หมู่บ้านจือเปิ่นในเมืองไถตง เป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากกว่า 2,600 คน และหากนับรวมพื้นที่โดยรอบอย่างตำบลเปยหนาน และตำบลไท่ม่าหลี่เข้าไปด้วย จะมีประชากรรวมกว่า 10,000 คน หลินเหวยเหิง (林維恆) ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เติบโตในพื้นที่นี้เล่าว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา พวกเขามีคลินิกเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ชาวบ้านที่นี่หากเป็นหวัดหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย มักจะไปซื้อยากินเองที่ร้านขายยา หรือรอจนเลิกงานถึงค่อยไปหาหมอ
เมื่ออาการป่วยหนักขึ้นหรือจำเป็นต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียด พวกเขาต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์นานกว่าครึ่งชั่วโมง หรือยอมจ่ายเงินกว่า 400 เหรียญเพื่อเรียกแท็กซี่ไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลแมคเคย์ในตัวเมือง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายรายต้องฝืนร่างกายที่อ่อนแอเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อไปขึ้นรถเมล์ โดยต้องไปรอคิวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึงบ่าย 3-4 โมง และยังต้องรอรถเมล์กลับบ้านอีกนาน เพราะเที่ยวรถมีน้อยมาก
ตู้เพ่ยเพ่ย นักสังคมสงเคราะห์ที่มักจะต้องรับส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ชี้ว่าในชุมชนมีผู้สูงอายุที่อยู่โดดเดี่ยวจำนวนมาก “ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ตัวคนเดียว ลูกหลานไปทำงานต่างเมือง สมัยวัยรุ่นพวกเขาส่วนใหญ่ทำนา งานก่อสร้าง หรือเก็บใบพลู ซึ่งเป็นงานที่ใช้แรงงานหนักมาก สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในวันนี้ คือผลกระทบจากความบอบช้ำของร่างกายในอดีต"
ในช่วงปลายปี 2021 นายแพทย์เฉาเจิ้ง (曹正) ได้เปิดตัว "ลูม่าคลินิก" ขึ้นในหมู่บ้านจือเปิ่น คำว่า "ลูม่า" (Luma) ในภาษาเปยหนานมีความหมายว่า "บ้าน" ตัวคลินิกตั้งอยู่ตรงทางแยกจากชานเมืองไถตงมุ่งหน้าสู่ตำบลไท่ม่าหลี่ หน้าคลินิกมีศาลาไม้ขนาดกะทัดรัด ภายในโปร่งสบาย และบนผนังยังเต็มไปด้วยข้อความให้กำลังใจและคำอวยพรจากชาวบ้านในพื้นที่ตั้งแต่วันเปิดทำการ
ศาลาหน้าคลินิก ที่มา: https://rightplus.org/2025/09/24/ruma-clinic/
ไม่ใช่แค่ให้คุณแข็งแรง แต่ต้องการให้ทั้งชุมชนมีสุขภาพที่ดี
ในปี 2015 เฉาเจิ้งเคยทำงานในฝ่ายบริการสังคมขององค์กรท้องถิ่น "Kid’s Book House" (孩子的書屋) เป็นเวลาหนึ่งปี ในตอนนั้นเขาและนักสังคมสงเคราะห์ จงเจิ้นอวี่ (鍾鎮宇) ได้เห็นวัฏจักรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในชุมชนมามากมาย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเรียนเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว
“สถานการณ์ในชุมชนมันซับซ้อนมากครับ หมอเวชศาสตร์ครอบครัวต้องรู้กว้าง ตั้งแต่การรักษาเบื้องต้นไปจนถึงการดูแลประคับประคอง (Palliative care) ตั้งแต่อายุรกรรม ศัลยกรรม กุมารเวช ไปจนถึงโรคผิวหนังและจิตเวช ต้องทำเป็นหมด” คุณหมอเฉาเจิ้งกล่าว
หมอเฉาเจิ้ง ที่มา: https://rightplus.org/2025/09/24/ruma-clinic/
อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของลูม่าคลินิกไม่ได้เริ่มขึ้นในวันที่อาคารสร้างเสร็จ ย้อนกลับไปในปี 2019 เมื่อหมอเฉาเจิ้งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะกลับมาที่หมู่บ้านจือเปิ่น เขาเริ่มจากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนและหมู่บ้านอย่างละเอียด ทั้งการพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน อาจารย์ ผู้สูงอายุในเผ่า และผู้ดูแล เพื่อสอบถามถึงความต้องการด้านการรักษา จากนั้นจึงเริ่มจากการรักษาถึงบ้าน โดยการเข้าไปตรวจรักษาชาวบ้านถึงที่พักก่อนเป็นอันดับแรก
หลังจากทำเช่นนั้นได้ 2-3 เดือน เมื่อคลินิกเปิดทำการอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านจึงมีความเชื่อมั่นในลูม่าคลินิกอยู่ก่อนแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พยาบาลของคลินิกส่วนใหญ่จะรู้จักสภาพครอบครัวของคนไข้แต่ละรายเป็นอย่างดี บางครั้งเมื่อเจอกันในชุมชนก็จะเข้าไปทักทายด้วยความห่วงใย กำชับเรื่องการกินยา หรือแม้แต่เตือนญาติให้พาคนไข้กลับมาตรวจตามนัด
บรรยากาศเหล่านี้คือการสะท้อนถึง “ค่านิยมของลูม่า” ที่นี่ หมอไม่ได้แค่ตรวจโรค แต่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในบ้านของคนไข้ เพื่อตัดสินใจว่าจะวางแผนการรักษาอย่างไร และจะสื่อสารกับคนไข้และญาติอย่างไร เพราะ "ถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ โรคของคนไข้ก็ไม่มีทางหาย"
“เมื่อก่อนเรามักจะพูดว่า ต้องยึดคนไข้เป็นหลัก แต่ผมเน้นย้ำยิ่งกว่าว่า ต้องยึดผู้ดูแลเป็นหลัก” หมอเฉาเจิ้งยกตัวอย่างกรณีคุณยายท่านหนึ่งที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองและต้องนอนติดเตียงจนเกิดแผลกดทับ แม้หมอจะจ่ายยาได้ในขณะนั้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่หมอจะไปล้างแผลให้ทุกวัน ในขณะที่ที่บ้านของคุณยายมีเพียงคู่ชีวิตที่ตาบอดคอยดูแล หากไม่มีการประสานงานนำกำลังคนจากระบบดูแลระยะยาว เข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด บาดแผลก็ไม่มีวันหาย
“ผมมักจะเห็นสถานการณ์ประเภทที่คนไข้ไปโรงพยาบาลใหญ่ เข้ารับผ่าตัดที่ซับซ้อน แต่หลังผ่าตัดต้องล้างแผลวันละ 3 ครั้งด้วยวิธีที่ยุ่งยาก แม้จะเป็นวิธีการทางการแพทย์ที่ถูกต้อง แต่มันเกินกำลังที่ครอบครัวทั่วไปจะทำได้ สุดท้ายพอกลับบ้านไปการรักษาก็ล้มเหลว เพราะครอบครัวไม่สามารถแบกรับรูปแบบการรักษาแบบนั้นได้” หมอเฉาเจิ้งกล่าว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กำลังคนและสภาพแวดล้อมการดูแลที่บ้าน คือกุญแจสำคัญของการฟื้นฟูร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมในช่วงแรกที่ทีมยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง คนแรกที่หมอเฉาเจิ้งรับสมัครเข้ามาไม่ใช่หมอหรือพยาบาลเพิ่ม แต่เป็นนักสังคมสงเคราะห์
“นักสังคมสงเคราะห์ช่วยสื่อสารระหว่างเรากับครอบครัวคนไข้ ถ้าญาติไม่สามารถดูแลได้ เขาก็จะช่วยประสานหาบุคลากรดูแลระยะยาวมาช่วย” หมอเฉาเจิ้งยกตัวอย่างเสริมว่า “นักสังคมสงเคราะห์ยังช่วยจัดหาทรัพยากร เช่น เตียงลม อุปกรณ์ช่วยเดิน หรือระดมทุนซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาเตรียมไว้ก่อน หากสิ่งเหล่านี้ไม่พร้อม การที่หมอเข้าไปตรวจถึงบ้านก็ไร้ความหมาย เพราะที่บ้านไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแล”
