมัด เอสลามี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเตหะราน อธิบายว่า "เป้าหมายเบอร์หนึ่งของอิหร่านหลังสงคราม คือการสร้าง 'อำนาจข่มขวัญเพื่อไม่ให้ใครกล้าหือ' (Deterrence) ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซนี่แหละคือเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุด"

     เขายังย้ำจุดยืนของเตหะรานด้วยว่า อิหร่านพร้อมเปิดโต๊ะคุยกับประเทศอื่นๆ ว่าจะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไรภายใต้ "กฎกติกาใหม่" ที่อิหร่านเป็นคนร่าง แต่ถ้าจะมาขอต่อรองเรื่อง "สิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบ" ล่ะก็... เรื่องนี้คือ "เส้นแดง" ที่อิหร่านไม่มีวันยอมเด็ดขาด แน่นอนว่าท่าทีของอิหร่านเจอกระแสต่อต้านอย่างหนักจากเพื่อนบ้าน โดยอันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษา ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกมาซัดแรงว่า พฤติกรรมของอิหร่านไม่ต่างอะไรกับ "การทำตัวเป็นโจรสลัด" และเตือนว่าหากปล่อยให้อิหร่านคุมช่องแคบได้จริง จะกลายเป็น "บรรทัดฐานที่อันตราย" สำหรับเส้นทางเดินเรืออื่นๆ ทั่วโลก

     ฝั่งอิหร่าน (อาซิซี) ก็สวนกลับทันควันว่า สหรัฐฯ ต่างหากที่เป็น "โจรสลัดเบอร์หนึ่งของโลก" และการตั้งฐานทัพอเมริกาคือตัวการทำลายความสงบ พร้อมอ้างว่าอิหร่านแค่ต้องการสร้าง "ความมั่นคงร่วมกัน" (ซึ่งชาติอาหรับส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อข้ออ้างนี้แล้ว)

      นอกจากนี้ ภายในอิหร่านเองก็ดูเหมือนจะคุยกันไม่ค่อยลงรอย ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน (อับบาส อารัคชี) ดันไปโพสต์ว่าช่องแคบฮอร์มุซ "เปิดใช้งานเต็มที่" ทำเอาฝ่ายสายแข็งในประเทศปรี๊ดแตก เพราะมองว่าไปพูดเข้าทางให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคลมผลงานได้ ร้อนถึงเจ้าตัวต้องรีบออกมาแก้ข่าวว่า เปิดให้เฉพาะเรือที่ได้ไฟเขียวจากกองทัพ (IRGC) เดินเรือตามเส้นทางที่กำหนด และ "ต้องจ่ายค่าผ่านทาง" เท่านั้น ถึงอย่างนั้น อาซิซีก็รีบออกมากลบเกลื่อนรอยร้าว โดยย้ำว่า "เรื่องความมั่นคงชาติ ไม่มีแบ่งฝ่ายสายแข็งหรือสายประนีประนอม" และอนาคตของช่องแคบนี้ ผู้นำสูงสุดของประเทศจะเป็นคนชี้ขาดเท่านั้น

     เมื่อถูกถามถึงเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงและการใช้โทษประหารชีวิต อาซิซีได้ปัดตกข้อกล่าวหาจากนานาชาติทั้งหมด พร้อมชี้เป้าว่าสายลับของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างหากที่เป็นตัวการปลุกปั่นความวุ่นวาย ส่วนความกังวลที่ว่าอิหร่านจะคุมเข้มประชาชนหนักขึ้น เขาย้ำเด็ดขาดว่า "ในยามสงคราม แม้จะอยู่ในช่วงหยุดยิง กฎระเบียบก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"

圖為在荷莫茲海峽航行的船隻與油輪。(路透社)

(ที่มา: 中央通訊社)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解