Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569

ขุนพลแรงงานไทย สภาตรวจสอบไต้หวันเตือนนายจ้างเลิกแนวคิด "แรงงานต่างชาติราคาถูก"
ขุนพลแรงงานไทย สภาตรวจสอบไต้หวันเตือนนายจ้างเลิกแนวคิด "แรงงานต่างชาติราคาถูก"

1. สภาตรวจสอบไต้หวันเตือนนายจ้างเลิกแนวคิด "แรงงานต่างชาติราคาถูก" หลังยักษ์ใหญ่จักรยานถูกสหรัฐฯ กักสินค้าเหตุละเมิดสิทธิแรงงาน

      สภาตรวจสอบแถลงผลการสอบสวนกรณีบริษัท Giant Group ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ระดับโลกสัญชาติไต้หวัน ถูกหน่วยศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนแห่งสหรัฐอเมริกา (CBP) ออกคำสั่งกักกันสินค้าเมื่อปีที่ผ่านมา ภายหลังตรวจพบปัญหาด้านสิทธิแรงงาน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อระบบคุ้มครองแรงงานของไต้หวัน โดยสมาชิกสภาตรวจสอบเน้นย้ำว่า กฎหมายและระบบสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานของไต้หวันยังมีช่องว่างอยู่มากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานเร่งทบทวนและแก้ไขโดยเร็ว

จี้หุ้ยหรง หวังโย่วหลิงและไล่เจิ้งชาง (นับจากซ้ายไปขวา) 3 สมาชิกสภาตรวจสอบได้ร่วมกันแถลงผลการสอบสวนในหัวข้อ "ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไต้หวันจากกรณีอุตสาหกรรมการผลิตถูก CBP สหรัฐฯ ใช้คำสั่งระงับสินค้าจากข้อกล่าวหาแรงงานบังคับเป็นครั้งแรก" (ภาพจาก CNA)

      เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา สมาชิกสภาตรวจสอบ 3 ราย ได้แก่ หวังโย่วหลิง ไล่เจิ้งชาง และจี้หุ้ยหรง ได้ร่วมกันแถลงผลการสอบสวนในหัวข้อ "ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไต้หวันจากกรณีอุตสาหกรรมการผลิตถูก CBP สหรัฐฯ ใช้คำสั่งระงับสินค้าจากข้อกล่าวหาแรงงานบังคับเป็นครั้งแรก" ภายหลังสภาตรวจสอบมีมติรับรองรายงานดังกล่าว และได้มีหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงแรงงานและกระทรวงเศรษฐการ เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง

      หวังโย่วหลิงระบุว่า กรณีของ Giant Group เคยถูกสื่อต่างประเทศรายงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 ว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ แม้กระทรวงแรงงานจะรับทราบข้อกังวลดังกล่าวและมอบหมายให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าตรวจสอบ แต่ผลการตรวจสอบกลับอาศัยเพียงข้อสรุปว่าไม่พบการกระทำผิดกฎหมาย โดยไม่ได้จัดให้มีกลไกตรวจสอบเพิ่มเติมตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐยังขาดความไวในการประเมินความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับ

หวังโย่วหลิงชี้หน่วยงานรัฐยังขาดความไวในการประเมินความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับ (ภาพจาก CNA)

      หวังโย่วหลิงอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงยึดกฎหมายแรงงานภายในประเทศเป็นหลักในการวินิจฉัย โดยยังไม่ได้บูรณาการตัวชี้วัดแรงงานบังคับขององค์การแรงงานระหว่างประเทศมาใช้เป็นเกณฑ์ระบุความเสี่ยงและดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้าน จึงก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างความชอบด้วยกฎหมายตามระบบภายในประเทศกับข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแรงงานขัดหนี้ การหักหรือค้างจ่ายค่าจ้าง รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของแรงงาน ซึ่งล้วนสะท้อนว่าทั้งภาคธุรกิจและหน่วยงานกำกับดูแลยังต้องเร่งยกระดับระบบธรรมาภิบาลด้านสิทธิแรงงานอีกเป็นอย่างมาก

      ไล่เจิ้งชางกล่าวว่า ประเด็นแรงงานบังคับกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ที่เพิ่มเติมมาจากเรื่องภาษีนำเข้า และแม้บริษัทที่ถูกระงับสินค้าจะเคยถูกมองว่าเป็น "นักเรียนตัวอย่าง" ด้านแรงงานในภาคการผลิต แต่ยังคงตกเป็นเป้าสายตาของประชาคมนานาชาติ ยิ่งตอกย้ำว่ามาตรฐานของไต้หวันยังมีช่องว่างอยู่มากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดระดับนานาชาติ โดยรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วน แทนที่จะผลักภาระทั้งหมดให้ภาคเอกชนแบกรับเพียงฝ่ายเดียว

