ปัญหาสายตาสั้นในเด็กไต้หวันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เด็กประถมปีที่ 1 ทุก 5 คน มี 1 คนสายตาสั้น! เสี่ยงก่อให้เกิด “คลื่นผู้ป่วยตาบอด” ในอนาคต แพทย์เรียกร้องให้การป้องกันสายตาสั้นต้องเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพทุกช่วงวัย เริ่มดูแลตั้งแต่สายตาสั้นเพียงเล็กน้อย เพื่อปกป้องสุขภาพการมองเห็นในระยะยาว
จากการสำรวจของสถาบันด้านตาสากล (International Myopia Institute , IMI) ระบุว่า ประชากรโลกที่มีภาวะสายตาสั้นมีประมาณ 30% ขณะที่ไต้หวันมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยเด็กอนุบาลปีที่ 3 มีภาวะสายตาสั้น 9% และเพิ่มเป็น 19.8% ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเพิ่มถึง 70.6% ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว หมายความว่า เด็กที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เกือบทุก 5 คน จะมี 1 คนที่เริ่มสายตาสั้น และส่วนใหญ่จะมีอาการแย่ลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ที่สายตาสั้นเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ 10 องศา เด็กอายุ 6–15 ปีมีอัตราการเพิ่มของสายตาสั้นเฉลี่ยปีละ 50–100 องศา ซึ่งเร็วกว่าผู้ใหญ่กว่า 10 เท่า
กรมส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Administration : HPA) กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ได้เริ่มโครงการ “การคัดกรองสายตาเด็กก่อนวัยเรียน” ในปีการศึกษา 2568 โดยให้จักษุแพทย์เข้าไปยังโรงเรียนอนุบาลในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อตรวจวัดค่าสายตาด้วยการหยอดยาขยายม่านตาให้เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยการคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถเข้าแทรกแซงได้ในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งจะช่วยป้องกันและชะลอการเกิดภาวะสายตาสั้น รวมทั้งลดความเสี่ยงของสายตาสั้นรุนแรงและโรคตาอื่น ๆ ในอนาคต
ทั้งนี้ เด็กจากครอบครัวด้อยโอกาสมักถูกตรวจพบช้ากว่า และมีแนวโน้มแย่ลงเร็วกว่า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การควบคุมสายตาสั้นไม่ใช่เพียงปัญหาทางการแพทย์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางสังคมและสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากระบบสาธารณสุข นโยบายรัฐ และภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงของการตาบอดและภาวะทุพพลภาพในอนาคต
นายแพทย์หวังอี้จง ประธานสมาคมจักษุแพทย์แห่งไต้หวันชี้ว่า สายตาสั้นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพการมองเห็นตลอดชีวิต งานวิจัยยืนยันว่า ยิ่งเริ่มสายตาสั้นเร็ว ยิ่งมีความเสี่ยงพัฒนาเป็นสายตาสั้นรุนแรงสูง หากไม่ควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคตาที่อาจทำให้ตาบอด เช่น ความเสื่อมของจอประสาทตาส่วนกลาง จอประสาทตาลอก และต้อกระจก
ในสังคมที่มีอายุขัยของประชากรยืนยาวขึ้น ปัญหาสายตาในเด็กกำลังสะสมเป็นภาระด้านการแพทย์และการดูแลในอนาคต ทำให้ “การควบคุมสายตาสั้น” กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป และจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดูแลสายตาใหม่
ไต้หวันกำลังเผชิญภาวะสายตาสั้นในเด็ก โดยมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ในระดับ 2.7% ข้อมูลระบุว่า นักเรียนประถมปีที่ 6 มีอัตราสายตาสั้นรุนแรงถึง 10.3% เพิ่มเป็น 28% ในมัธยมต้นปีที่ 3 และสูงถึง 35.7% ในมัธยมปลายปีที่ 3
นอกจากนี้สายตาสั้นรุนแรงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคตาที่อาจทำให้ตาบอด แพทย์หวังอี้จงระบุว่า ผู้ที่มีสายตาสั้นรุนแรงมีความเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมสูงกว่าคนทั่วไป 41 เท่า ความเสี่ยงจอประสาทตาลอกเพิ่มขึ้น 9 เท่า และความเสี่ยงต้อกระจกเพิ่มขึ้น 3 เท่า หากสายตาสั้นถึง 800 องศา ความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมอาจเพิ่มสูงถึง 126 เท่า
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ สายตาสั้นรุนแรงมีลักษณะ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” หากพลาดช่วงเวลาสำคัญในการควบคุมในวัยเด็ก แม้จะรักษาอย่างจริงจังในวัยผู้ใหญ่ ก็ยากที่จะฟื้นฟูความเสียหายเชิงโครงสร้างของดวงตา
ดังนั้น การควบคุมสายตาสั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแต่ละครอบครัว แต่เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อภาระการดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุของทั้งสังคมในอนาคต และทำให้วงการแพทย์ต้องหันมาทบทวนรูปแบบการดูแลสายตาในปัจจุบันอย่างจริงจัง

ปัญหาสายตาในเด็ก กำลังเป็นภาระด้านการแพทย์และการดูแลในอนาคต ทำให้ “การควบคุมสายตาสั้น” กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป และจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดูแลสายตาใหม่ (ภาพจาก กองทุนช่วยเหลือครอบครัว (CCF) สาขาเกาสงตอนใต้)
สาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกันสายตาสั้น
“สายตาสั้น” เป็นปัญหาทางสายตาที่พบเจอโดยทั่วไป หลายคนอาจจะยังสับสนอยู่ว่ามองไกลไม่ชัดสายตาสั้นหรือยาว? สายตาสั้นไม่ได้มีแค่ระดับเดียว แต่มีหลายระดับที่ส่งผลต่อการมองเห็นแตกต่างกันไป และไม่เพียงแค่ทำให้มองเห็นวัตถุในระยะไกลไม่ชัดเจนเท่านั้น แต่ในบางกรณีอาจส่งผลให้มองแทบไม่เห็นในที่สว่างหรือที่มีแสงจ้า