จงเจิ้นอวี่ นักสังคมสงเคราะห์อาวุโสรุ่นแรกขององค์กร Kid’s Book House ผู้ร่วมทำงานกับหมอเฉาเจิ้งมาตั้งแต่ปี 2015 อธิบายว่า บางครอบครัวบังคับให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งลาออกมาดูแลคนป่วยเต็มตัว แต่ถ้าเราสามารถนำทรัพยากรของรัฐหรือความช่วยเหลือจากภายนอกเข้ามาได้ ครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาของใครคนใดคนหนึ่ง และช่วยให้คนเหล่านั้นไม่ต้องตัดขาดจากสังคม นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่รักษาที่บ้าน หากพบปัญหาในครอบครัวหรือปัญหาสุขภาพจิต ก็จะส่งต่อให้นักสังคมสงเคราะห์จัดการ เพื่อหาทางให้ครอบครัวกลับมามั่นคงอีกครั้ง
หมอเฉาเจิ้งย้ำว่า: "การสนับสนุนการดูแลคือหัวใจสำคัญของการรักษาชุมชนให้แข็งแรง โดยเฉพาะในเมืองไถตง เมื่อคุณจะไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนรับส่ง และทรัพยากรการดูแลก็ขาดแคลน หลายคนต้องออกจากงานเพราะต้องดูแลคนในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อปากท้องของทั้งบ้าน” ในความเป็นจริง นี่คือจุดที่เวชศาสตร์ครอบครัวสามารถแสดงศักยภาพได้ เพราะมันคือการทำงานเชิงป้องกัน เพื่อลดภาระการดูแลในอนาคต
"ในฐานะที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพจนกลายเป็นภาระของทั้งครอบครัว เช่น ควบคุมโรคเรื้อรังให้ดีไม่ให้กลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือถ้าเป็นแล้วก็ต้องไม่ให้ถึงขั้นนอนติดเตียง คุมเบาหวานไม่ให้ต้องฟอกไต คุมโรคกระดูกพรุนไม่ให้เกิดกระดูกหัก... สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการที่ชาวบ้านจะมีเรี่ยวแรงไปทำงานเองไหม และคนดูแลจะถูกปลดปล่อยให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้หรือไม่”
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำเรื่อง "ต้นน้ำ" เหล่านี้ให้ดี มีโอกาสพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจของทั้งชุมชนได้ ดังที่หมอเฉาเจิ้งกล่าวไว้ว่า เมื่อเราทำให้คนไข้หนึ่งคนดูแลได้ง่ายขึ้น ผู้คนก็จะยิ่งเต็มใจที่จะดูแลซึ่งกันและกัน และนั่นจะทำให้ทั้งชุมชนมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอย่างยั่งยืน
จากคลินิกชุมชน สู่กลุ่มคนที่ไว้วางใจได้
สำหรับคลินิกในท้องถิ่น การจะทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพดีและคนไข้ทุกคน “ดูแลได้ง่าย” จำเป็นต้องลงแรงอย่างมากกับงานป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ไปจนถึงการให้สุขศึกษา
หลินเหวยเหิง ผู้ดูแลที่ทำงานในสถานีส่งเสริมสุขภาพวัฒนธรรมคาตาทิปู (Katratripulr Health Station) มาเกือบ 5 ปี เล่าว่า "ช่วงที่โควิดระบาดหรือไข้หวัดใหญ่ระบาด ทีมลูม่าคลินิกจะเข้ามาฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เมื่อก่อนเราต้องควานหาคนมาสอน หรือไม่ก็ต้องหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเอง แถมคุณหมอเฉาเจิ้งยังใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีรูปประกอบเยอะ และยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก"
สถานีสุขภาพแห่งนี้ดูแลผู้สูงอายุประมาณ 25-35 คน ซึ่ง 90% เป็นชนพื้นเมือง เมื่อไหร่ที่มีอาการผิดปกติ ผู้ดูแลจะแนะนำให้ไปที่ลูม่าคลินิกก่อนเสมอ จนผู้สูงอายุหลายคนถึงขั้นท่องตารางตรวจของคลินิกได้ขึ้นใจ “การไปหาหมอที่ลูม่าไม่เหมือนที่อื่น เขาใช้เวลาถามอาการนานมาก อธิบายละเอียด และที่สำคัญคือไม่จ่ายยาพร่ำเพรื่อ” หลินเหวยเหิงกล่าว
ในบางครั้งที่ผู้สูงอายุอธิบายอาการไม่ถูก ผู้ดูแลหรือญาติที่กังวลก็สามารถสอบถามทีมแพทย์ลูม่าได้โดยตรง นอกจากนี้ ด้วยการที่ทีมลูม่าลงพื้นที่ในชุมชนและทำการรักษาที่บ้านบ่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้านคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จนลูม่าไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เป็นทางการที่จะไปเฉพาะตอนป่วย แต่กลายเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
