Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 11 พฤษภาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 11 พฤษภาคม 2569

นิวเคลียร์จะกลับมาไหม? นายจั๋วหรงไท่ชี้ "ไฟฟ้าต้องเสถียรเป็นอันดับแรก" ย้ำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 ยังไม่พร้อมรีสตาร์ท

     ประเด็นที่ว่าไต้หวันจะกลับมาใช้นโยบายพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยนายกรัฐมนตรีไต้หวันนายจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ได้เน้นย้ำเมื่อวันที่ 21 เมษายนว่า ภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ความต้องการ “ไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและเพียงพอ” กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ไม่เพียงต่อภาคธุรกิจภายในประเทศ แต่ยังเป็น “ความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ”ด้วย ทั้งนี้ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไต้หวันมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า

     อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3 (核三) ปัจจุบันยังอยู่เพียงขั้นตอน “เตรียมความพร้อมเพื่อการรีสตาร์ท” เท่านั้น และยังไม่เข้าสู่เงื่อนไขของการเปิดใช้งานจริง โดยยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยและขั้นตอนทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

     ในการประชุมสภานิติบัญญัตินายจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ได้เข้ารายงานงบประมาณประจำปี 2026 โดยมีการตั้งคำถามจากสมาชิกสภาฯ คุณหลิวซูปิน (劉書彬) จากพรรคTPP เกี่ยวกับประสิทธิผลของนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คุณหลิวซูปิน (劉書彬) ระบุว่าแม้ไต้หวันจะดำเนินนโยบาย “การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” มานานกว่า 10 ปี ภายใต้กรอบกฎหมาย “พระราชบัญญัติการลดและการจัดการก๊าซเรือนกระจก”พร้อมทั้งมีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากอย่างต่อเนื่องในทุกปี แต่ผลลัพธ์ในเชิงตัวเลขกลับยังจำกัด โดยการปล่อยคาร์บอนของไต้หวันตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2005 จนถึงปี 2023 ลดลงเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

     ขณะเดียวกัน โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 80% ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO₂ หลัก ทำให้เกิดคำถามว่า  เหตุใดการพัฒนาพลังงานสะอาดของไต้หวันจึงยังล่าช้า นอกจากนี้คุณหลิว ซูปิน (劉書彬) ยังชี้ว่า ในยุโรปพลังงานนิวเคลียร์มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพลังงานคาร์บอนต่ำ และอ้างถึงประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ที่เคยระบุว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 2, 3 และ 4 (核二、核三、核四) สามารถพิจารณารีสตาร์ทได้ หากผ่านมาตรฐานความปลอดภัย จึงตั้งคำถามถึงกรอบเวลา และความเป็นไปได้ในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ใกล้ระดับโลก

     ทางด้านนายจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมเท่านั้น และยังไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมคุณเผิงฉี่หมิง (彭啓明) ระบุว่า ประเด็นสำคัญควรอยู่ที่ผลลัพธ์การลดคาร์บอนโดยรวม มากกว่าการถกเถียงเฉพาะโครงสร้างพลังงาน เขากล่าวว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันลดการปล่อยคาร์บอนได้ปีละประมาณ 2–3% ในปีล่าสุดคาดว่าจะลดได้ใกล้ 9% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และย้ำว่าโครงสร้างพลังงานของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ไม่สามารถเปรียบเทียบตรงๆได้

     เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่า การรีสตาร์ทโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดหรือไม่ คุณเผิงฉีหมิง (彭啓明) ระบุว่า แม้จะรีสตาร์ทแล้ว สัดส่วนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ก็ยัง “ไม่ถึง 10%” อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมองว่านิวเคลียร์เป็น “หนึ่งในทางเลือก” ภายใต้ยุทธศาสตร์พลังงานแบบหลากหลาย (ที่มาภาพบน: Newtalk新聞)

屏東核三廠今日突發火警,台電:不影響發電安全

(ที่มา: 財訊)

ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ‘ไชน่า แอร์ไลน์–อีวีเอ แอร์–สตาร์ลักซ์’ พุ่งเท่าตัว เริ่มพฤษภาคมนี้

     ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดพลังงานเท่านั้น แต่กำลังส่งผลต่อ “ต้นทุนการค้าโลก” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งทางอากาศ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ ล่าสุด สายการบินหลักของไต้หวัน ได้แก่ ไชน่า แอร์ไลน์ (華航), EVA แอร์ (長榮航) และสตาร์ลักซ์ แอร์ไลน์ (星宇航空) ได้ประกาศปรับขึ้น ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งสินค้าอีกครั้ง โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และที่สำคัญคือ การปรับขึ้นในรอบนี้อยู่ในระดับ “เกือบเท่าตัว”

     การปรับขึ้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกลไกพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก นั่นคือเมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นต้นทุนโลจิสติกส์ก็จะเพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าระบบขนส่งอื่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงถูก “ส่งผ่าน” ไปยังค่าขนส่งแทบจะทันที ในกรณีนี้ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงสำหรับการส่งออกจากไต้หวันไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ถูกปรับจากประมาณ 41 เหรีญไต้หวันต่อกิโลกรัม เป็น 81 เหรียญไต้หวัน ขณะที่เส้นทางเอเชียก็เพิ่มขึ้นจาก 14 เป็น 28 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม กล่าวอีกแบบคือ ต้นทุนส่วนนี้ “เพิ่มขึ้น 100%” ในเวลาที่สั้นมาก

     แม้การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจะดูเป็นประเด็นเฉพาะของอุตสาหกรรมการบิน แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบของมันกว้างกว่านั้นมาก เพราะการขนส่งทางอากาศเป็นช่องทางหลักของสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วสูง ซึ่งเมื่อค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ต้นทุนสินค้าก็เพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค นี่คือกลไกที่ทำให้ “ราคาน้ำมัน” กลายเป็น “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ในระดับโลก และอีกหนึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ “การเร่งส่งออกล่วงหน้า” ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกที่จะเร่งเคลียร์สินค้า ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งออกก่อนมีการปรับราคา เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 40 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม ซึ่งผลที่ตามมาคือ ปลายเดือนเมษายนมีแนวโน้มเกิด “คลื่นเร่งส่งออก” ความต้องการพื้นที่บรรทุกสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นทางหลัก โดยเฉพาะไปสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะ “พื้นที่ตึงตัว” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ  “มีเงินก็อาจหาพื้นที่ขนส่งไม่ได้”

     หากมองให้ลึกขึ้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพลังงานโลก ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ  รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดต้อง “เผื่อความเสี่ยง” ไว้ในราคาน้ำมัน และเมื่อราคาน้ำมันผันผวน ต้นทุนโลจิสติกส์ก็ผันผวนตาม และสุดท้ายก็กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ต้นทุนโลจิสติกส์ “ค่อนข้างคงที่” ไปสู่ยุคที่ต้นทุนเหล่านี้ “ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์” ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้นซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่นมากขึ้น และต้นทุนโดยรวมของระบบเศรษฐกิจจะสูงขึ้นในระยะยาว

     ท้ายที่สุดแล้ว การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงในครั้งนี้ อาจดูเป็นเพียงข่าวในอุตสาหกรรมการบิน แต่ในเชิงโครงสร้าง มันคือสัญญาณของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นค่ะ มันสะท้อนว่าราคาพลังงานไม่ได้กระทบแค่พลังงาน  แต่กำลัง “ส่งแรงกระเพื่อม” ไปทั้งห่วงโซ่อุปทานโลก และในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจอาจไม่ใช่แค่ “ราคา” แต่คือ “ความผันผวน” ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

     ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงานอีกต่อไป แต่กำลังขยายวงไปสู่ “ต้นทุนการค้าโลก” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งทางอากาศ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่

中華航空、長榮航空、星宇航空客運燃油附加費5月凍漲。 聯合報系資料照

(ที่มา: Udn)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解