ต้องบอกว่าหากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในไต้หวัน ชื่อของ 7-ELEVEN ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม ชำระบิล รับพัสดุ หรือแม้แต่การนัดพบเพื่อน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มมองหาประสบการณ์ที่มากกว่านั้น ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ความสดใหม่ และความหลากหลาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก เพราะยอดผลประกอบการของร้านรูปแบบนี้เติบโตขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมีการขยายสาขาครอบคลุมหลายพื้นที่ ทั้งในไถหนาน เกาสง นิวไทเป และเถาหยวน ที่สำคัญคือยอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยของลูกค้าในร้าน Fresh สูงกว่าสาขา 7-ELEVEN แบบดั้งเดิมหลายเท่า สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับคุณภาพและความสะดวกสบาย

ภายในร้าน Fresh สาขานี้ มีการคัดสรรสินค้ากว่า 1,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อสัตว์และอาหารทะเลสด รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงจากทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทำอาหารเองที่บ้าน แต่ยังคงความสะดวกสบายในแบบร้านสะดวกซื้อ อีกหนึ่งจุดเด่นคือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าอาหารสด ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งกว่า 125 ชนิด พร้อมทั้งออกแบบขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนโสดหรือครอบครัวขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้นในไต้หวัน
ในด้านเครื่องดื่ม สาขา Fresh 青塘 ยังนำเสนอประสบการณ์ใหม่ผ่าน “Juice Bar” ที่มีน้ำผลไม้และสมูทตี้คั้นสดมากกว่า 10 ชนิด ซึ่งเป็นสูตรพัฒนาเฉพาะของร้าน ให้ลูกค้าได้สัมผัสความสดใหม่แบบทำแก้วต่อแก้ว ขณะเดียวกัน Uni-President ยังปรับโครงสร้างร้านให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มองค์ประกอบด้านความบันเทิงและความเป็นอินเทอร์แอคทีฟ เช่น การติดตั้งตู้คีบตุ๊กตา ที่ได้รับความนิยมในไต้หวันอย่างมาก รวมถึงโซน “IP” ที่เน้นสินค้าของสะสมและของเล่นกล่องสุ่ม หรือ Blind Box ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกยังมองว่า โมเดลร้านแบบ Fresh อาจเป็นทิศทางสำคัญของธุรกิจร้านสะดวกซื้อในอนาคต โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่พื้นที่อยู่อาศัยมีจำกัด และผู้คนต้องการความสะดวกในระยะเดินถึง
สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่า การเปลี่ยนแปลงของ 7-ELEVEN ในไต้หวันครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้า หรือปรับโฉมร้านเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางของธุรกิจค้าปลีกในยุคใหม่อย่างแท้จริง
Hope Station: เทศกาลคืนชีพของเล่น
เนื่องในโอกาสวันเด็กไต้หวัน ดีเจอิมก็อยากแนะนำกิจกรรมนี้ครับ “เทศกาลคืนชีพของเล่น” (玩具復活節) ที่จัดขึ้นทุก ๆ ปีในช่วงวันเด็ก โดยความร่วมมือกันระหว่างบริษัทโตโยต้าไต้หวันและห้องสมุดของเล่นไต้หวันภายใต้โครงการ “แบ่งปันของเล่น แบ่งปันความรัก” โดยปีนี้จะมีกิจกรรมฝ่าด่านของเล่นโบราณ ทำของเล่นไม้ DIY กิจกรรมครอบครัว โซนของเล่นมือสองและของเล่นไม้ หากฝ่าด่านสำเร็จยังสามารถจับฉลากเอาของขวัญกลับบ้านได้อีกด้วย! เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกสนานและรักษ์โลกไปในตัว