Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

อย่างงี้คุณจะว่าไง วันเสาร์ที่ 30 พ.ค.2569

เมืองหยุนหลินเดินหน้าโครงการ “บูรณาการแหล่งเรียนรู้การเกษตรกับอาหารกลางวันในโรงเรียน” จับมือฟาร์มท้องถิ่น เปลี่ยนมื้อกลางวันให้เป็น ‘สื่อการเรียนรู้’(photo:yunlin.gov.tw)
เมืองหยุนหลินเดินหน้าโครงการ “บูรณาการแหล่งเรียนรู้การเกษตรกับอาหารกลางวันในโรงเรียน” จับมือฟาร์มท้องถิ่น เปลี่ยนมื้อกลางวันให้เป็น ‘สื่อการเรียนรู้’(photo:yunlin.gov.tw)

เมืองหยุนหลินเดินหน้าโครงการ “บูรณาการแหล่งเรียนรู้การเกษตรกับอาหารกลางวันในโรงเรียน” 

      เทศบาลเมืองหยุนหลินเดินหน้าผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยจางลี่ซ่าน(張麗善) ผู้ว่าการเมืองหยุนหลิน พร้อมด้วยรองผู้ว่าการ เซี่ยสูหย่า(謝淑亞) ผู้อำนวยการกองเกษตร เว่ยเซิ่งเต๋อ(魏勝德) ผู้อำนวยการกองการศึกษา ชิวเสี้ยวเหวิน(邱孝文) เลขาธิการสมาคมเกษตรกร เฉินจื้อหยาง(陳志揚) และสมาชิกสภาเมืองหยุนหลิน เฉินฟางอิ๋ง(陳芳盈) ร่วมกันเปิดตัว “โครงการเชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรกับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียน” ภายใต้แนวคิด “31 โรงเรียน × 31 พื้นที่เรียนรู้” เพื่อเชื่อมต่อภาคการเกษตรท้องถิ่นเข้ากับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียนอย่างครบวงจร สร้างรูปแบบใหม่ของการศึกษาอาหารและการเกษตร “จากแหล่งผลิตสู่โต๊ะอาหาร” โดยโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนเริ่มทยอยดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ถึง 15 พฤษภาคม คาดว่าจะมีนักเรียนได้รับประโยชน์มากกว่า 22,000 คน สะท้อนศักยภาพด้านการศึกษาและจุดแข็งของเมืองหยุนหลินในฐานะเมืองเกษตรสำคัญของไต้หวัน

จางลี่ซ่าน ระบุว่า เมืองหยุนหลินเป็นทั้ง “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของไต้หวัน เป็นศูนย์กลางการปศุสัตว์ ผัก และผลไม้ที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเปรียบเสมือน “ครัวของชาวไต้หวัน” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยด้านอาหาร ในฐานะฐานการผลิตทางการเกษตรสำคัญระดับประเทศ เมืองหยุนหลินได้ผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในอาหารกลางวันโรงเรียน การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ด้านอาหารและเกษตร ตลอดจนการบูรณาการหลักสูตรข้ามสาขา จนค่อย ๆ สร้างรากฐานที่สมบูรณ์ขึ้น

ในครั้งนี้ยังเป็นการยกระดับด้วยการบูรณาการทรัพยากรด้านเกษตรและการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เด็ก ๆ ไม่เพียงแค่ “กินของท้องถิ่น” แต่ยัง “เข้าใจท้องถิ่น” ผ่านการเรียนรู้คุณค่าของการเกษตรและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากอาหารในชีวิตประจำวัน

張麗善縣長期盼透過本次「31校×31場域」所建立的在地供應鏈與食農教育模式,未來可望進一步深化應用於免費午餐政策中,讓孩子在「吃得安心」的同時,也能「學得扎實」

จางลี่ซ่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรเข้ากับอาหารกลางวันโรงเรียน ภายใต้การออกแบบเมนูและโภชนาการอย่างสมดุลโดยนักโภชนาการ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารกลางวันที่ทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพทุกวัน ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตร เพื่อให้เด็ก ๆ รู้ว่าอาหารทุกคำที่กิน “มาจากไหน และมาได้อย่างไร” ซึ่งไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เรื่องอาหาร แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะรู้จักและเห็นคุณค่าของผืนดิน โดยเมืองหยุนหลินไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเมืองเกษตรใหญ่เท่านั้น แต่ยังมุ่งสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการศึกษาอาหารและการเกษตรของไต้หวันด้วย

