สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวันเผยเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ยังพุ่งแรงฉุดไม่อยู่ แต่สัญญาณเตือนเริ่มมา! ดัชนีชี้นำหดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 2
หากพูดถึงเศรษฐกิจไต้หวันในนาทีนี้ คำว่า "ร้อนแรง" คงไม่ใช่เรื่องกล่าวเกินจริง สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวัน (NDC) เพิ่งเปิดเผยตัวเลขดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจเดือนล่าสุด ซึ่งยังคงสว่างไสวด้วย "ไฟสีแดง" ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างเต็มกำลัง แต่ท่ามกลางความสว่างไสวนั้น หากเราซูมดูรายละเอียดให้ลึกลงไป จะพบว่าคะแนนรวมในเดือนนี้กลับย่อตัวลงมาอยู่ที่ 39 จุด (ลดลง 2 จุดจากเดือนก่อนหน้า) ขณะเดียวกัน "ดัชนีชี้นำล่วงหน้า" ก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สิ่งนี้กำลังบอกอะไรเรา? เศรษฐกิจไต้หวันกำลังจะเหยียบเบรก หรือนี่เป็นเพียงการชะลอตัวเพื่อวิ่งต่อ?
แม้บางตัวเลขจะเริ่มชะลอตัวลง แต่หากมองไปที่ "กระดูกสันหลัง" ของเศรษฐกิจไต้หวัน อย่างภาคการส่งออกและการผลิต ต้องบอกว่ายังคงแข็งแกร่งระดับไฟแดง พระเอกตัวจริงที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์นี้คือ "กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์บนหน้าจอ แต่กำลังขยายวงกว้างไปสู่ Edge AI หรือเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์รอบตัวเรา ความต้องการชิปขั้นสูงและการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ที่พุ่งกระฉูด ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันต้องเดินเครื่องผลิตกันแบบเต็มกำลัง ภาคธุรกิจต่างพากันเทงบลงทุนขยายฐานการผลิต เพื่อตอบรับกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังเร่งสร้าง
คุณเฉินเหม่ยจวี๋ (陳美菊) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ถอดรหัสสาเหตุที่คะแนนรวมย่อตัวลงไว้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:
การกลับสู่สภาวะปกติของเวลาทำงาน: ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการเริ่มลดลง จากช่วงก่อนหน้าที่ต้องเร่งผลิตและให้บริการรับเทศกาลตรุษจีน ทำให้ตัวชี้วัดนี้ลดระดับจากไฟสีแดงลงมาเป็นไฟสีเหลือง-แดง
ความกังวลจากสถานการณ์โลก: นี่คือจุดที่น่าจับตา ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคการผลิตปรับลดลงมาอยู่ที่ "ไฟสีเหลือง-น้ำเงิน" สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังตัวในการวางแผนอนาคตมากขึ้น
นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อส่งออกในกลุ่ม "อุตสาหกรรมดั้งเดิม" ก็เริ่มแผ่วลงตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ดัชนีชี้นำล่วงหน้าปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ตัดภาพมาที่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ กลับพบว่ามีความคึกคักสวนทางกับความกังวลโลก สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ (M1B) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติดีเยี่ยม สะท้อนว่าเงินในกระเป๋าประชาชนและภาคธุรกิจยังหมุนเวียนได้คล่องตัว ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก "ความรู้สึกมั่งคั่ง" (Wealth Effect) จากตลาดหุ้นที่เติบโต ประกอบกับตลาดแรงงานที่มั่นคง นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลก ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ๆ และการแข่งขันกีฬา ต่างก็เป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินให้สะพัดในภาคค้าปลีกและร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีบ่งชี้ภาวะปัจจุบันที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เป็นหลักฐานยืนยันว่า เศรษฐกิจไต้หวันในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย อนาคตของการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล ยังคงเป็นไพ่ตายที่ไต้หวันถือครองไว้เหนือคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดัชนีชี้นำที่ลดลงก็เปรียบเสมือนป้ายเตือนริมทาง ไต้หวันยังคงต้องจับตา "ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้" อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หรือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งพร้อมจะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจได้ทุกเมื่อ (ที่มาภาพบน: ocacnews)

(ที่มา: 經濟日報)
เปิดยุทธศาสตร์พลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวัน 2026: รมว.เศรษฐการส่งสัญญาณบวก เตรียมประมูลเฟสใหม่ พร้อมแก้โจทย์ดึงดูดเม็ดเงินข้ามชาติ
