Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569

ก. แรงงานไต้หวันโต้ข่าวลือ แจงแรงงานต่างชาติรับเงินอุดหนุนบุตรเดือนละ 3.9 หมื่นจนถึงเด็กอายุ 6 ขวบไม่เป็นความจริง
ก. แรงงานไต้หวันโต้ข่าวลือ แจงแรงงานต่างชาติรับเงินอุดหนุนบุตรเดือนละ 3.9 หมื่นจนถึงเด็กอายุ 6 ขวบไม่เป็นความจริง

1. กระทรวงแรงงานไต้หวันโต้ข่าวลือ แจงแรงงานต่างชาติรับเงินอุดหนุนบุตรเดือนละ 3.9 หมื่นจนถึงเด็กอายุ 6 ขวบไม่เป็นความจริง ย้ำญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็ห้ามนายจ้างเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์เช่นกัน

           กระทรวงแรงงานไต้หวันออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อมูลเท็จที่แพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังปรากฏคลิปวิดีโอและข้อความต่อต้านนโยบายแรงงานต่างชาติ โดยอ้างว่าแรงงานต่างชาติที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรในไต้หวันจะได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนสูงถึง 39,000 เหรียญไต้หวัน และสามารถพำนักอยู่กับบุตรได้จนกระทั่งเด็กอายุครบ 6 ปี คิดเป็นเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.72 ล้านเหรียญไต้หวัน พร้อมกันนี้ยังมีการกล่าวอ้างว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกงมีนโยบายบังคับให้แรงงานต่างชาติที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อคลอดบุตร

           กระทรวงแรงงานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้:

        1. ไม่มีนโยบายเงินอุดหนุน 1.72 ล้านเหรียญ

           กระทรวงแรงงานยืนยันว่า ไม่มีนโยบายจ่ายเงินอุดหนุนบุตรให้แก่แรงงานต่างชาติเดือนละ 39,000 เหรียญ หรือคิดเป็นยอดรวม 1.72 ล้านเหรียญตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด สำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในภาคการผลิตที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน และเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน จะมีสิทธิ์ได้รับเพียงเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

           นอกจากนี้ นโยบายขยายเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรเป็น 100,000 เหรียญ ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 นั้น จำกัดสิทธิ์เฉพาะพลเมืองชาวไต้หวัน หรือคู่สมรสชาวต่างชาติที่สมรสกับชาวไต้หวันเท่านั้น และไม่ครอบคลุมถึงแรงงานต่างชาติทั่วไปแต่อย่างใด

        2. ค่าดูแลรายวัน 500 เหรียญไม่ได้จ่ายตรงให้แรงงาน

           กรณีที่มีการนำตัวเลขค่าดูแลรายวัน 500 เหรียญไปบิดเบือนนั้น กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวมิได้จ่ายตรงให้แก่แรงงานต่างชาติ หากแต่เป็นงบประมาณที่จัดสรรให้แก่หน่วยงานที่ได้รับอนุมัติจากภาครัฐในการจัดหาที่พักพิงฉุกเฉิน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการดำรงชีพและการดูแลแรงงานในสถานการณ์พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นายจ้างไม่สามารถให้การดูแลได้ เกิดข้อพิพาทด้านแรงงาน หรือแรงงานประสบภาวะเจ็บป่วยร้ายแรง โดยกำหนดระยะเวลาความคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 2 เดือน

        3. ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ก็คุ้มครองแรงงานตั้งครรภ์เช่นกัน

           กระทรวงแรงงานยังปฏิเสธข้อมูลเท็จที่อ้างว่าญี่ปุ่น ฮ่องกงและเกาหลีใต้ บังคับให้แรงงานต่างชาติที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางกลับประเทศ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงของแต่ละประเทศ ดังนี้

           ในส่วนของฮ่องกง กฎหมายว่าด้วยการจ้างงานบัญญัติอย่างชัดแจ้งว่า นายจ้างไม่มีสิทธิ์เลิกจ้างแรงงานต่างชาติในภาคครัวเรือนเพราะเหตุตั้งครรภ์ และหากแรงงานประสงค์จะคลอดบุตรในฮ่องกง ก็สามารถยื่นคำร้องขอต่ออายุการพำนักต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ โดยแรงงานจะต้องเดินทางออกนอกฮ่องกงภายใน 2 สัปดาห์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง หรือทั้งสองฝ่ายตกลงยุติสัญญาโดยสมัครใจแล้วเท่านั้น

           สำหรับญี่ปุ่น กฎหมายแรงงานกำหนดอย่างชัดเจนว่า นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้าง บังคับส่งกลับ หรือปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติอย่างไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรได้ไม่ว่ากรณีใด ทั้งยังรับรองสิทธิ์การลาคลอดก่อนคลอด 6 สัปดาห์ และหลังคลอดอีก 8 สัปดาห์ พร้อมสิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสูงสุดถึง 1 ปี

           ในกรณีของเกาหลีใต้ กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศในการจ้างงานให้ความคุ้มครองแก่แรงงานต่างชาติเทียบเท่ากับแรงงานชาวเกาหลี โดยห้ามนายจ้างเลิกจ้างแรงงานเพราะการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรโดยเด็ดขาด

