หลายคนอาจเคยได้ยินว่า สุนัขสามารถช่วยบำบัดผู้ป่วย หรือสร้างกำลังใจให้กับผู้สูงอายุได้ แต่คุณรู้ไหมคะว่า ในไต้หวันเอง แนวคิดนี้ก็ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง และมีองค์กรที่ทำงานด้านนี้มากว่า 20 ปีแล้ว สุนัขนักบำบัด ถือเป็นเพื่อนสี่ขาที่ดีที่สุดในการช่วยบำบัดรักษา ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน กล้าที่จะเปล่งเสียงอ่านนิทานออกมา
แต่กว่าจะมาเป็นสุนัขบำบัดได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุนัขทุกตัวต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ โดยหลักสูตรของสมาคมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ในช่วงแรก สุนัขจะได้เรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ และการเชื่อฟังคำสั่งพื้นฐาน จากนั้นจะเข้าสู่การฝึกที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การควบคุมอารมณ์ และการอยู่ในสถานการณ์ที่มีสิ่งรบกวนในระดับสูง จะมีการจำลองสถานการณ์จริง เช่น เสียงดัง คนจำนวนมาก หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย เพื่อให้สุนัขสามารถรักษาสมาธิและความสงบได้ เมื่อผ่านครบทั้ง 3 ระดับแล้ว จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบเพื่อรับรองเป็น “สุนัขนักบำบัด” อย่างเป็นทางการ
แต่ในการฝึก เมื่อสุนัขทำสิ่งที่ถูกต้อง จำเป็นต้องได้รับรางวัลหรือคำชม เพื่อเสริมแรงเชิงบวก ซึ่งนี่เอง กลายเป็นอุปสรรคแรกของผู้เรียนหลายคน นอกจากนี้ เจ้าของยังต้องเรียนรู้ “ภาษากายของสุนัข” ด้วย ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการกระดิกหาง หลายคนอาจคิดว่านั่นคือสัญญาณของความดีใจ แต่ในความเป็นจริง ต้องดูทั้งร่างกายประกอบกัน ถ้าสุนัขผ่อนคลาย ร่างกายจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายกำลังเต้น แต่ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจ อาจมีเพียงหางที่ขยับ หากเจ้าของเข้าใจผิด แล้วเข้าไปจับหรืออุ้ม อาจทำให้สุนัขเครียด และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้

คุณลวี๋ยังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ไม่มีสุนัขตัวไหนสอนไม่ได้ มีแต่คนที่สอนไม่เป็น” เธอยกตัวอย่างสุนัขตัวหนึ่ง ที่ในช่วงแรก แม้แต่เจ้าของก็เข้าใกล้ไม่ได้ แต่หลังจากการฝึกและสร้างความไว้วางใจ ตอนนี้กลับกลายเป็นสุนัขบำบัดที่สามารถทำงานได้สำเร็จ ในด้านของการใช้งานจริง สุนัขบำบัดมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุหลายคนมักปฏิบัติต่อสุนัขเหมือนลูกหลาน ทั้งกอด ทั้งพูดคุย บางครั้งถึงขั้นให้ “อั่งเปา” เลยทีเดียว (แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับไว้ค่ะ)
ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เคยเป็นครู นักสังคมสงเคราะห์จะออกแบบกิจกรรม เช่น ให้ผู้สูงอายุ “สอนสุนัขอ่านภาษาอังกฤษ” กิจกรรมแบบนี้ช่วยกระตุ้นทั้งความจำ การคิด และการสื่อสาร มีกรณีหนึ่งในเกาสง ที่ผู้สูงอายุคนหนึ่งแทบไม่พูดเลย แต่หลังเข้าร่วมกิจกรรมหลายครั้ง เขากลับวาดภาพให้สุนัข ทำให้เจ้าหน้าที่ค้นพบพรสวรรค์ด้านศิลปะของเขา และหลังจากนั้น เขาก็เริ่มเปิดใจและพูดคุยมากขึ้น นี่คือพลังของ “การบำบัดด้วยสัตว์” ที่บางครั้ง ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย แต่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้
อย่างไรก็ตาม การผลักดันแนวคิดนี้ในไต้หวัน ก็ยังมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย เนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งยังมองว่า สุนัขไม่ควรเข้าไปในโรงพยาบาล ทำให้การให้ความรู้ โดยเฉพาะในโรงเรียน เป็นเรื่องสำคัญมาก ในปัจจุบัน เริ่มมีการบรรจุเรื่อง “สุนัขบำบัด” ลงในตำราเรียนระดับประถมศึกษาแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มใหม่ที่น่าสนใจ คือ ผู้เลี้ยงสุนัขจำนวนมากเริ่มพาสัตว์เลี้ยงไปเรียน “คอร์สเตรียมความพร้อม” บางครอบครัวพาเด็ก ๆ ไปเรียนด้วย เพื่อให้เข้าใจว่า การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งเรื่องอาหาร สุขภาพ และการดูแลในชีวิตประจำวัน
ในภาพรวม หากมองในระดับประเทศ ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสัตว์ของไต้หวันระบุว่า จำนวนสัตว์เลี้ยงในครัวเรือนไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “แมว” ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจนแซงหน้าสุนัขในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น ครอบครัวขนาดเล็ก คนโสด หรือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง สัตว์เลี้ยงจึงกลายเป็น “สมาชิกในครอบครัว” มากกว่าจะเป็นแค่สัตว์เลี้ยง

Hope Station: "ปีแห่งการเยียวยา" ผู้ประสบภัยน้ำหม่าไท่อัน
คุณซูเจี้ยนชาง (蘇建昌) ซึ่งครอครัวย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักชั่วคราวกล่าวว่า: “ชาวหม่าไท่อันได้รับความช่วยเหลืออย่างมหาศาลจากผู้คนมากมาย เราไม่มีสิทธิ์ที่จะจมอยู่กับความเศร้า สิ่งเดียวที่ทำได้คือหาทางลุกขึ้นยืนและก้าวต่อไป เพื่อให้สมกับที่เหล่า 'ซูเปอร์พลั่วแมน' ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ตำบลกวางฟู่”
เมื่อแม่น้ำแห่งชีวิตเปลี่ยนทิศทาง สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือการมุ่งหน้าต่อไป โดยมีความหวังเพียงว่า “หม่าไท่อัน” จะกลายเป็น “หม่าไท่อัน” (馬泰安) ซึ่งหมายถึง "ปีม้าที่มีสันติสุข”