เมืองหยุนหลินเดินหน้าโครงการ “บูรณาการแหล่งเรียนรู้การเกษตรกับอาหารกลางวันในโรงเรียน”
เทศบาลเมืองหยุนหลินเดินหน้าผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยจางลี่ซ่าน(張麗善) ผู้ว่าการเมืองหยุนหลิน พร้อมด้วยรองผู้ว่าการ เซี่ยสูหย่า(謝淑亞) ผู้อำนวยการกองเกษตร เว่ยเซิ่งเต๋อ(魏勝德) ผู้อำนวยการกองการศึกษา ชิวเสี้ยวเหวิน(邱孝文) เลขาธิการสมาคมเกษตรกร เฉินจื้อหยาง(陳志揚) และสมาชิกสภาเมืองหยุนหลิน เฉินฟางอิ๋ง(陳芳盈) ร่วมกันเปิดตัว “โครงการเชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรกับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียน” ภายใต้แนวคิด “31 โรงเรียน × 31 พื้นที่เรียนรู้” เพื่อเชื่อมต่อภาคการเกษตรท้องถิ่นเข้ากับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียนอย่างครบวงจร สร้างรูปแบบใหม่ของการศึกษาอาหารและการเกษตร “จากแหล่งผลิตสู่โต๊ะอาหาร” โดยโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนเริ่มทยอยดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ถึง 15 พฤษภาคม คาดว่าจะมีนักเรียนได้รับประโยชน์มากกว่า 22,000 คน สะท้อนศักยภาพด้านการศึกษาและจุดแข็งของเมืองหยุนหลินในฐานะเมืองเกษตรสำคัญของไต้หวัน
จางลี่ซ่าน ระบุว่า เมืองหยุนหลินเป็นทั้ง “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของไต้หวัน เป็นศูนย์กลางการปศุสัตว์ ผัก และผลไม้ที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเปรียบเสมือน “ครัวของชาวไต้หวัน” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยด้านอาหาร ในฐานะฐานการผลิตทางการเกษตรสำคัญระดับประเทศ เมืองหยุนหลินได้ผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในอาหารกลางวันโรงเรียน การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ด้านอาหารและเกษตร ตลอดจนการบูรณาการหลักสูตรข้ามสาขา จนค่อย ๆ สร้างรากฐานที่สมบูรณ์ขึ้น
ในครั้งนี้ยังเป็นการยกระดับด้วยการบูรณาการทรัพยากรด้านเกษตรและการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เด็ก ๆ ไม่เพียงแค่ “กินของท้องถิ่น” แต่ยัง “เข้าใจท้องถิ่น” ผ่านการเรียนรู้คุณค่าของการเกษตรและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากอาหารในชีวิตประจำวัน

จางลี่ซ่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรเข้ากับอาหารกลางวันโรงเรียน ภายใต้การออกแบบเมนูและโภชนาการอย่างสมดุลโดยนักโภชนาการ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารกลางวันที่ทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพทุกวัน ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตร เพื่อให้เด็ก ๆ รู้ว่าอาหารทุกคำที่กิน “มาจากไหน และมาได้อย่างไร” ซึ่งไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เรื่องอาหาร แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะรู้จักและเห็นคุณค่าของผืนดิน โดยเมืองหยุนหลินไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเมืองเกษตรใหญ่เท่านั้น แต่ยังมุ่งสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการศึกษาอาหารและการเกษตรของไต้หวันด้วย
รองผู้ว่าการ เซี่ยสูหย่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “สุขภาพที่ดีสร้างได้จากการกิน” และหยุนหลินมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาลได้อย่างเต็มที่ การได้ “อยู่ท้องถิ่น กินของตามฤดูกาล” ถือเป็นความสุขอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวหยุนหลิน พร้อมแสดงความหวังว่า รูปแบบใหม่ของการศึกษาอาหารและการเกษตร “จากแหล่งผลิตสู่โต๊ะอาหาร” จะช่วยผลักดันแนวคิด “การแพทย์เชิงป้องกันผ่านภาคเกษตร” ของเมืองหยุนหลินให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานการเกษตรเมืองหยุนหลิน ระบุว่า อาหารกลางวันในโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบโจทย์ด้านโภชนาการของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็น “สื่อการเรียนรู้” ที่สำคัญ โดยมีการเปลี่ยนอาหารกลางวันให้เป็น “ตำราที่เรียนรู้ได้จริง” ผ่านการเชิญเกษตรกรท้องถิ่นเข้าไปในโรงเรียน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต รวมถึงแนะนำคุณลักษณะและคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบประจำวันในช่วงเวลารับประทานอาหาร เพื่อปลูกฝังแนวคิดด้านโภชนาการและการกินอย่างถูกต้องให้แก่นักเรียนในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเห็นเพียงภาพสุดท้ายของวัตถุดิบบนโต๊ะอาหาร แต่กลับไม่ค่อยรับรู้ถึงความท้าทายที่เกษตรกรต้องเผชิญในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการเพาะปลูก ความเหมาะสมของพืชต่อสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หรือความผันผวนของราคาตลาด ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตและรายได้ของเกษตรกร การผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรจึงมีเป้าหมายให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่เล็กถึงความเหน็ดเหนื่อยและความเสี่ยงเบื้องหลังภาคการเกษตร เพื่อปลูกฝังการรู้คุณค่าอาหาร ตลอดจนแนวคิดในการสนับสนุนเกษตรท้องถิ่นและใส่ใจเกษตรกรรายย่อย