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดพลังงานลมนอกชายฝั่งของไต้หวันต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อกลุ่มผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากยุโรป เช่น EDF และ Iberdrola รวมถึงผู้ประกอบการอีกหลายราย เริ่มทยอยถอนตัวออกจากโครงการเดิม ปรากฏการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่า ทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของไต้หวันกำลังจะสูญเสียแรงส่งหรือไม่ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เปรียบเสมือนกำลังหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด
สำหรับประเด็นดังกล่าวนายกงหมิงซิน (龔明鑫) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน ได้ออกมาชี้แจงเพื่อสยบความกังวล โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ศักยภาพและกำลังการผลิตในพื้นที่น่านน้ำของไต้หวันยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน สำหรับโครงการที่หยุดชะงักไป รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยจะนำไปควบรวมกับแผนการพัฒนาในเฟสที่ 3 และ 4 ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลรอบใหม่ในปี 2027 และตั้งเป้าเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (Grid Connection) ในช่วงปี 2031-2032 เพื่อรักษาความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์พลังงานคาร์บอนต่ำ
หากวิเคราะห์ถึงรากฐานของปัญหา จะพบว่าไต้หวันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายครั้งใหญ่ จากเดิมที่ใช้ระบบ 'รับซื้อไฟฟ้าในราคาคงที่' (Feed-in Tariff) ที่รัฐเป็นผู้การันตีรายได้ เปลี่ยนมาสู่ 'ระบบประมูลแข่งขัน' เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและกระตุ้นกลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการหลายรายงัดกลยุทธ์ 'เสนอราคาศูนย์' (Zero-price bid) เพื่อให้ชนะการประมูล เมื่อราคาไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป รัฐบาลจึงต้องหันไปพิจารณาเกณฑ์อื่นแทน เช่น ศักยภาพการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
แต่นั่นนำมาซึ่งปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เมื่อผู้ชนะการประมูลบางรายไม่สามารถพัฒนาโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้ เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความไม่พร้อมของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายโครงการต้องยุติลงกลางคัน หรืออยู่ในภาวะ 'ล้มก่อนเกิด' ดังเช่นกรณีโครงการขนาด 440 เมกะวัตต์ (MW) ที่มีความเกี่ยวข้องกับ EDF ซึ่งสุดท้ายต้องปิดฉากลง
ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการออกแบบกลไกตลาด ผนวกกับการที่ไต้หวันเคยบังคับใช้นโยบายสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Localization) ที่เข้มงวด ส่งผลให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจถอยร่น
เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์และดึงดูดความเชื่อมั่นกลับมา รัฐบาลไต้หวันได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ สำหรับการประมูลในเฟส 3-3 ที่กำลังจะมาถึง ได้มีการรื้อเกณฑ์คัดเลือกใหม่ทั้งหมด โดยให้น้ำหนักกับ 'ความสามารถในการทำโครงการให้สำเร็จจริง' เป็นอันดับแรก ตามด้วยความแข็งแกร่งทางการเงิน และความรับผิดชอบด้าน ESG ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลได้ตัดสินใจ 'ยกเลิก' ข้อกำหนดบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศออกไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนในการเปิดรับและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนระดับโลก ให้กลับมาแข่งขันในตลาดพลังงานลมไต้หวันอีกครั้ง
ในระยะยาว ศักยภาพของพลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวันยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 'กังหันลมแบบลอยน้ำ' (Floating Wind Turbines) ซึ่งจะช่วยทลายข้อจำกัดด้านพื้นที่ และขยายขอบเขตการผลิตไฟฟ้าออกไปสู่ทะเลลึกได้มากขึ้น
รัฐบาลไต้หวันได้วางเป้าหมายเชิงรุก โดยคาดว่าภายในปี 2025 จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 5.6 กิกะวัตต์ (GW) และเพิ่มเป็น 18-19 กิกะวัตต์ในปี 2035 ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 40 กิกะวัตต์ ในปี 2050 ซึ่งหากบรรลุเป้าหมายนี้ พลังงานลมจะมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ

(ที่มา: 經濟日報)