Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 18 พฤษภาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 18 พฤษภาคม 2569

สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวันเผยเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ยังพุ่งแรงฉุดไม่อยู่ แต่สัญญาณเตือนเริ่มมา! ดัชนีชี้นำหดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 2

     หากพูดถึงเศรษฐกิจไต้หวันในนาทีนี้ คำว่า "ร้อนแรง" คงไม่ใช่เรื่องกล่าวเกินจริง สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวัน (NDC) เพิ่งเปิดเผยตัวเลขดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจเดือนล่าสุด ซึ่งยังคงสว่างไสวด้วย "ไฟสีแดง" ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างเต็มกำลัง แต่ท่ามกลางความสว่างไสวนั้น หากเราซูมดูรายละเอียดให้ลึกลงไป จะพบว่าคะแนนรวมในเดือนนี้กลับย่อตัวลงมาอยู่ที่ 39 จุด (ลดลง 2 จุดจากเดือนก่อนหน้า) ขณะเดียวกัน "ดัชนีชี้นำล่วงหน้า" ก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สิ่งนี้กำลังบอกอะไรเรา? เศรษฐกิจไต้หวันกำลังจะเหยียบเบรก หรือนี่เป็นเพียงการชะลอตัวเพื่อวิ่งต่อ?

     แม้บางตัวเลขจะเริ่มชะลอตัวลง แต่หากมองไปที่ "กระดูกสันหลัง" ของเศรษฐกิจไต้หวัน อย่างภาคการส่งออกและการผลิต ต้องบอกว่ายังคงแข็งแกร่งระดับไฟแดง พระเอกตัวจริงที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์นี้คือ "กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์บนหน้าจอ แต่กำลังขยายวงกว้างไปสู่ Edge AI หรือเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์รอบตัวเรา ความต้องการชิปขั้นสูงและการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ที่พุ่งกระฉูด ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันต้องเดินเครื่องผลิตกันแบบเต็มกำลัง ภาคธุรกิจต่างพากันเทงบลงทุนขยายฐานการผลิต เพื่อตอบรับกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังเร่งสร้าง

     คุณเฉินเหม่ยจวี๋ (陳美菊) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ถอดรหัสสาเหตุที่คะแนนรวมย่อตัวลงไว้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

  1. การกลับสู่สภาวะปกติของเวลาทำงาน: ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการเริ่มลดลง จากช่วงก่อนหน้าที่ต้องเร่งผลิตและให้บริการรับเทศกาลตรุษจีน ทำให้ตัวชี้วัดนี้ลดระดับจากไฟสีแดงลงมาเป็นไฟสีเหลือง-แดง

  2. ความกังวลจากสถานการณ์โลก: นี่คือจุดที่น่าจับตา ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคการผลิตปรับลดลงมาอยู่ที่ "ไฟสีเหลือง-น้ำเงิน" สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังตัวในการวางแผนอนาคตมากขึ้น

นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อส่งออกในกลุ่ม "อุตสาหกรรมดั้งเดิม" ก็เริ่มแผ่วลงตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ดัชนีชี้นำล่วงหน้าปรับตัวลดลงตามไปด้วย

     ตัดภาพมาที่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ กลับพบว่ามีความคึกคักสวนทางกับความกังวลโลก สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ (M1B) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติดีเยี่ยม สะท้อนว่าเงินในกระเป๋าประชาชนและภาคธุรกิจยังหมุนเวียนได้คล่องตัว ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก "ความรู้สึกมั่งคั่ง" (Wealth Effect) จากตลาดหุ้นที่เติบโต ประกอบกับตลาดแรงงานที่มั่นคง นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลก ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ๆ และการแข่งขันกีฬา ต่างก็เป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินให้สะพัดในภาคค้าปลีกและร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง

     ดัชนีบ่งชี้ภาวะปัจจุบันที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เป็นหลักฐานยืนยันว่า เศรษฐกิจไต้หวันในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย อนาคตของการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล ยังคงเป็นไพ่ตายที่ไต้หวันถือครองไว้เหนือคู่แข่ง

     อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดัชนีชี้นำที่ลดลงก็เปรียบเสมือนป้ายเตือนริมทาง ไต้หวันยังคงต้องจับตา "ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้" อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หรือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งพร้อมจะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจได้ทุกเมื่อ (ที่มาภาพบน: ocacnews)

(ที่มา: 經濟日報)