เว่ยเซิ่งเต๋อ ผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรเมืองหยุนหลิน กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินงานร่วมกับกองการศึกษา ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเชิงลึก “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งพื้นที่เรียนรู้” โดยโรงเรียนทั้ง 31 แห่งจะจับคู่กับพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรท้องถิ่น 31 แห่ง ครอบคลุมทั้งฟาร์ม โรงงานแปรรูป สมาคมเกษตรกร และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ผ่านระบบจับคู่ความร่วมมืออย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคง แต่ละพื้นที่จะสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและทรัพยากรด้านการเรียนการสอนตามความเชี่ยวชาญ ขณะที่โรงเรียนจะนำไปบูรณาการเข้ากับหลักสูตรและการออกแบบเมนูอาหาร ทำให้แต่ละโรงเรียนมีเนื้อหาการเรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตรที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของตนเอง และก่อรูปเป็นโมเดลการศึกษาอาหารในโรงเรียนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่
นอกจากนี้ โครงการยังได้จัดตั้งระบบห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยให้นักโภชนาการออกแบบเมนูอาหารท้องถิ่นร่วมกับทีมครัวของโรงเรียน พร้อมบูรณาการ 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โภชนาการ การแปรรูปอาหาร คาร์บอนฟุตพรินต์ และการจัดการอาหารเหลือ” เข้าไว้ในอาหารกลางวันของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่อาหารไปจนถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อันจะช่วยสร้างทักษะความรู้เรื่องอาหารอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมพื้นที่การเกษตร การสอนในโรงเรียน และการเตรียมการสอนร่วมกับครู เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนเข้ากับประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น
จี้เซินเจี๋ย(紀紳傑) เกษตรกรรุ่นใหม่ดีเด่นระดับประเทศจาก “ฟาร์มเสี่ยวเฮยแห่งสุ่ยหลิน”(水林小黑農農場) ซึ่งเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะพื้นที่เรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตร กล่าวว่า โครงการ “เชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรกับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียน” เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ปกติใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไร่นา ได้มีโอกาสเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งระหว่างการทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ก็ได้รับแรงบันดาลใจกลับมามากเช่นกัน ทั้งในเรื่องการอธิบายผลผลิตทางการเกษตรให้เด็กเข้าใจได้ง่าย การพาเด็กลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง และใช้โอกาสนี้ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักว่าเกษตรกรรอบตัวปลูกอะไร มีจุดเด่นอย่างไร นอกจากนี้ เด็กหลายคนยังนำความรู้จากกิจกรรมอาหารและการเกษตรในโรงเรียนไปแบ่งปันกับผู้ปกครอง บางครั้งเกษตรกรยังได้รับคำติชมและการสั่งซื้อสินค้าจากพ่อแม่ของเด็ก ๆ ซึ่งกลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคต่อไป
สำนักงานเกษตรเมืองหยุนหลิน ระบุเพิ่มเติมว่า การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “ระยะทางอาหาร” (Food Miles) และการบริโภคอาหารท้องถิ่น จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาและการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการบรรจุหลักสูตรอาหารและการเกษตร การพาเยี่ยมชมฟาร์ม และการจัดบรรยายด้านอาหารและเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงโต๊ะอาหาร รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งอาหาร ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต และเปลี่ยนจากการ “รู้จักอาหาร” ไปสู่การ “สนับสนุนท้องถิ่น” ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง อันเป็นการส่งเสริมทั้งการบริโภคอย่างยั่งยืนและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป