ไต้หวันเข้าสู่หน้าฝน อุณหภูมิแปรปรวน ความชื้นสูง! แพทย์เตือนระวัง โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อราและ โรคภูมิแพ้อากาศ
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นวันลี่เซี่ย (立夏) หรือวันเริ่มต้นฤดูร้อน จัดอยู่ในลำดับ 7 ของ “24 ฤดูกาลจีน” ซึ่งจะตรงกับวันที่ 5 หรือวันที่ 6 พฤษภาคมของทุกปี เมื่อถึงวันลี่เซี่ยหมายถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน แต่วันลี่เซี่ยปีนี้ เนื่องจากมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากจีนแผ่นดินใหญ่เคลื่อนลงมาปกคลุมและหอบน้ำฝนปริมาณมากมาด้วย ทำให้ทั่วไต้หวันมีฝนตกตลอดทั้งวันและตกหนักเป็นบางเวลา ซึ่งเป็นสภาพอากาศแบบช่วงฤดูฝน ซึ่งจะสอดแทรกอยู่ในช่วงของฤดูร้อนโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน อิทธิพลของมรสุมระลอกนี้ส่งผลให้อากาศทั่วไต้หวันเย็นลง โดยเฉพาะช่วงเช้า ช่วงหัวค่ำและช่วงกลางคืนอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-19 °C ส่วนกลางวันอยู่ที่ประมาณ 20-30 °C โดยทางภาคเหนืออย่างในไทเปซึ่งอยู่ทางภาคเหนือจะอยู่ที่ประมาณ 20 °C แต่ทางภาคใต้จะอยู่ที่ 28-30 °C และจะมีฝนตกตลอดทั้งวัน ทำให้ความชื้นในอากาศสูงมาก ที่ต้องระวังคือเมื่อมรสุมพัดผ่านไป อากาศจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วอุณหภูมิพุ่งขึ้นเกิน 30 °C อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แพทย์เตือนให้ระวังโรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน อาทิ โรคผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และภูมิแพ้ เป็นต้น
นายแพทย์สวีลี่เซิง (徐立昇) ผู้อำนวยการฝ่ายเวชศาสตร์ชุมชนและแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจากโรงพยาบาลสหวิทยาการเทศบาลนครเกาสง (Kaohsiung Municipal United Hospital) เตือนว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและไรฝุ่น ในช่วงฤดูฝน อุณหภูมิจะสูงขึ้นในตอนกลางวัน ประกอบกับความชื้นและความกดอากาศที่ต่ำ ทำให้ความต่างของอุณหภูมิมากขึ้น จึงเสี่ยงต่อโรคผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และภูมิแพ้ รวมถึงอาการปวดข้อ
เชื้อราและไรฝุ่นเพิ่มขึ้น เสี่ยงโรคผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และภูมิแพ้
แพทย์อธิบายว่า หน้าฝน ความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังเกิดผื่นหรือผิวหนังอักเสบได้ง่าย แนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี และหลังออกกำลังกายหรือเหงื่อออกมาก ควรอาบน้ำทำความสะอาด เพื่อให้ผิวแห้งและเย็น
นอกจากนี้ ความชื้นยังทำให้ไรฝุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงฝนตกที่ซักผ้าหรือผึ่งแดดได้ยาก ส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด และภูมิแพ้ อีกทั้งหากไม่ได้ทำความสะอาดแผ่นกรองแอร์เป็นเวลานาน ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นได้ จึงควรหมั่นล้างทำความสะอาดเป็นประจำ
อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เสี่ยงปวดข้อ
ในช่วงนี้ยังมักพบอาการปวดข้อได้บ่อย ซึ่งหลายคนเรียกรวม ๆ ว่า “รูมาติซึม” แต่จริงๆ แล้วครอบคลุมหลายโรค เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบข้อ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคเกาต์ หากมีอาการปวดบริเวณข้อร่วมกับอาการแดง บวม ร้อน หรือปวด ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ระวังเลือดข้น! ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงยังส่งผลให้ความดันโลหิตไม่คงที่ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงควรติดตามอาการและปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ เลือดจะมีความหนืดมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง และการอุดตันของหลอดเลือด
นายแพทย์สวีลี่เซิงเน้นว่า แม้โรคเหล่านี้มักพบในฤดูหนาว แต่ในฤดูฝนก็ต้องระวังเช่นกัน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยแนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 200 ซีซี ทุก 30 นาที - 2 ชั่วโมง และสังเกตปัสสาวะให้มีสีเหลืองอ่อน นอกจากนี้ ควรปรับการแต่งกายให้เหมาะกับอุณหภูมิ และไม่เปิดแอร์ให้เย็นเกินไป เพื่อลดความต่างของอุณหภูมิระหว่างในและนอกอาคาร พร้อมแนะนำว่า ประชาชนทำความเข้าใจสภาพร่างกายของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถป้องกันโรคได้ในระดับหนึ่ง
โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา
เป็นโรคที่เกิดจากติดเชื้อราที่ผิวหนังซึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมลุกลามเข้าไปในเซลล์ผิวหนัง โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนังตายแล้วที่มักจะเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา เช่น เล็บ หนังกำพร้า หนังศีรษะ ผม หรือผิวหนังในที่อับชื้น โดยส่วนมาก การติดเชื้อราจะเกิดจากการสัมผัสเชื้อจากสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเชื้อรา การสัมผัสเชื้อราจากสิ่งแวดล้อม
เชื้อรา คือสิ่งมีชีวิตที่เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งพืช สัตว์ แบคทีเรียโปรโตซัว เชื้อไวรัส หรือเชื้อปรสิต ปกติ เชื้อราจะอยู่ปะปนในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ดิน ต้นไม้ หรือ แม้กระทั่งในร่างกายของคนและสัตว์ เชื้อราไม่สามารถสังเคราะห์แสงหรือสร้างอาหารเองไม่ได้เหมือนพืช เลยต้องอาศัยการกินอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น โดยดูดซึมสารอาหารจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต แล้วพร้อมจะแพร่จำนวนได้มากมาย เชื้อราบางชนิดมีลักษณะเป็นเส้นใย พอแบ่งตัวแล้วนำมาเรียงต่อกันสามารถวัดความยาวได้มากถึง 1 กิโลเมตรต่อวันเชื้อรา มักเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยที่คอยสร้างปัญหาให้กับทุก ๆ ที่ในร่างกายของคนเราได้ จนกลายเป็นความน่ารำคาญใจ เช่นโรคเชื้อราบนหนังศีรษะ หรือที่เรียกกันว่า “รังแค” เชื้อราในผิวหนัง เช่น โรคน้ำกัดเท้า (หรือฮ่องกงฟุต) กลาก เกลื้อน เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ และเชื้อราที่สร้างสารพิษทำอันตรายรุนแรงต่อร่างกายได้ เช่น อะฟลาทอกซิน (Aflatoxins)
เชื้อราที่ผิวหนังเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า ลำคอ ลำตัว ขาหนีบ รักแร้ เท้า เล็บ ซอกนิ้ว โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ผิวหนังอักเสบ มีขุยของเศษผิว ถ้าอักเสบมาก ๆ จะมีน้ำเหลืองซึมรอบขอบแผล เป็นผื่นนูนแดง เป็นวง หรือมีขอบนูนแดง พร้อมกับผิวมีขุยชัดเจน ผื่นจะค่อย ๆ ลามออกช้า ๆ และมีอาการคันร่วมด้วย กรณีเกิดการติดเชื้อที่เล็บ เล็บจะขาวซีดหรือเหลืองเป็นบางส่วน มีการแยกของแผ่นเล็บจากเนื้อเล็บ และถ้าเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ก็จะยิ่งทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนองเพิ่ม กรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยจะมีการอักเสบรุนแรงขึ้น ผิวบวมแดง ผิวหนังหลุดลอกจนเห็นผิวหนังชั้นในแดง ๆ มีอาการเจ็บปวด
วิธีรักษาอาการติดเชื้อราที่ผิวหนัง
โรคที่เกิดจากเชื้อรานั้นหายเองไม่ได้ ต้องไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาให้ถูกวิธี ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือเชื้อราชนิดใด แพทย์อาจใช้วิธีขูดขุยที่ผิวหนังไปตรวจหาเชื้อด้วยการดูกล้องจุลทรรศน์ หรือเพาะเชื้อในอุปกรณ์เพาะเชื้อ
วิธีรักษาเชื้อราที่ผิวหนังมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือการใช้ยาทาและยารับประทาน สำหรับยารับประทาน จะใช้ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อรุนแรงและลุกลาม โดยยารักษาเชื้อรา จะช่วยบรรเทาอาการคัน ส่วนยาฆ่าเชื้อรา จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบนั่นเอง โดยส่วนมาก การรักษาโรคเชื้อราที่ผิวหนังนั้นรักษาได้ด้วยการใช้ยาทาแค่อย่างเดียว แต่ถ้าติดเชื้อราที่ศีรษะ เส้นผม หรือเล็บ จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย จึงจะหายขาด
อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่สุดในการใช้ยารักษาเชื้อรา คือการใช้ยาให้ถูกกับชนิดของการติดเชื้อ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ก่อนเสมอ จะได้วินิจฉัยอย่างถูกต้อง เพราะการซื้อยาเองโดยไม่รู้สาเหตุที่ถูกต้อง อาจทำให้เชื้อดื้อยา และยิ่งทำให้เชื้อราที่ผิวหนังเรื้อรังยิ่งกว่าเดิม รักษาไม่หาย

อาการของโรคภูมิแพ้อากาศอาจดูคล้ายกับไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่สามารถสังเกตได้ดังนี้ คัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกใส คันจมูก คันตา หรือคันคอ น้ำตาไหล คันตา ตาแดง มีเสมหะในลำคอบ่อย อาการจะกำเริบเป็นช่วง ๆ ตามสภาพอากาศ โดยเฉพาะในตอนเช้า กลางคืน หรือเมื่ออากาศเย็นลง (ภาพจาก udn.com)
ภูมิแพ้อากาศในฤดูฝน
หน้าฝนที่อากาศเย็นและชื้น เป็นช่วงเวลาที่โรคภูมิแพ้อากาศกำเริบได้ง่ายที่สุด ภูมิแพ้อากาศ หรือที่เรียกกันว่า “โรคแพ้อากาศ” เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองมากเกินไปต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ละอองเกสร เชื้อรา หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ โดยเฉพาะอากาศเย็น หรืออากาศชื้นในช่วงหน้าฝน ภูมิแพ้อากาศเย็น ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ที่คล้ายกับไข้หวัดเรื้อรัง ที่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับอุณหภูมิต่ำอย่างฉับพลัน เช่น หลังฝนตก ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ หรือสัมผัสลมเย็นในช่วงเช้าและเย็น ซึ่งในหน้าฝน อุณหภูมิมักลดลงหลังฝนตก และความชื้นในอากาศก็เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ที่ไวต่ออากาศเย็นมีแนวโน้มเกิดอาการภูมิแพ้มากกว่าปกติ
สาเหตุ
1. สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูง และอุณหภูมิเปลี่ยนบ่อย ทำให้ร่างกายบางคนปรับตัวไม่ทัน จนเกิดอาการแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล
2. ฝุ่นละออง เชื้อรา และไรฝุ่นในอากาศ โดยเฉพาะในบ้านหรือห้องนอนที่ระบายอากาศไม่ดี
3. พันธุกรรม
4. มลภาวะในเมืองใหญ่ ทั้งควันจากรถยนต์ หรือ PM2.5
อาการ
อาการของโรคภูมิแพ้อากาศอาจดูคล้ายกับไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่สามารถสังเกตได้ดังนี้
คัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกใส มีอาการคันจมูก คันตา หรือคันคอ น้ำตาไหล คันตา ตาแดง มีเสมหะในลำคอบ่อย
ในบางรายอาจมี ผื่นขึ้นจากภูมิแพ้อากาศ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือแขน อาการจะกำเริบเป็นช่วง ๆ ตามสภาพอากาศ โดยเฉพาะในตอนเช้า กลางคืน หรือเมื่ออากาศเย็นลง
วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นภูมิแพ้อากาศ
1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชื้น หรือมีฝุ่นเยอะ หลีกเลี่ยงอากาศเย็นจัด เช่น แอร์แรง พัดลมจ่อหน้า ใช้หน้ากากกันฝุ่นเมื่อต้องออกจากบ้าน งดการสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ควัน
2. รักษาความสะอาดในบ้าน หมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ดูดฝุ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ผ้า
ใช้เครื่องฟอกอากาศช่วยลดไรฝุ่นและเชื้อรา เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทอย่างสม่ำเสมอ
3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อล้างเมือกน้ำมูกต่าง ๆ และสารก่อภูมิแพ้
4. ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบต่อเนื่องระยะหนึ่ง และไม่ควรใช้ยาพ่นจมูกชนิดลดบวมจมูกเฉียบพลันต่อเนื่อง
5. รับประทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ เวลามีอาการ
6. ดูแลสุขภาพร่างกาย ดื่มน้ำอุ่นมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นภูมิแพ้ เช่น อาหารแปรรูป ของหมักดอง
อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจเกิดอาการรุนแรง ซึ่งถ้ามีอาการต่อไปนี้ ได้แก่ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย อาการลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ภูมิแพ้อากาศสามารถกระตุ้นให้หอบกำเริบได้ ผื่นแพ้ขึ้นเรื้อรัง ทำให้เกิดการเกา จนติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
โรคภูมิแพ้อากาศอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่สามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้มาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่อากาศเย็นและชื้น ผู้ที่มีภูมิแพ้อากาศจึงควรดูแลตนเองอย่างใกล้ชิด รู้จักหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง และหากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ที่มาข้อมูล
1. hdmall.co.th
3. bangkokhospital.com
4. tqm.co.th