1. ระวังกลโกงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ : บัญชี LINE ถูกขโมยใช้งาน
ปัจจุบันการโจรกรรมบัญชี LINE มีความแยบยลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพคือการสวมรอยเป็นคุณเพื่อไปหลอกยืมเงินเพื่อนในรายชื่อติดต่อ หรือนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางทุจริต
กลโกงยอดฮิตและวิธีป้องกันที่คุณควรทราบเพื่อรักษาความปลอดภัยดังนี้:

1. รูปแบบกลโกงที่มิจฉาชีพนิยมใช้ มิจฉาจักรมักใช้จิตวิทยาหรือสร้างสถานการณ์เร่งด่วนเพื่อให้คุณขาดความระมัดระวัง ดังนี้:
- กลโกงช่วยโหวต/ช่วยกดไลก์: มิจฉาชีพจะทักมาในคราบเพื่อนหรือคนรู้จัก แอบอ้างการโหวตผลงานเด็ก การประกวดสัตว์เลี้ยงหรือร่วมกิจกรรมจับรางวัล เมื่อกดเข้าไปจะเจอหน้าเว็บปลอมที่ให้กรอกเบอร์โทรศัพท์ และรหัส OTP หรือรหัสผ่าน LINE
- การอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ LINE: ส่งข้อความแจ้งว่าบัญชีของคุณมีปัญหา หรือมีการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ แล้วให้คลิกลิงก์เพื่อ ยืนยันตัวตน (Verification) ในหน้าเว็บปลอม
- ขอยืมโทรศัพท์หรือขอเบอร์เพื่อรับรหัส: อ้างว่าโทรศัพท์ตนเองเสีย หรือขอให้ช่วยรับ SMS แทน ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นคือรหัสในการย้ายบัญชี LINE ของคุณไปเครื่องของมิจฉาชีพ

2. สัญญาณเตือนภัย หากพบเหตุการณ์เหล่านี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ากำลังโดนแฮก:
- มีข้อความ SMS ส่งรหัส OTP หรือรหัสยืนยันมาให้ ทั้งที่คุณไม่ได้ทำธุรกรรมใดๆ
- ส่งข้อความถึงเพื่อนเองโดยที่คุณไม่ได้เป็นผู้ส่ง
- มีข้อความจากบัญชีทางการของ LINE (LINE Official Account) แจ้งว่ามีการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์อื่นที่คุณไม่รู้จัก
- แอป LINE เด้งออก และไม่สามารถเข้าใช้งานได้ (แสดงว่ามีคนนำบัญชีไปใช้ในเครื่องอื่นสำเร็จแล้ว)
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายอาญา สามารถรวบรวมหลักฐานแจ้งความต่อหน่วยงานตำรวจได้

ข้อควรระวัง: LINE จะไม่มีการขอรหัสผ่านหรือรหัส OTP ผ่านทางข้อความแชทเด็ดขาด หากใครขอรหัสเหล่านี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% ครับ
ข้อสำคัญในการป้องกันการหลอกลวงคือเพิ่มความระมัดระวัง ไม่กดลิงก์และไม่ให้รหัสยืนยัน หากมีข้อสงสัย โปรดโทรสายด่วนต่อต้านมิจฉาชีพ 165 หากต้องการบริการล่ามแปลภาษา โปรดโทรสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
2. น่าประทับใจ! แพทย์ รพ.เซนต์มาร์ติน เจียอี้ ทุ่มเรียนภาษาอินโดฯ-เวียดนาม รับมือแรงงานต่างชาติ ลดช่องว่างสื่อสาร สร้างความเท่าเทียมในการรักษา
ท่ามกลางจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาอุปสรรคด้านภาษาในการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข เนื่องจากอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรค ล่าสุด นายแพทย์สวี่หมิงเอิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อาชีวอนามัย ประจำโรงพยาบาลคาทอลิกเซนต์มาร์ติน เมืองเจียอี้ ได้ตัดสินใจเชิงรุกด้วยการศึกษาภาษาอินโดนีเซียและภาษาเวียดนามด้วยตนเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มแรงงานต่างชาติอย่างแท้จริง

นพ. สวี่หมิงเอิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อาชีวอนามัย ประจำโรงพยาบาลคาทอลิกเซนต์มาร์ติน เมืองเจียอี้ เรียนรู้ภาษาอินโดนีเซียและเวียดนามด้วยตนเอง เพื่อใช้สื่อสารกับผู้ป่วย (ภาพจาก FB โรงพยาบาลเซนต์มาร์ติน)
นพ.สวี่หมิงเอิน เปิดเผยว่า งานในแผนกเวชศาสตร์อาชีวอนามัยจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลประวัติการทำงานของผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะงานกับอาการเจ็บป่วย แต่ในความเป็นจริง แรงงานต่างชาติจำนวนมากไม่สามารถอธิบายรายละเอียดการทำงานหรืออาการของตนเองเป็นภาษาจีนได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เสียเวลาในการสื่อสารและอาจเกิดความคลาดเคลื่อนในกระบวนการวินิจฉัยโรค
ด้วยเหตุนี้ นพ.สวี่ จึงใช้เวลาว่างศึกษาภาษาอินโดนีเซียและเวียดนามผ่านโปรแกรมเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัว โดยมุ่งหวังให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถ "เข้าใจได้อย่างถ่องแท้และกล้าที่จะสื่อสาร" ในระหว่างรับการรักษา

