สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เรามาเริ่มประเด็นเกี่ยวการพกยาเข้าไปยังประเทศต่างๆ เพราะแต่ละประเทศมีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนที่จะนำยาเข้าไปในประเทศใดก็ตามควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า ยาประเภทใดนำเข้าได้หรือไม่ได้ ถ้านำเข้าได้มีการจำกัดปริมาณ หรือจำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์หรือไม่ ทั้งนี้ยาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปอย่างถูกกฎหมายในประเทศต้นทาง อาจเป็นยาต้องห้ามในบางประเทศ และนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายซึ่งก็จะมีโทษตั้งแต่การปรับไปจนถึงจำคุก ยกตัวอย่างเช่น
1. ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) ยากลุ่มแก้แพ้ที่ใช้กันทั่วไป อาจมีข้อจำกัดในบางประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการควบคุมยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างเข้มงวด หากยามีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) เกิน 10% จะถือว่าผิดกฎหมายทันที ตัวอย่างยาที่ถูกห้ามนำเข้า ได้แก่ Actifed, Sudafed รวมถึงยาสูดพ่นบางชนิดของ Vicks แม้ยาบางประเภท เช่น Benadryl จะยังสามารถนำเข้าได้ แต่ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนเดินทาง

2. ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของโคเดอีน (Codeine) ยาแก้ปวดที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากสารนี้สามารถเปลี่ยนเป็นมอร์ฟีนในร่างกายและมีความเสี่ยงต่อการเสพติด แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกห้ามนำเข้า หากไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ในบางประเทศยุโรปยังมีบทลงโทษรุนแรง เช่น ฮังการีอาจจำคุกสูงสุด 5 ปี และสวีเดนอาจจำคุกได้ถึง 3 ปี
3. ยานอนหลับ (Sleeping Pills) ยานอนหลับมักถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็ตแล็ก แต่ยากลุ่มนี้ เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) และเทมาซีแพม (Temazepam) จัดเป็นยาควบคุมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น จีน และสิงคโปร์ ผู้เดินทางจำเป็นต้องมีเอกสารรับรองจากแพทย์ และสามารถพกพาได้เฉพาะปริมาณที่เหมาะสมต่อระยะเวลาการพำนักเท่านั้น เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเสพติดและการดื้อยา

4. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแคนนาบิไดออล (CBD) ที่มักถูกใช้เพื่อลดความวิตกกังวล บรรเทาอาการปวด และช่วยให้นอนหลับดีขึ้น แม้บางประเทศในยุโรปจะอนุญาตให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC ต่ำได้ แต่หลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไอซ์แลนด์ อินโดนีเซีย และฮ่องกง กลับห้ามโดยเด็ดขาดในทุกรูปแบบ แม้ไม่มี THC เลยก็ตาม โดยใน UAE การครอบครองอาจมีโทษจำคุกอย่างน้อย 4 ปี และปรับเป็นจำนวนเงินสูง
5. ยารักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) เช่น เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) ถูกจัดเป็นยาที่มีความเสี่ยงสูงในหลายประเทศ เช่น ไทย และสิงคโปร์ โดยในสิงคโปร์ ผู้เดินทางต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ มิฉะนั้นจะถูกห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด ส่วนในประเทศไทย ต้องสำแดงยาต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร พร้อมแสดงใบรับรองแพทย์ และสามารถพกพาได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน
ส่วนข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำยาเข้าไต้หวันนั้น สำหรับผู้ที่เดินทางเข้า ไต้หวัน การนำยาติดตัวเข้าประเทศสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยาสามัญสามารถพกพาได้ไม่เกิน 3 ชนิด และชนิดละไม่เกิน 12 ขวด ส่วนยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ห้ามนำเข้าเกินจำนวนที่ระบุในใบสั่ง และสามารถพกพาเพื่อใช้ส่วนตัวได้สูงสุด 6 เดือน หากไม่มีใบสั่งแพทย์จะจำกัดไม่เกิน 2 เดือน ขณะที่ยาควบคุมพิเศษจำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น และต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด
ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องราวของดัชนีเสรีภาพสื่อโลก โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่ดัชนีเสรีภาพสื่อทั่วโลก ประจำปี 2569 (World Press Freedom Index 2026) พบว่าคะแนนเฉลี่ยเสรีภาพสื่อทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือร้อยละ 52.2 มีระดับเสรีภาพสื่ออยู่ภาวะที่ “ยากลำบาก” และ “น่ากังวลมาก” ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติเนื่องจากเป็นความท้าทายที่บั่นทอนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีเสรีภาพสื่อในปีนี้ มี 180 ประเทศและดินแดนที่ได้รับการจัดอันดับ โดย RSF ที่ยังคงใช้การประเมินผ่าน ตัวชี้วัด 5 ประการ ได้แก่บริบททางการเมือง กรอบกฎหมาย บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และความปลอดภัย โดยคำนวณคะแนนจาก 2 องค์ประกอบคือ จำนวนการละเมิดและคุกคามสื่ออันเนื่องมาจากการทำงานของนักข่าว และ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพสื่อ รวมถึงนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ปัจจัยการเมืองและอำนาจรัฐกดดันสื่อ จีนจึงรั้งท้ายอยู่อันดับที่ 178 เป็นปีที่ 2 ส่วนไทยร่วงลงจากอันดับที่ 85 เมื่อปีก่อน มาอยู่อันดับที่ 92 เนื่องจากการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปิดปาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซียมีอันดับใกล้ไทยมากที่สุดคือ 95 ส่วนกัมพูชาอยู่อันดับที่ 151 ลาวอันดับที่ 154 เมียนมาอันดับที่ 166 จากทั้งหมด 180 ประเทศ

เนื่องจากไต้หวันได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง ส่งผลให้เสรีภาพสื่อปีนี้ ร่วงลงมา 4 อันดับ อยู่อันดับที่ 28 ทั้งนี้แม้จะยังครองอันดับ 1 ของเอเชีย แต่องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน เตือนว่า ไต้หวันกำลังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรงในการรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ศูนย์วิจัยความยืดหยุ่นไต้หวันก็ได้เผยแพร่ผลสำรวจการรับรู้ข้อมูลเท็จประจำปี ค.ศ. 2025
จากผลสำรวจพบว่า ประเภทของข้อมูลเท็จที่พบได้บ่อยที่สุด นอกจากเรื่องหลอกลวงต้มตุ๋นแล้ว ก็ยังมีเรื่องการเมือง และข้อมูลส่วนบุคคล โดยส่วนใหญ่จะมาจากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลและแอปพลิเคชันสนทนาต่างๆ ปัญหาข้อมูลเท็จส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคมขึ้นทุกวัน และบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อนักการเมือง สื่อมวลชน และสังคมด้วย