คนชราที่มาขอคำปรึกษา ที่มา: https://rightplus.org/2025/09/24/ruma-clinic/
เหตุการณ์ที่หลินเหวยเหิงประทับใจที่สุด คือเมื่อปีก่อนที่มีกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาหลอกขาย “นมผึ้ง” (Royal Jelly) ในหมู่บ้าน จนผู้สูงอายุหลายคนเสียเงินจำนวนมากและต้องมาขอความช่วยเหลือจากลูม่าคลินิก
“พวกกลุ่มขายตรงจะหลอกให้คนแก่ไปฟังเขาทุกวัน มีบัตรสะสมแต้มให้ ถ้าไปครบกี่ครั้งจะแจกน้ำยาล้างจาน แจกเกลือ แจกข้าวสาร แล้วเขาก็โฆษณานมผึ้งว่าวิเศษมาก รักษาฝ้าได้ คนเป็นอัมพฤกษ์กลับมาเดินได้ หรือแม้แต่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง ช่วงนั้นคนแก่หลายคนยอมควักเงินจ่ายเป็นแสน ๆ เพื่อซื้อนมผึ้ง”
หลินเหวยเหิง และเพื่อนร่วมงานเฉินหมิ่นเจีย (陳敏嘉) เล่าว่า ผู้สูงอายุในสถานีสุขภาพล้วนเป็นญาติผู้ใหญ่ในเผ่า แม้ไม่มีสายเลือดเดียวกันก็เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย บางครั้งถ้าดื้อมากๆ คนแก่จะขู่ไปฟ้องพ่อแม่ของพวกเขาด้วยซ้ำ ทำให้ถึงแม้รู้ว่ากลุ่มขายตรงน่าสงสัย พวกเขาก็ไม่กล้าตักเตือนตรงๆ เพราะเกรงใจ
“สุดท้ายเราเลยเชิญลูม่าคลินิกมาคุยกับผู้สูงอายุว่า การซื้ออาหารเสริมต้องดูมาตรฐานหรือเครื่องหมายรับรองอะไรบ้าง นมผึ้งของจริงของปลอมต่างกันยังไง และต้องระวังส่วนประกอบไหนบ้าง” หลินเหวยเหิงหัวเราะ “พอเป็นหมอที่พวกเขาเชื่อถือพูด คนแก่ก็ยอมฟังมากขึ้น”
ความหมายที่สำคัญอีกประการของคลินิกชุมชนคือการเข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
เมื่ออาการโรคมีการเปลี่ยนแปลง การปรับเปลี่ยนยากลายเป็นเรื่องที่หมอและคนไข้ต้องหารือกันบ่อย ๆ แต่หากการไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องลำบาก เหมือนสมัยที่ยังไม่มีลูม่าคลินิก หลายคนได้รับยามาแล้วกินแล้วไม่สบายตัว แต่ต้องรออีก 2-3 เดือนกว่าจะได้เจอหมอเพื่อปรับยา
นอกจากนี้ ชาวบ้านหลายคน “กินยาไม่เป็น” ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัวหนังสือบนซองยาเล็กเกินไป อ่านไม่เข้าใจ หรือมีความเชื่อผิด ๆ (เช่น เชื่อว่ากินยาเยอะแล้วจะต้องฟอกไต) ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ง่ายมากหากมีคลินิกอยู่ใกล้บ้านและไว้ใจได้ ชาวบ้านหลายคนถึงขนาดที่ว่า แม้จะไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลใหญ่มา แต่เพราะเดินทางไปกลับลำบาก จึงถือใบสั่งยามาปรึกษาเรื่องการปรับยากับที่ลูม่าแทน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคลินิกอยู่ใกล้บ้าน หมอก็มีโอกาสค้นหาต้นตอของปัญหาได้มากขึ้น
“คนไข้อาจจะบอกว่าเขาคันมาก เมื่อก่อนเขาก็แค่ไปฉีดยาแก้คันตามที่ต่างๆ แต่จริงๆ แล้วอาการคันอาจเกิดจากปัญหาที่รุนแรงกว่านั้น เช่น โรคไต โรคตับ หรือความผิดปกติของระบบประสาท” คุณหมอเฉาเจิ้งกล่าว “ถ้าเราไม่แก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และต้นทุนในการดูแลรักษาหลังจากนั้นก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย”
ยึดมั่นใน "ค่านิยมลูม่า" เดินหน้าบริการรักษาถึงบ้าน