นพ. สวี่หมิงเอิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อาชีวอนามัย ประจำโรงพยาบาลคาทอลิกเซนต์มาร์ติน เมืองเจียอี้ เรียนรู้ภาษาอินโดนีเซียและเวียดนามด้วยตนเอง เพื่อใช้สื่อสารกับผู้ป่วย (ภาพจาก FB โรงพยาบาลเซนต์มาร์ติน)
นพ.สวี่ เล่าถึงประสบการณ์ที่ประทับใจ เมื่อครั้งที่รักษาแรงงานชาวเวียดนามที่มีอาการผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรงบริเวณมือ แม้จะมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทร่วมเดินทางมาด้วย แต่เนื่องจากไม่ใช่ล่ามมืออาชีพ จึงไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเชิงลึกได้ นพ.สวี่ จึงตัดสินใจซักถามผู้ป่วยด้วยภาษาเวียดนามโดยตรง จนได้ทราบถึงลักษณะงานและชนิดของสารเคมีที่ผู้ป่วยสัมผัส นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรคผิวหนังจากการทำงาน และสามารถให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนหน้าที่การงานจนอาการหายเป็นปกติในที่สุด
"เมื่อผมทักทายเป็นภาษาแม่ของเขา หรือถามว่าทำงานอะไร ทำงานวันละกี่ชั่วโมง ตอนนี้รู้สึกอย่างไร แววตาของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทันที จากความกังวลกลายเป็นความผ่อนคลาย และให้ความร่วมมือในการรักษามากขึ้น" นพ.สวี่ กล่าว
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ นพ.สวี่ ตระหนักถึงข้อจำกัดที่แรงงานต่างชาติต้องเผชิญในระบบสาธารณสุขไต้หวัน และยืนยันว่าการสื่อสารด้วยภาษาที่ผู้ป่วยเข้าใจสามารถยกระดับคุณภาพการรักษาได้อย่างเป็นรูปธรรม

รพ.ไทเป ให้บริการล่าม 7 ภาษา รวมภาษาไทยด้วย (ภาพจาก Taipei Hospital)
นพ.สวี่ ระบุเพิ่มเติมว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวันส่วนใหญ่ทำงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน เขาจึงมุ่งหวังใช้ทักษะทางภาษาที่ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการรณรงค์และสร้างความเข้าใจด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดเหตุ
ทั้งนี้ โรงพยาบาลคาทอลิกเซนต์มาร์ติน นับเป็นสถานพยาบาลแห่งเดียวในพื้นที่เจียอี้ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางครบวงจรด้านการวินิจฉัย รักษาโรคจากการทำงาน และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน

รพ. คาทอลิกเซนต์มาร์ติน นับเป็นสถานพยาบาลแห่งเดียวในพื้นที่เจียอี้ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางครบวงจรด้านการวินิจฉัย รักษาโรคจากการทำงาน และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน (ภาพจาก FB โรงพยาบาลเซนต์มาร์ติน)
นพ.สวี่ ย้ำว่าบทบาทของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไม่ได้จำกัดเพียงการรักษาโรค แต่ยังครอบคลุมถึงการป้องกันอุบัติเหตุ การส่งเสริมสุขภาพ และการช่วยเหลือให้แรงงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม เข้าใจสิทธิของตนเอง และลดภาระทั้งด้านจิตใจและเศรษฐกิจ

รพ.ไทเป ให้บริการล่าม 7 ภาษา รวมภาษาไทยด้วย (ภาพจาก Taipei Hospital)
แม้ปัจจุบันคลินิกและสถานพยาบาลหลายแห่งในไต้หวันจะมีแผ่นพับคำศัพท์หลายภาษาไว้บริการ และโรงพยาบาลบางแห่งจัดล่ามประจำเพื่อให้คำปรึกษาแก่แรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่กว่าล้านคน แต่ความมุ่งมั่นของ นพ.สวี่ ในการสื่อสารด้วยภาษาของผู้ป่วยโดยตรงนั้น ถือเป็นแบบอย่างที่น่าประทับใจ ไม่เพียงช่วยลดช่องว่างด้านการรักษา แต่ยังช่วยลดความเครียดและภาระทางเศรษฐกิจของแรงงาน ทำให้ทีมการแพทย์สามารถเป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและเข้าถึงได้สำหรับแรงงานทุกคนในไต้หวันอย่างแท้จริง