หลายคนยึดมั่นว่าไม่ควรมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ความเชื่อนี้เป็นเรื่องปกติมาก แม้แต่ตัวผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดี นั่นคือความเชื่อที่ว่า "เราดีไม่พอ" แล้วความรู้สึกนี้มาจากไหนกัน? เป็นเพราะเราขาดการได้รับคำชมในวัยเด็กหรือเปล่า? จากการไตร่ตรองถึงปัญหานี้มานาน และได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณและนักจิตบำบัดหลายคน แน่นอนว่าสสาเหตุนั้นมีความซับซ้อน ซึ่งรวมถึงประสบการณ์จากบาดแผลทางใจและปัจจัยส่วนบุคคลด้วย
โปรดตระหนักว่า คำอธิบายที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ แม้จะเรียบง่ายจนเกือบจะตรงไปตรงมา แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงกุญแจสำคัญว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ (low self-esteem) เหตุผลที่เราคิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น เป็นเพราะเรามองเห็นทุกข้อบกพร่องของตัวเอง แต่กลับมองเห็นแต่ความสมบูรณ์แบบที่ผิวเผินของคนอื่นเท่านั้น
ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ? เป็นเพราะคุณเห็นแค่ "ครึ่งเดียวของคนอื่น"
เหตุผลที่เราคิดว่าตัวเองดีไม่พอและด้อยค่าตัวเอง เป็นเพราะทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกและประสบการณ์ในเชิงบวก จะมีเสียงอีกเสียงหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในความคิดของเราเสมอ และเราก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อมันได้ ตัวอย่างเช่น ทันทีที่เราเปิดปากพูด จะมีเสียงอีกเสียงกระซิบขึ้นมาพร้อมกันในใจว่า "เห้อ…เรื่องมันจะง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน?" หรือ "หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วฉันกำลังไม่มั่นใจในตัวเองนะ" หรือแม้กระทั่ง "จริงๆ แล้วเมื่อวานฉันเพิ่งพูดสิ่งที่แตกต่างจากนี้ไปโดยสิ้นเชิง"
เป็นเพราะเรามองเห็นความคิดแย่ๆ ทั้งหมดของเราอย่างชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รับรู้เพียงครึ่งเดียวถึงความคิดแย่ๆ ในจิตใจคนอื่น เราจึงรีบด่วนสรุปไปเองว่า "เราแย่กว่าคนอื่นถึงสองเท่า" แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
หยุดโทษตัวเองเรื่อง "คิดมาก" ได้แล้ว มันคือปรากฏการณ์ปกติของสมอง
บางครั้งคนเราอาจรู้สึกสับสน ขัดแย้ง หรือแม้แต่หงุดหงิดในความคิดของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องปกติมาก อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องบอกอารมณ์เหล่านี้กับทุกคน (โชคดีที่คนอื่นก็ไม่ได้เล่าทุกสิ่งที่พวกเขาคิดจริงๆ ให้เราฟังเช่นกัน) ไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองในเรื่องนี้ ที่รู้สึกว่าหยุดความคิดในหัวไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นเหมือนกัน มนุษย์เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็น “ผู้ให้ข้อมูล” กับตัวเอง ทั้ง ฟัง ความคิดของตัวเอง และก็เหมือนกับ แอบฟัง ความคิดตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน เราปิดสวิตช์ความคิดในหัวไม่ได้ ความคิดมันไหลมาเรื่อย ๆ แบบควบคุมยาก เพราะแบบนี้จึงเกิดการฝึกฝนเช่นการเจริญสติ (Mindfulness Meditation) เพื่อช่วยให้เราจัดการความฟุ้งซ่านได้ หลายคนอาจมองว่าวิธีการนี้เป็นการเสียเวลา จึงพยายามใช้แอลกอฮอล์เพื่อกดความคิดในหัว แต่สุดท้ายกลับพบว่าความคิดที่โง่เขลานั้นกลับเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจมากกว่าที่คิด หมายความว่าแม้จะเอา “แอลกอฮอล์มาถม” ก็จมมันไม่ได้ มันยังโผล่ขึ้นมารบกวนเราอยู่ดี เป็นภาพเปรียบเทียบที่ขำ ๆ แต่จริงมาก
1) “找到你自己的海流”—ค้นหากระแสน้ำของตัวเอง
เปรียบความหมายว่า ทุกคนมีเส้นทางหรือจังหวะชีวิตของตัวเอง ลักษณะเหมือนสัตว์ทะเลที่ต้องหากระแสน้ำที่เหมาะกับตัวเองเพื่อว่ายไปได้ไกล
ผู้เขียนอยากบอกว่า: คุณไม่ได้ไร้ค่า ไม่ได้จมหายไปในโลกใบใหญ่ เพียงแค่ต้อง “เจอกระแสของตัวเอง” ให้เจอ
2) “你並不微不足道”—คุณไม่ได้เล็กน้อยหรือไม่สำคัญ
ข้อความปลอบใจอย่างหนักแน่นว่า แม้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กแค่ไหน แต่ถ้าวันหนึ่งคุณกลายเป็น “เพนกวินในแบบที่ดีที่สุดในใจคุณ” แค่ กางปีกหนึ่งครั้ง คุณก็สามารถทำให้ทะเลแห่งจิตสำนึกเกิดคลื่นลูกหนึ่งที่ “ถ้าไม่มีคุณ คลื่นนี้จะไม่เกิดขึ้น” สิ่งนี้เป็นภาพเปรียบเทียบว่าความเป็นคุณมีผลกระทบต่อโลก แม้จะดูเล็กแต่ก็ “ขาดไม่ได้”
3) เมื่อเวลาผ่านไป—คุณจะกลับสู่สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง
ข้อความพูดถึง “รุ่นต่อรุ่น” เกลียวคลื่นใหม่ผลักคลื่นเก่า วันหนึ่งเราเองก็จะหยุดสร้างคลื่น
แล้วกลายเป็นเพียง “ฟองคลื่น” กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่
4) วันหนึ่ง…คุณคือทั้งฟองคลื่นและทะเล
ข้อความจบด้วยภาพลึกซึ้งว่าวันหนึ่ง คุณไม่เพียงเป็นคลื่นเล็ก ๆ แต่คุณจะเป็นทั้งทะเล ส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ ชีวิตก็เหมือนทะเล กว้างใหญ่และคาดเดาไม่ได้ บางทีคุณอาจจะก้าวไปได้ไกลเกินกว่าที่คิด อาจ “บินได้ดีกว่าเพนกวิน” ด้วยซ้ำ แม้ตอนนี้จะคิดว่าบินไม่ได้ก็ตาม
ส่วนจะบินไปที่ไหน… ไม่มีใครรู้ และไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะความไม่รู้ก็คือความงดงามอย่างหนึ่งของชีวิต