           กระทรวงแรงงานไต้หวันย้ำในท้ายแถลงการณ์ว่า กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคทางเพศในการทำงานของไต้หวันให้ความคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุเพียงเพราะตั้งครรภ์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง และขอเรียกร้องให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล ไม่หลงเชื่อ และหยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อระบบสวัสดิการและนโยบายแรงงานของประเทศ

2. กระทรวงเกษตรไต้หวันเตรียมผนึกกำลังตรวจสอบแรงงานต่างชาติเช่าที่ดินทำการเกษตร หวั่นกระทบกลไกราคาและมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร

           จากกรณีที่สื่อมวลชนได้เปิดโปงประเด็นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายผันตัวเป็น "เถ้าแก่ใต้ดิน" ด้วยการลักลอบเช่าที่ดินเพื่อปลูกผักจำหน่ายเอง จนพัฒนาเป็นเครือข่ายธุรกิจครบวงจร นายเฉินจวิ้นจี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรไต้หวัน ได้ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมาว่า ปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง พร้อมประกาศมาตรการคุมเข้มในการตรวจสอบระบบประมูลสินค้าเกษตร และตัดสิทธิ์การรับความช่วยเหลือจากภาครัฐสำหรับเกษตรกรที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อตัดวงจรธุรกิจนอกระบบ นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินการตรวจสอบร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง

           ภาคการเกษตรของไต้หวันเผชิญวิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงานและสังคมผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายบางส่วนได้แอบแฝงเข้าไปทำงานในพื้นที่เกษตรกรรมหลักแถบภาคกลางและภาคใต้ โดยลักลอบเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประกอบการเกษตรด้วยตนเอง และอาศัยการตั้งราคาจำหน่ายที่ต่ำกว่าราคาตลาด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างการผลิตและเสถียรภาพราคาในตลาดสินค้าเกษตร

           เฉินซู่เยว่ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคดีพีพี (DPP) ได้ตั้งกระทู้ถามต่อนายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงข้อร้องเรียนที่ได้รับจากประชาชนในพื้นที่ตำบลเถียนเหว่ยและผู่เหยียนในเมืองจางฮั่วระหว่างการลงพื้นที่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ว่าแรงงานผิดกฎหมายสัญชาติเวียดนามได้กลายสภาพเป็น "เถ้าแก่ใต้ดิน" ปลูกและจำหน่ายผักในราคาต่ำกว่าตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดกลางตกต่ำและผันผวน

ทางภาคกลางไต้หวัน มีชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายจำนวนมากลักลอบทำงานเกษตร ในอดีตเป็นเพียงผู้รับจ้าง แต่ปัจจุบันกลายเป็นเถ้าแก่ เช่าที่ดินทำเกษตรต้นทุนต่ำแข่งกับคนท้องถิ่น (ภาพจาก udn.com)

           นอกจากผลกระทบด้านราคาแล้ว เฉินซู่เยว่ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวได้ลุกลามไปสู่ประเด็นความปลอดภัยทางอาหารและการใช้สารเคมีทางการเกษตรอีกด้วย โดยอ้างอิงรายงานข่าวที่ระบุว่า ก่อนพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มในปีที่ผ่านมา ตลาดค้าส่งผักและผลไม้ในหยุนหลินตรวจพบผักหลายล็อตที่มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน และเมื่อตรวจสอบย้อนกลับพบว่า แรงงานบางส่วนเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากพายุ หรือมีการควบคุมการใช้สารเคมีไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เฉินซู่เยว่จึงตั้งคำถามว่า หากเกิดปัญหาความปลอดภัยทางอาหารขึ้น จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้อย่างไร

งานเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ต้องเสี่ยงใช้คนงานต่างชาติผิดกฎหมาย (ภาพจาก udn.com)

           เฉินจวิ้นจี้ ชี้แจงว่า ราคาผักที่ตกต่ำในช่วงต้นปีมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลพวงของพายุในปีก่อน ซึ่งทำให้หลายพื้นที่หันมาเพาะปลูกพืชชนิดเดียวกันเป็นจำนวนมากจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในปัจจุบัน พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้มีพฤติการณ์ "ใช้ความถูกกฎหมายบังหน้าให้การกระทำผิด" อยู่จริง กล่าวคือ เจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการบางรายอาศัยรูปแบบการแบ่งผลกำไร เปิดทางให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรและแบ่งผลตอบแทนร่วมกัน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ไถหนานตรวจพบ 15 แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายทำงานในภาคการเกษตร (ภาพจาก สตม.)

           รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรระบุว่า กระทรวงได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการประมูลสินค้าเกษตร เพื่อพิสูจน์ตัวตนของผู้ค้าส่งและผู้เข้าร่วมประมูล ว่ามีความผิดปกติหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าเจ้าของที่ดินรายใดนำที่ดินไปให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเพาะปลูกในลักษณะแบ่งผลกำไร จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวมถึงตัดสิทธิ์การรับเงินอุดหนุนและความช่วยเหลือทางการเกษตรทุกประเภทในอนาคต

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก  (ภาพจาก www.agriharvest.tw)

           รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรยังกล่าวย้ำว่า กระทรวงเกษตรให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความเป็นธรรมในวิชาชีพเกษตรกร และจะไม่ยินยอมหรือประนีประนอมต่อผู้ที่นำที่ดินอันมีคุณค่าไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม โดยให้สัมภาษณ์ว่า "ในการประมูลที่ตลาดค้าส่ง เราจะจับตาผู้ค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เข้ามาดำเนินการประมูลจริงว่าเป็นบุคคลที่มีปัญหาหรือไม่ ส่วนในพื้นที่ต้นทางการผลิต เราได้สื่อสารกับเกษตรกรอย่างชัดเจนแล้วว่า หากมีการนำที่ดินไปแบ่งผลประโยชน์ให้แรงงานต่างชาติใช้เพาะปลูก และเจ้าของที่ดินรับรายได้จากรูปแบบดังกล่าว จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนหรือความช่วยเหลือใด ๆ จากภาครัฐอีกต่อไป"

3. จับแรงงานเวียดนามผันตัวพ่อค้าคริปโตเถื่อน ฐานฟอกเงินผ่านเหรียญ USDT มูลค่ากว่า 507 ล้านเหรียญไต้หวัน

           เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมนายซู แรงงานสัญชาติเวียดนาม ในข้อหาประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นช่องทางให้ขบวนการฟอกเงินแทรกซึมเข้าสู่ระบบการเงิน โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหาเริ่มต้นจากการรับโอนเหรียญ USDT หรือเหรียญเทเธอร์ ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีประเภทที่มีมูลค่าคงที่ในปริมาณมากจากลูกค้าที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มา ก่อนนำไปจำหน่ายแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลด่อง (VND) ผ่านระบบ C2C (Consumer-to-Consumer) บนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีในต่างประเทศอย่าง OKX เพื่อให้บริการโอนเงินข้ามประเทศแก่กลุ่มแรงงานเวียดนามด้วยกัน

           สำนักงานอัยการนครไทจงได้ตรวจสอบกระแสเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์และข้อมูลธุรกรรมจากแพลตฟอร์ม OKX พบว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา บัญชีของนายซูมีการทำธุรกรรมเหรียญ USDT เข้าและออกในปริมาณสูงผิดปกติ โดยมักโอนออกจนหมดบัญชีภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ยอดรับเหรียญสะสมรวมสูงถึง 16,914,705.5 USDT คิดเป็นมูลค่าประมาณ 507.44 ล้านเหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพว่า ในการแลกเปลี่ยนทุกครั้งที่มีมูลค่า 100,000 USDT จะได้รับกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1,200 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้มีกำไรสะสมรวมทั้งสิ้นราว 200,000 เหรียญไต้หวัน

           อย่างไรก็ดี ตลอดกระบวนการทำธุรกรรม ผู้ต้องหามิได้ตรวจสอบแหล่งที่มาหรือปลายทางของเหรียญแต่อย่างใด ทั้งยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของคู่ค้า และละเว้นการบันทึกข้อมูลธุรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด

           พนักงานอัยการเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการละเลยข้อกำหนดการยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้กระทำความผิดใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน จึงได้ยื่นฟ้องในข้อหาให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต และฟอกเงินในกรณีพิเศษ พร้อมเสนอต่อศาลให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับเงิน

           ประเด็นที่น่าพิจารณาในทางกฎหมายคือ การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นสื่อกลางในการโอนเงินข้ามประเทศก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมายธนาคารของไต้หวัน กล่าวคือ กฎหมายธนาคารบัญญัติห้ามการโอนเงินนอกระบบเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น โดยมีโทษจำคุกสูงถึงเจ็ดปีขึ้นไป แต่เนื่องจากกรณีของนายซูเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีสถานะเป็นเงินตราตามกฎหมาย กับเงินสกุลด่อง จึงไม่อาจดำเนินคดีภายใต้กฎหมายธนาคารที่มีโทษหนักได้ แต่ต้องอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายฟอกเงินแทน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกเพียงหกเดือนถึงห้าปี อันเป็นระวางโทษที่เบากว่า

           นอกจากนี้ แม้แพลตฟอร์ม OKX จะได้ระงับการซื้อขายในสกุลเงินเหรียญไต้หวัน (TWD) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ตามนโยบายกำกับดูแลของรัฐบาลไต้หวัน แต่ฟังก์ชัน C2C สำหรับสกุลเงินอื่น ไม่ว่าจะเป็นด่องของเวียดนาม รูเปียห์ของอินโดนีเซีย และเปโซของฟิลิปปินส์ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

           พนักงานอัยการนครไทจงได้แสดงความกังวลว่า แม้เจตนาเดิมของแรงงานเหล่านี้อาจมุ่งเพียงเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติในการส่งเงินกลับประเทศ หากแต่การประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีโดยปราศจากการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนนั้น ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มผู้กระทำความผิดหันมาใช้ช่องทางนี้ในกระบวนการโอนเงินนอกระบบเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความยากลำบากแก่เจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน และบั่นทอนวินัยทางการเงินของประเทศในระยะยาว

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解