จนถึงทุกวันนี้ ลูม่าคลินิกยังคงยืนหยัดในการลงพื้นที่รักษาถึงบ้าน จากสถิติของคลินิก ในจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาประมาณ 1,300 ครั้งต่อเดือน มีถึง 200 ครั้ง (ครอบคลุมผู้ป่วยประมาณ 150-180 คน) ที่เป็นการรักษาถึงที่บ้าน และเนื่องจากในพื้นที่นี้มีหน่วยงานที่ให้บริการรักษาถึงบ้านไม่มากนัก ลูม่าคลินิกจึงได้รับเคสส่งต่อจากหน่วยงานต่าง ๆ จนเกินขอบเขตบริการเดิม โดยขยายวงกว้างไปถึงตำบลกวนซานและตำบลฉือซั่งที่ต้องใช้เวลาขับรถนานกว่า 40 นาที
ทีมลูม่าคลินิกรักษาถึงบ้าน ที่มา: https://rightplus.org/2025/09/24/ruma-clinic/
ลูม่าคลินิกยังทำงานร่วมกับนักบำบัดในหลายสาขา หลังจากเปิดทำการได้เพียง 3-4 เดือน ก็มีนักกายภาพบำบัดเข้าร่วมทีมเป็นคนแรก พอเข้าสู่ปีที่ 2 ก็มีนักจิตวิทยาและนักแก้ไขการพูดเข้ามาเสริมทัพ จนถึงปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกถึง 10 ท่านที่ร่วมมือกับลูม่าคลินิกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจิตแพทย์และนักแก้ไขการได้ยิน เพราะผู้สูงอายุที่การได้ยินเสื่อมถอย มักจะละทิ้งการสื่อสารและเริ่มปลีกตัวโดดเดี่ยว เพื่อลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยที่บ้านร่วมกัน
ในทีมนี้มีทั้ง เผิงเซียงจวิน (彭湘鈞) นักจิตวิทยาคลินิก เฉินอี๋ถง (陳怡同) นักกายภาพบำบัด และ จางไหน่เยว่ (張乃悅) นักแก้ไขการพูด หลายคนยอมเดินทางโดยเครื่องบินจากไทเปมายังไถตงเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อเดินสายเยี่ยมบ้านคนไข้ก่อนจะบินกลับไปทำงานประจำของตนเอง โดยเฉพาะเผิงเซียงจวินที่เป็น “นักจิตวิทยาเคลื่อนที่” ซึ่งหาได้ยากยิ่งในไต้หวันที่ทำงานร่วมกับคลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว โดยเธอรับหน้าที่ดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว
ทางด้านเฉินอี๋ถง นักกายภาพบำบัด ให้มุมมองว่า ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ป่วยจำนวนมากที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหรือนอนติดเตียงเป็นเวลานาน หากขาดการกายภาพบำบัดที่มีประสิทธิภาพจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวได้ง่ายมาก บางกรณีถึงขั้นที่ว่าหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่าแล้ว ขากลับไม่สามารถงอได้อีกเลย ต้องใช้ชีวิตด้วยขาที่เหยียดตรงทื่อและต้องคลานขึ้นบันไดมาตลอด 20 ปี
ในเมืองไถตงซึ่งการเดินทางยาวไกล การไปกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ เฉินอี๋ถงสังเกตว่า "ที่นี่มีสัดส่วนผู้ป่วยนอนติดเตียงหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงมาก เพราะไม่มีคนในครอบครัวคอยพาไปกายภาพบำบัดตามนัด เมื่อพ้นช่วงทองของการรักษาไปแล้ว แม้แต่การพลิกตัวหรือลุกขึ้นนั่งก็กลายเป็นเรื่องยาก"
ดังนั้น การเข้าไปกายภาพบำบัดและสอนการดูแลถึงในบ้านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ชาวบ้านเหล่านี้มีความมั่นใจที่จะก้าวออกจากบ้านและกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
ค่าเดินทางและค่ารักษาของผู้เชี่ยวชาญที่ต้องเดินทางข้ามเมือง ในอดีตได้รับการสนับสนุนจาก “Kid’s Book House” แต่ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ลูม่าคลินิกได้เข้ามาแบกรับค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด สำหรับหมอเฉาเจิ้งแล้ว ไม่ว่าจะมองจากแต้มประกันสุขภาพหรือเวลาที่เสียไปกับการเดินทาง การรักษาถึงบ้านไม่ใช่โมเดลที่ทำกำไรได้เลย แต่การมุ่งมั่นมอบบริการทางการแพทย์และการดูแลถึงบ้าน และเคารพในวัฒนธรรมท้องถิ่น ยังคงเป็นอุดมการณ์ที่ทีมลูม่าไม่เคยเปลี่ยนแปลง