เทคโนโลยีโดรนไต้หวันก้าวหน้าอีกขั้น หลังศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “แกนวัสดุละลายน้ำ” ผสานกับกระบวนการผลิตโครงสร้างคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยลดเวลาการผลิตชิ้นส่วนโดรนจากเดิม 2-6 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 20 นาที เปิดทางสู่การผลิตจำนวนมากและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันระดับโลก
ไต้หวันตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมโดรนให้มีมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญไต้หวันภายในปี 2030 พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโดรนของประเทศประชาธิปไตยในเอเชีย จึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์ที่รองรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่
ไช่เซิ่งฉี(蔡盛祺) รองผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิตของ MIRDC ระบุว่า โครงสร้างโดรนกว่า 70% ใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อให้น้ำหนักเบาและบินได้นาน โดยมักออกแบบเป็นโครงสร้างกลวงสำหรับติดตั้งระบบควบคุม พลังงาน และการสื่อสาร
ที่ผ่านมา การผลิตแบบดั้งเดิมต้องใช้แรงงานคนวางแผ่นพรีเพรกทีละชั้นแล้วอบด้วยความร้อนสูง ใช้เวลานานและต้นทุนสูง อีกทั้งการขึ้นรูปชิ้นส่วนกลวงยังมีข้อจำกัด เพราะการใช้ถุงลมหรือสไลด์โลหะไม่เหมาะกับชิ้นงานซับซ้อน
เทคโนโลยีใหม่ของไต้หวันจึงพัฒนา “แกนวัสดุละลายน้ำ” ทำหน้าที่เสมือนแม่พิมพ์ชั่วคราว สามารถทนความร้อนและแรงดันสูงระหว่างการฉีดขึ้นรูป เมื่อชิ้นงานเสร็จเพียงล้างน้ำ แกนวัสดุจะละลายออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลิตชิ้นส่วนกลวงที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
โครงการนี้มีระยะเวลา 4 ปี ช่วงปี 2025-2026 จะเน้นโดรนปีกหมุน เช่น งานโลจิสติกส์และเกษตรกรรม ส่วนปี 2027-2028 จะขยายสู่โดรนปีกตรึง ผลิตชิ้นส่วนขนาดใหญ่ เช่น ลำตัวและปีกเครื่องบินไร้คนขับ
ไต้หวันหวังใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานประกอบ สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญครบวงจร และคว้าโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลกที่ลดการพึ่งพาจีน