 ไล่เจิ้งชางกล่าวว่า ประเด็นแรงงานบังคับกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ที่เพิ่มเติมมาจากเรื่องภาษีนำเข้า (ภาพจาก CNA)

      จี้หุ้ยหรงชี้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัติของไต้หวันแตกต่างจากมาตรฐานนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ คือปัญหา "แรงงานขัดหนี้" โดยแรงงานต่างชาติจำนวนมากต้องกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวในอัตราสูงก่อนเดินทางมาทำงานในไต้หวัน ส่งผลให้รายได้ในปีแรกถูกหักชำระหนี้ไปแทบทั้งสิ้น ซึ่งตามหลักเกณฑ์สากลถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ไต้หวันยังคงขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ นอกจากนี้ ไต้หวันยังอนุญาตให้บริษัทจัดหางานสามารถหักค่าบริการรายเดือนจากค่าจ้างแรงงานได้เดือนละประมาณ 1,500-1,800 เหรียญไต้หวัน ซึ่งขัดต่อมาตรฐานสากลเช่นเดียวกัน

      จี้หุ้ยหรงยังระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะเป็นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าหัวคิว หรือค่าตรวจสุขภาพก่อนเดินทางมาทำงานในไต้หวัน ปัจจุบันล้วนตกเป็นภาระที่แรงงานต้องรับผิดชอบเอง ในขณะที่มาตรฐานสากลกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง และไม่ควรผลักภาระให้ตกแก่ลูกจ้าง

จี้หุ้ยหรงระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าหัวคิว หรือค่าตรวจสุขภาพก่อนเดินทางมาทำงานในไต้หวัน ควรเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง และไม่ควรผลักภาระให้ตกแก่ลูกจ้าง (ภาพจาก CNA)

      จี้หุ้ยหรงเน้นย้ำว่า ไต้หวันพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูง หากต้องการดำเนินธุรกิจกับนานาประเทศได้อย่างยั่งยืน นายจ้างต้องละทิ้งแนวคิด "นำเข้าแรงงานราคาถูก" โดยสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริง แรงงานต่างชาติหาได้มีต้นทุนต่ำดังที่เคยเข้าใจกันไม่ เมื่อคำนวณตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต้นทุนแฝงในการจ้างแรงงานต่างชาตินั้นสูงมาก และต้นทุนเหล่านี้ควรเป็นภาระที่นายจ้างต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่

หงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงาน (ภาพจาก LTN)

      หวังโย่วหลิงกล่าวย้ำในทำนองเดียวกันว่า "ภาคธุรกิจไม่อาจยึดติดกับความคิดเรื่องแรงงานต่างชาติราคาถูกได้อีกต่อไป เพราะต้นทุนการจัดหางานทั้งหมดควรเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง"

      แม้ปัจจุบัน Giant Group จะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการว่าจ้างทนายความเพื่อประสานงานกับ CBP รวมถึงคืนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แก่แรงงานและปรับปรุงที่พักอาศัยใหม่ แต่คำสั่งกักกันสินค้ายังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เนื่องจาก CBP กำหนดให้บริษัทต้องจัดตั้งช่องทางร้องทุกข์เยียวยาโดยบุคคลที่สาม ซึ่งเดิมทีภาคเอกชนคาดหวังจะใช้สายด่วน 1955 ของกระทรวงแรงงานเป็นกลไกตอบโจทย์ข้อกำหนดนี้ แต่รัฐบาลชี้แจงว่า สายด่วนดังกล่าวเป็นเพียงแพลตฟอร์มรับเรื่องและส่งต่อเท่านั้น มิใช่หน่วยงานเยียวยาที่มีความเป็นอิสระ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างระบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้วยตนเอง เพื่อคลี่คลายวิกฤตความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติและฟื้นฟูสถานะทางการค้าของตนต่อไป

2. ปธน. ไล่ชิงเต๋อยืนยัน ปีหน้าจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและจะทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวันอย่างแน่นอน กลุ่มแรงงานมองไม่ควรต่ำกว่า 31,000 เหรียญ

      ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ให้คำมั่นขณะให้การต้อนรับแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาว่า จะผลักดันการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีหน้าให้ทะลุหลัก 30,000 เหรียญไต้หวัน

      ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อได้แสดงความขอบคุณต่อแรงงานทั่วประเทศที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาประเทศ พร้อมชื่นชมความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่ทำให้ไต้หวันสามารถสร้างผลงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.68% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี ทั้งตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์เดียวกันอีกด้วย

ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ให้การต้อนรับแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

      ไล่ชิงเต๋อเน้นย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวมิใช่เพียงดัชนีทางการเงินเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพระดับโลกของภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน และเป็นผลสำเร็จร่วมกันของแรงงานทุกคนในประเทศ รัฐบาลจึงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างเสถียรภาพด้านการจ้างงาน รวมถึงปรับปรุงสวัสดิการและสิทธิแรงงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

      ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อย้ำว่า "แรงงานที่มีศักดิ์ศรีและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร" คือเป้าหมายหลักของรัฐบาล โดยจะดำเนินมาตรการในหลายมิติ เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถใช้ความสามารถของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ให้การต้อนรับแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

      สำหรับความคืบหน้าด้านค่าจ้าง ประธานาธิบดีกล่าวว่า ปีนี้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเพิ่มขึ้นจาก 20,008 เหรียญในปี 2559 มาสู่ระดับ 29,500 เหรียญในปัจจุบัน ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงอยู่ที่ 196 เหรียญ โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมแรงงานทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม ส่งผลให้แรงงานกว่า 2.47 ล้านคน รวมถึงแรงงานต่างชาติ ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีได้ยืนยันอีกครั้งว่า "หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้ง จะต้องทะลุ 30,000 เหรียญต่อเดือนอย่างแน่นอน"

      ด้านนายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้คำมั่นในทิศทางเดียวกัน ระหว่างร่วมพิธีเชิดชูเกียรติและมอบโล่รางวัลแรงงานดีเด่นระดับประเทศเมื่อวันที่ 29 เมษายน ว่าค่าจ้างขั้นต่ำในปีหน้าจะปรับขึ้นเกิน 30,000 เหรียญไต้หวันอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญอีกขั้นในการยกระดับสิทธิแรงงานของประเทศ

ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ให้การต้อนรับแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2569 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า "หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้ง จะต้องทะลุ 30,000 เหรียญต่อเดือนอย่างแน่นอน" (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)

      อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะมีทิศทางที่ชัดเจน แต่ตัวแทนภาคแรงงานกลับมองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวยังไม่เพียงพอ นายไต้กั๋วหรง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมไต้หวัน ระบุว่า หากปรับขึ้นเพียงให้ถึง 30,000 เหรียญ จะเท่ากับเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราไม่ถึง 2% ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป พร้อมแจ้งว่าในการประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ฝ่ายแรงงานจะไม่ยินยอมลดท่าทีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้มีการชดเชยในครั้งนี้

      นายไต้กั๋วหรงอธิบายเพิ่มเติมว่า หากยึดหลักการเดิมที่ว่า "ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ต้องได้รับการสะท้อนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และผลประโยชน์จากการเติบโต GDP ควรถูกแบ่งปันระหว่างแรงงานและนายจ้าง" เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ราว 1.6% และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่า 7% ในปีนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำควรได้รับการปรับขึ้นมากกว่า 5% และค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนในปีใหม่ควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 31,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า แม้เศรษฐกิจไต้หวันในปีที่ผ่านมาจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ค่าจ้างขั้นต่ำกลับปรับขึ้นเพียงราว 3% เท่านั้น ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดังนั้นในปีนี้จึงควรมีการปรับเพิ่มในสัดส่วนที่เหมาะสมมากกว่านี้

จั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี (แถวหน้าคนกลาง) ได้ให้คำมั่นระหว่างร่วมพิธีเชิดชูเกียรติและมอบโล่รางวัลแรงงานดีเด่นระดับประเทศเมื่อวันที่ 29 เมษายนว่า ค่าจ้างขั้นต่ำในปีหน้าจะปรับขึ้นเกิน 30,000 เหรียญอย่างแน่นอน (ภาพจากสภาบริหาร)

      ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติไต้หวัน ในฐานะองค์กรตัวแทนกลุ่มนายจ้าง แสดงความกังวลว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมชี้ว่า แม้เศรษฐกิจไต้หวันโดยรวมจะเติบโตได้ดี แต่การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก ดังนั้น หากจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รัฐบาลควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรมประกอบด้วย