รองผู้ว่าการ เซี่ยสูหย่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “สุขภาพที่ดีสร้างได้จากการกิน” และหยุนหลินมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาลได้อย่างเต็มที่ การได้ “อยู่ท้องถิ่น กินของตามฤดูกาล” ถือเป็นความสุขอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวหยุนหลิน พร้อมแสดงความหวังว่า รูปแบบใหม่ของการศึกษาอาหารและการเกษตร “จากแหล่งผลิตสู่โต๊ะอาหาร” จะช่วยผลักดันแนวคิด “การแพทย์เชิงป้องกันผ่านภาคเกษตร” ของเมืองหยุนหลินให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานการเกษตรเมืองหยุนหลิน ระบุว่า อาหารกลางวันในโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบโจทย์ด้านโภชนาการของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็น “สื่อการเรียนรู้” ที่สำคัญ โดยมีการเปลี่ยนอาหารกลางวันให้เป็น “ตำราที่เรียนรู้ได้จริง” ผ่านการเชิญเกษตรกรท้องถิ่นเข้าไปในโรงเรียน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต รวมถึงแนะนำคุณลักษณะและคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบประจำวันในช่วงเวลารับประทานอาหาร เพื่อปลูกฝังแนวคิดด้านโภชนาการและการกินอย่างถูกต้องให้แก่นักเรียนในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเห็นเพียงภาพสุดท้ายของวัตถุดิบบนโต๊ะอาหาร แต่กลับไม่ค่อยรับรู้ถึงความท้าทายที่เกษตรกรต้องเผชิญในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการเพาะปลูก ความเหมาะสมของพืชต่อสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หรือความผันผวนของราคาตลาด ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตและรายได้ของเกษตรกร การผลักดันการศึกษาอาหารและการเกษตรจึงมีเป้าหมายให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่เล็กถึงความเหน็ดเหนื่อยและความเสี่ยงเบื้องหลังภาคการเกษตร เพื่อปลูกฝังการรู้คุณค่าอาหาร ตลอดจนแนวคิดในการสนับสนุนเกษตรท้องถิ่นและใส่ใจเกษตรกรรายย่อย

เว่ยเซิ่งเต๋อ ผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรเมืองหยุนหลิน กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินงานร่วมกับกองการศึกษา ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเชิงลึก “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งพื้นที่เรียนรู้” โดยโรงเรียนทั้ง 31 แห่งจะจับคู่กับพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรท้องถิ่น 31 แห่ง ครอบคลุมทั้งฟาร์ม โรงงานแปรรูป สมาคมเกษตรกร และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ผ่านระบบจับคู่ความร่วมมืออย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคง แต่ละพื้นที่จะสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและทรัพยากรด้านการเรียนการสอนตามความเชี่ยวชาญ ขณะที่โรงเรียนจะนำไปบูรณาการเข้ากับหลักสูตรและการออกแบบเมนูอาหาร ทำให้แต่ละโรงเรียนมีเนื้อหาการเรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตรที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของตนเอง และก่อรูปเป็นโมเดลการศึกษาอาหารในโรงเรียนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่

นอกจากนี้ โครงการยังได้จัดตั้งระบบห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยให้นักโภชนาการออกแบบเมนูอาหารท้องถิ่นร่วมกับทีมครัวของโรงเรียน พร้อมบูรณาการ 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โภชนาการ การแปรรูปอาหาร คาร์บอนฟุตพรินต์ และการจัดการอาหารเหลือ” เข้าไว้ในอาหารกลางวันของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่อาหารไปจนถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อันจะช่วยสร้างทักษะความรู้เรื่องอาหารอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมพื้นที่การเกษตร การสอนในโรงเรียน และการเตรียมการสอนร่วมกับครู เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนเข้ากับประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

จี้เซินเจี๋ย(紀紳傑) เกษตรกรรุ่นใหม่ดีเด่นระดับประเทศจาก “ฟาร์มเสี่ยวเฮยแห่งสุ่ยหลิน”(水林小黑農農場) ซึ่งเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะพื้นที่เรียนรู้ด้านอาหารและการเกษตร กล่าวว่า โครงการ “เชื่อมโยงพื้นที่การศึกษาอาหารและการเกษตรกับระบบอาหารกลางวันในโรงเรียน” เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ปกติใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไร่นา ได้มีโอกาสเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งระหว่างการทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ก็ได้รับแรงบันดาลใจกลับมามากเช่นกัน ทั้งในเรื่องการอธิบายผลผลิตทางการเกษตรให้เด็กเข้าใจได้ง่าย การพาเด็กลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง และใช้โอกาสนี้ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักว่าเกษตรกรรอบตัวปลูกอะไร มีจุดเด่นอย่างไร นอกจากนี้ เด็กหลายคนยังนำความรู้จากกิจกรรมอาหารและการเกษตรในโรงเรียนไปแบ่งปันกับผู้ปกครอง บางครั้งเกษตรกรยังได้รับคำติชมและการสั่งซื้อสินค้าจากพ่อแม่ของเด็ก ๆ ซึ่งกลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคต่อไป

     สำนักงานเกษตรเมืองหยุนหลิน ระบุเพิ่มเติมว่า การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “ระยะทางอาหาร” (Food Miles) และการบริโภคอาหารท้องถิ่น จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาและการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการบรรจุหลักสูตรอาหารและการเกษตร การพาเยี่ยมชมฟาร์ม และการจัดบรรยายด้านอาหารและเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงโต๊ะอาหาร รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งอาหาร ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต และเปลี่ยนจากการ “รู้จักอาหาร” ไปสู่การ “สนับสนุนท้องถิ่น” ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง อันเป็นการส่งเสริมทั้งการบริโภคอย่างยั่งยืนและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解