เปิดยุทธศาสตร์พลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวัน 2026: รมว.เศรษฐการส่งสัญญาณบวก เตรียมประมูลเฟสใหม่ พร้อมแก้โจทย์ดึงดูดเม็ดเงินข้ามชาติ

     ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดพลังงานลมนอกชายฝั่งของไต้หวันต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อกลุ่มผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากยุโรป เช่น EDF และ Iberdrola รวมถึงผู้ประกอบการอีกหลายราย เริ่มทยอยถอนตัวออกจากโครงการเดิม ปรากฏการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่า ทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของไต้หวันกำลังจะสูญเสียแรงส่งหรือไม่ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เปรียบเสมือนกำลังหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด

     สำหรับประเด็นดังกล่าวนายกงหมิงซิน (龔明鑫) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน ได้ออกมาชี้แจงเพื่อสยบความกังวล โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ศักยภาพและกำลังการผลิตในพื้นที่น่านน้ำของไต้หวันยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน สำหรับโครงการที่หยุดชะงักไป รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยจะนำไปควบรวมกับแผนการพัฒนาในเฟสที่ 3 และ 4 ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลรอบใหม่ในปี 2027 และตั้งเป้าเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (Grid Connection) ในช่วงปี 2031-2032 เพื่อรักษาความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์พลังงานคาร์บอนต่ำ

    หากวิเคราะห์ถึงรากฐานของปัญหา จะพบว่าไต้หวันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายครั้งใหญ่ จากเดิมที่ใช้ระบบ 'รับซื้อไฟฟ้าในราคาคงที่' (Feed-in Tariff) ที่รัฐเป็นผู้การันตีรายได้ เปลี่ยนมาสู่ 'ระบบประมูลแข่งขัน' เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและกระตุ้นกลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการหลายรายงัดกลยุทธ์ 'เสนอราคาศูนย์' (Zero-price bid) เพื่อให้ชนะการประมูล เมื่อราคาไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป รัฐบาลจึงต้องหันไปพิจารณาเกณฑ์อื่นแทน เช่น ศักยภาพการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน

     แต่นั่นนำมาซึ่งปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เมื่อผู้ชนะการประมูลบางรายไม่สามารถพัฒนาโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้ เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความไม่พร้อมของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายโครงการต้องยุติลงกลางคัน หรืออยู่ในภาวะ 'ล้มก่อนเกิด' ดังเช่นกรณีโครงการขนาด 440 เมกะวัตต์ (MW) ที่มีความเกี่ยวข้องกับ EDF ซึ่งสุดท้ายต้องปิดฉากลง

    ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการออกแบบกลไกตลาด ผนวกกับการที่ไต้หวันเคยบังคับใช้นโยบายสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Localization) ที่เข้มงวด ส่งผลให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจถอยร่น

     เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์และดึงดูดความเชื่อมั่นกลับมา รัฐบาลไต้หวันได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ สำหรับการประมูลในเฟส 3-3 ที่กำลังจะมาถึง ได้มีการรื้อเกณฑ์คัดเลือกใหม่ทั้งหมด โดยให้น้ำหนักกับ 'ความสามารถในการทำโครงการให้สำเร็จจริง' เป็นอันดับแรก ตามด้วยความแข็งแกร่งทางการเงิน และความรับผิดชอบด้าน ESG ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลได้ตัดสินใจ 'ยกเลิก' ข้อกำหนดบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศออกไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนในการเปิดรับและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนระดับโลก ให้กลับมาแข่งขันในตลาดพลังงานลมไต้หวันอีกครั้ง

    ในระยะยาว ศักยภาพของพลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวันยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 'กังหันลมแบบลอยน้ำ' (Floating Wind Turbines) ซึ่งจะช่วยทลายข้อจำกัดด้านพื้นที่ และขยายขอบเขตการผลิตไฟฟ้าออกไปสู่ทะเลลึกได้มากขึ้น

    รัฐบาลไต้หวันได้วางเป้าหมายเชิงรุก โดยคาดว่าภายในปี 2025 จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 5.6 กิกะวัตต์ (GW) และเพิ่มเป็น 18-19 กิกะวัตต์ในปี 2035 ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 40 กิกะวัตต์ ในปี 2050 ซึ่งหากบรรลุเป้าหมายนี้ พลังงานลมจะมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ

(ที่มา: 經濟日報)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解