      ไต้หวันผ่านกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อปลายปี 2566 โดยกำหนดชัดเจนว่าค่าตอบแทนที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนด กฎหมายฉบับนี้ยังได้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทน 21 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในฐานะประธานโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากสภานิติบัญญัติ 1 คน และนักวิชาการรวมถึงผู้เชี่ยวชาญอีก 4 คน กฎหมายกำหนดให้มีการประชุมพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในไตรมาส 3 ของทุกปี เพื่อกำหนดอัตราสำหรับปีถัดไป โดยใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็นเกณฑ์หลัก และพิจารณาประกอบกับดัชนีทางเศรษฐกิจอื่นอีก 9 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

 แรงงานต่างชาติกำลังพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะใกล้ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ในนครไทจง (ภาพจาก gvm.com.tw)

      กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า กระบวนการพิจารณาจะยึดหลักฉันทามติเป็นอันดับแรก แต่หากไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ จะใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน ทั้งนี้ นายจ้างที่ฝ่าฝืนจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดจะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 1,000,000 เหรียญไต้หวัน และหน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุดถึง 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาตามขนาดของสถานประกอบการ จำนวนแรงงานที่ได้รับผลกระทบ และความร้ายแรงของการกระทำผิด นอกจากนี้ยังจะเปิดเผยรายชื่อสถานประกอบการที่ละเมิดกฎหมายต่อสาธารณชนอีกด้วย

3. กลุ่มนายจ้างจี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป กังวลต่อนโยบาย “ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์”

           สืบเนื่องจากการชุมนุมเรียกร้องสิทธิแรงงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันถัดมากลุ่มนายจ้างผู้ว่าจ้างแรงงานต่างชาติในไต้หวันได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านระบบการจ้างงานในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่านโยบายที่ใช้บังคับอยู่นั้นให้น้ำหนักแก่สิทธิและสวัสดิการของแรงงานต่างชาติมากเกินสมดุล จนส่งผลให้สิทธิและภาระของนายจ้างถูกละเลยอย่างไม่เป็นธรรม

           สมาคมนายจ้างผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยและผู้พิการแห่งไต้หวันได้ระดมผู้ว่าจ้างแรงงานต่างชาติจากหลากหลายภาคส่วนมาชุมนุมที่ลานด้านหน้าทำเนียบประธานาธิบดีใจกลางกรุงไทเป พร้อมเปล่งเสียงคำขวัญ "ปกป้องนายจ้างไต้หวัน" โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล ได้แก่ การทบทวนระบบแรงงานต่างชาติอย่างรอบด้าน การยกเลิกการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นจากนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรดูแลผู้ป่วยในช่วงรอการอนุมัติว่าจ้างผู้อนุบาลรายใหม่ เพื่อมิให้เกิดช่องว่างในการดูแลผู้ป่วย

กลุ่มนายจ้างชุมนุมประท้วง จี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป พร้อมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" (ภาพจาก chinatimes.com)

           สมาคมฯ ยังได้กำหนดให้วันที่ 2 พฤษภาคมเป็น "วันนายจ้าง" โดยระดมครอบครัวผู้ป่วยติดเตียง นายจ้างในภาคอุตสาหกรรม และผู้ว่าจ้างแรงงานต่างชาตินับพันคนเข้าร่วมการชุมนุม เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อระบบที่บีบให้นายจ้างกลายเป็นเพียง "ตู้เอทีเอ็ม" ผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายทุกด้านแต่เพียงผู้เดียว

           จางเหิงเยี่ยน ประธานสมาคมฯ เปิดเผยว่า กิจกรรม "วันนายจ้าง 2026" ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน ประกอบด้วยครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนผู้ประกอบการในภาคการเกษตรและการประมง เธอระบุว่า แม้แรงงานต่างชาติจะเป็นเสาหลักสำคัญของทั้งระบบการดูแลระยะยาวและภาคการผลิต แต่ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา นโยบายภาครัฐกลับให้ความสำคัญด้านสิทธิแรงงานจนเสียสมดุล กระทั่งเกิดสภาพการณ์ที่แรงงานเดินทางมาถึงได้ไม่นานก็หลบหนีออกนอกระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทิ้งให้นายจ้างต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนผู้อนุบาลและแบกรับความเสี่ยงแต่เพียงลำพัง สำหรับข้อเรียกร้อง 3 ประการเพื่อให้นโยบายแรงงานต่างชาติเกิดความยั่งยืน ได้แก่

กลุ่มนายจ้างชุมนุมประท้วง จี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป พร้อมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" (ภาพจาก taisounds.com)

           ประการที่หนึ่ง รัฐต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะสุญญากาศในการดูแลผู้ป่วย โดยต้องมีมาตรการรองรับอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างการเปลี่ยนแรงงาน