สายตาสั้นคือการที่แสงไม่โฟกัสที่จอประสาทตา แต่ไปตกที่ด้านหน้าของจอ ทำให้มองเห็นภาพไกลไม่ชัดเจน โดยมีปัจจัยต่างๆ เช่น ลูกตามีความยาวเกินไป กระจกตาหรือเลนส์โค้งมากเกินไป พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อายุ และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงปัจจัยทางการแพทย์
การเช็กระดับสายตาสั้นแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับเบา มักไม่รุนแรง
ระดับปานกลาง ต้องการแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์
ระดับรุนแรง (Dioptre > -6.00) ซึ่งอาจต้องใช้แว่นตาความหนาสูงหรือพิจารณาผ่าตัด
สังเกตอาการเริ่มต้นของสายตาสั้น ที่ไม่ควรมองข้าม
สายตาสั้นมีอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้จากการมองเห็นไม่ชัดเจนในระยะไกล และบางครั้งอาจจะรู้สึกว่ามองไม่เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ดีเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเริ่มเห็นภาพเบลอเมื่อมอง ต้องเพ่งสายตาเมื่อมองสิ่งที่อยู่ไกลออกไปหรืออาจจะรู้สึกปวดตาเมื่อต้องเพ่งสายตามากๆ เมื่อเกิดอาการสายตาสั้น ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เช่น การไม่สามารถอ่านป้ายถนนหรือเลขทะเบียนรถได้ชัดเจนจากระยะไกล
แนวทางการรักษาสายตาสั้น
การรักษาสายตาสั้นสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและความสะดวกในการใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยหลักๆ แล้วมี 3 วิธีในการรักษาสายตาสั้นที่ได้รับความนิยม ดังนี้
1. การใส่แว่นตา
แว่นตาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุดในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้น แว่นตาจะช่วยปรับให้แสงโฟกัสตรงจอประสาทตา โดยแว่นตาจะทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่มีสายตาสั้นสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ชัดเจนขึ้น วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่เจ็บปวด เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นในระดับที่ไม่รุนแรงมาก หรือผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด
2. การใส่คอนแท็กต์เลนส์
คอนแท็กต์เลนส์เป็นตัวเลือกที่นิยมในหมู่คนที่ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือไม่ชอบให้มีกรอบแว่นบนใบหน้า คอนแท็กต์เลนส์จะทำหน้าที่เหมือนแว่นตา ช่วยปรับการโฟกัสแสงให้ถูกต้อง ทำให้ผู้ที่มีสายตาสั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่ข้อดีของคอนแท็กต์เลนส์คือจะไม่มีกรอบแว่นมาขวางทางการมองเห็น และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น เช่น การเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง
3. การผ่าตัดเลเซอร์หรือเลสิก (LASIK)
การรักษาสายตาสั้นด้วยเลสิกเป็นวิธีที่ช่วยรักษาสายตาสั้นอย่างถาวร โดยการใช้เลเซอร์ปรับรูปทรงของกระจกตา เพื่อให้แสงที่เข้าสู่ตาตกลงบนจอประสาทตาอย่างถูกต้อง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นในระดับสูง หรือผู้ที่ไม่ต้องการใช้แว่นตาและคอนแท็กต์เลนส์อีกต่อไป
การทำเลสิกเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยและสามารถช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้นได้อย่างถาวร แต่ก็ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนว่าเหมาะสมกับการทำผ่าตัดวิธีไหน หรือเหมาะกับการผ่าตัดหรือไม่
รวม 7 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยป้องกันสายตาสั้น
การป้องกันสายตาสั้นได้โดยการดูแลและปฏิบัติตามวิธีต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของสายตาและลดความเสี่ยงสายตาสั้น ดังนี้
1.หากต้องใช้สายตานานๆ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก 20 - 30 นาที โดยมองห่างจากจอหรือหนังสือประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อตาต้องการพักผ่อนและไม่เกิดความเครียด
2.ควรจัดแสงในพื้นที่ทำงานหรือการเรียนให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเพ่งสายตาในสภาพแสงที่ไม่เพียงพอหรือจ้ามากเกินไป ซึ่งจะช่วยให้สายตามีความสะดวกในการทำงาน
3. ควรตั้งระยะห่างจากจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือให้ห่างจากตาประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร และไม่ควรมองหน้าจอจากระยะใกล้เกินไป เพราะอาจทำให้เกิดความเครียดกับดวงตา
4.การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอช่วยให้ดวงตาได้พักและฟื้นฟูจากการใช้งานหนัก
รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตา โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน A, C, E และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ผักใบเขียวและผลไม้สด เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพตาและป้องกันการเกิดปัญหาทางสายตา
5.ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตา เพราะหากพบว่าเป็นสายตาสั้นในระยะแรก จะช่วยให้รักษาได้ทันเวลาและป้องกันไม่ให้สายตาแย่ลง
6.หลีกเลี่ยงใช้สายตานานๆ หรือมองสิ่งต่างๆ ในระยะใกล้เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์มือถือ ควรพักสายตาหรือเปลี่ยนกิจกรรมบ้างเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดต่อดวงตา
ที่มาข้อมูล
1. money.udn.com
2. bangkokeyehospital.com
4.samitivejchinatown.com