           ประการที่สอง ยกเลิกการเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงาน โดยเฉพาะในกรณีของครอบครัวที่แบกรับภาระดูแลผู้ป่วยอาการหนัก

           ประการที่สาม บังคับใช้สัญญาจ้างงานอย่างเคร่งครัด โดยแรงงานต้องปฏิบัติตามพันธสัญญา พร้อมคัดค้านการผลักภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันมาให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบ

กลุ่มนายจ้างชุมนุมประท้วง จี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป พร้อมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" (ภาพจาก taisounds.com)

           ในที่ชุมนุม ภาพของญาติผู้ป่วยหนักที่ต้องนั่งรถเข็นมาร่วมประท้วงด้วยตนเองสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น นายหลินจิ้นซิ่ง ประธานศูนย์พัฒนาศักยภาพเถาหยวน กล่าวตรงไปตรงมาว่า "เราว่าจ้างแรงงานต่างชาติก็เพราะต้องการมีชีวิตรอด" ขณะที่สมาพันธ์ผู้บาดเจ็บไขสันหลังชี้ให้เห็นว่า เงินสมทบที่นายจ้างต้องชำระเข้ากองทุนความมั่นคงฯ ในอัตราเดือนละ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อแรงงาน 1 คน เมื่อสะสมเป็นเวลาหลายปีอาจพุ่งสูงเกิน 1 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักอึ้งและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ต้องทุ่มเทงบประมาณทั้งหมดไปกับการดูแลสมาชิกในบ้านที่ป่วยหนัก

           กลุ่มนายจ้างยังตั้งข้อกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้า ART ระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกา โดยมองว่าหากปราศจากมาตรการรองรับที่ชัดเจนแล้ว ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่ฝ่ายนายจ้างในที่สุด ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว

กลุ่มนายจ้างชุมนุมประท้วง จี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป พร้อมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" (ภาพจาก taisounds.com)

           กระทรวงแรงงานไต้หวันตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยแจ้งว่าได้เริ่มกระบวนการประเมินแนวทางบรรเทาภาระให้แก่ครอบครัวผู้ป่วยอาการหนักแล้ว และจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการในการผลักดัน "โครงการสนับสนุนนายจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน" ผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

           แนวทางที่หนึ่ง — โครงการสนับสนุนนายจ้างภาคครัวเรือน กระทรวงแรงงานจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการทบทวนการขยายเพดานจำนวนวันให้บริการผู้อนุบาลชั่วคราวเพื่อทดแทนผู้อนุบาลหลัก จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 52 วันต่อปี เพื่อบรรเทาปัญหาระหว่างช่วงรอแรงงานใหม่ พร้อมบูรณาการระบบล่ามและกลไกให้ความช่วยเหลือนายจ้างเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงาน

           แนวทางที่สอง — การประเมินลดหย่อนเงินสมทบกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงาน ปัจจุบันมีการยกเว้นเงินสมทบให้แก่นายจ้างกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจไปแล้วจำนวน 12,000 ราย โดยกระทรวงฯ ให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินกระบวนการประเมินเพื่อขยายการลดภาระให้ครอบคลุมถึงครอบครัวผู้ป่วยหนักเป็นลำดับแรก

           แนวทางที่สาม — ระยะเปลี่ยนผ่าน 3 ปี สำหรับประเด็นการห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานของแรงงานต่างชาติตามมาตรฐานสากลนั้น รัฐบาลได้เจรจาขอยืดระยะเวลาการปรับตัวออกไป 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคการผลิตและการประมงได้ปรับโครงสร้างอย่างเป็นลำดับขั้น โดยในส่วนของภาคการประมงจะมีการกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และส่งเสริมให้แรงงานต่างชาติทั่วไปที่มีคุณสมบัติเพียงพอปรับเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่กำลังแรงงานในระยะยาว

กลุ่มนายจ้างชุมนุมประท้วง จี้รัฐทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติที่เอื้อประโยชน์ลูกจ้างมากเกินไป พร้อมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นศูนย์" (ภาพจาก udn.com)

           กระทรวงแรงงานย้ำในตอนท้ายว่า จะดำเนินการหารืออย่างต่อเนื่องกับภาคประชาสังคมทุกฝ่าย เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการคุ้มครองสิทธิแรงงานและการดำรงอยู่ของอุตสาหกรรมรวมถึงครัวเรือนของนายจ้าง โดยยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายใดโดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ และมุ่งให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นสำคัญ

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解