Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569

ช่องทางขอความช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนไทยในไต้หวัน
ช่องทางขอความช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนไทยในไต้หวัน

1. เซฟไว้เลย! ช่องทางขอความช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนไทยในไต้หวัน

           ปัจจุบันมีคนไทยพำนักและดำเนินชีวิตในไต้หวันไม่น้อยกว่า 100,000 คน ทั้งในฐานะแรงงาน นักศึกษา ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และนักท่องเที่ยว แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะมีล่ามคอยให้ความช่วยเหลือ แต่ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินและไม่สามารถติดต่อผู้ใดได้ทันท่วงที การรู้จักช่องทางและหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องย่อมช่วยลดความเสี่ยงและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลข 119

      หมายเลขแรกที่ควรจดจำคือสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 119 ซึ่งให้บริการเป็นภาษาจีน ผู้โทรแจ้งควรพูดช้า ๆ และอธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลักษณะของเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ และสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ แนะนำให้โทรตรงไปยังสายด่วนคุ้มครองแรงงาน หมายเลข 1955 ซึ่งมีบริการล่ามแปลภาษา เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการประสานงานหลายสายพร้อมกัน

ชาวไต้หวันนิยมซื้อรถพยาบาลบริจาคให้โรงพยาบาล ในภาพเป็นรถพยาบาลที่นครไทจง (ภาพจาก chinatimes.com)

สำนักงานแรงงานไทยในไต้หวัน

      แรงงานไทยที่ต้องการความช่วยเหลือนอกเหนือจากสายด่วน 1955 ของกระทรวงแรงงานไต้หวัน สามารถติดต่อสำนักงานแรงงานไทยซึ่งมีที่ตั้งสองแห่ง ดังนี้ :

      1. สำนักงานแรงงานไทย ไทเป รับผิดชอบดูแลแรงงานในพื้นที่ฮัวเหลียน หนานโถว ไทจง และบริเวณภาคเหนือของไต้หวัน โทรศัพท์ 02-2701-1413 ต่อ 9, 203, 205, 206, 207, 209

      2. สำนักงานแรงงานไทย เกาสง รับผิดชอบดูแลแรงงานในพื้นที่ตั้งแต่จางฮั่วลงไปและบริเวณภาคใต้ของไต้หวัน โทรศัพท์ 07-3380052 และ 07-3384334

      ทั้งสองสำนักงานให้บริการในวันและเวลาราชการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00–17.00 น.

หน้าที่ทำการสำนักงานแรงงานไทย ไทเป (ภาพจาก Rti)

สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (กงสุลไทยในไต้หวัน)

      สำหรับแรงงานไทยผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยว และนักศึกษา ที่ประสบปัญหาถูกจับกุม ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ หรือต้องการคำปรึกษาและการต่ออายุเอกสารสำคัญ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (Thailand Trade and Economic Office: TTEO / 泰國貿易經濟辦事處) ตั้งอยู่ที่ No. 206, Section 3, Civic Blvd, Da'an District, Taipei City 106 (106 台北市大安區市民大道三段206)

      1. โทรศัพท์ฝ่ายคุ้มครองและดูแลคนไทย 02-2775-2211 ต่อ 110–119 ในวันและเวลาราชการ

      2. สายด่วนนอกเวลาราชการสำหรับกรณีเร่งด่วนและฉุกเฉิน 0952-238-931

อาคารที่ทำการสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (ภาพจาก facebook.com/TTEOTAIPEI)

2. ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานต่างชาติกึ่งฝีมือ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

      แรงงานต่างชาติทุกคนที่เข้ามาทำงานในไต้หวันมีหน้าที่ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องตรวจครั้งแรกภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เดินทางถึง และตรวจซ้ำในช่วงเดือนที่ 6, 18 และ 30 ของการทำงาน ณ โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ

      เมื่อแรงงานได้รับการเลื่อนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ระเบียบการตรวจสุขภาพจะมีความแตกต่างจากแรงงานต่างชาติทั่วไป ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือภาคการผลิต

      กรณีนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง แรงงานต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่รัฐกำหนดภายใน 3 วันทำการหลังจากเดินทางถึงไต้หวัน และต้องตรวจซ้ำในช่วงเดือนที่ 6, 18 และ 30 ตามลำดับ หากนายจ้างละเลยไม่นำแรงงานเข้ารับการตรวจตามกำหนด จะมีโทษปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน

      กรณีแรงงานที่พำนักอยู่ในไต้หวันแล้วและเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ในการยื่นขอใบอนุญาตทำงานครั้งแรกในฐานะแรงงานกึ่งฝีมือ โดยหลักการแล้วต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีที่แรงงานเคยทำงานในฐานะแรงงานทั่วไปมาก่อน หากผลการตรวจสุขภาพเดิมยังไม่หมดอายุและมีรายการตรวจครบถ้วนตามข้อกำหนด สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ได้โดยไม่ต้องตรวจใหม่ ส่วนการตรวจสุขภาพในครั้งต่อ ๆ ไป ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกับแรงงานในท้องถิ่น ตามระเบียบการคุ้มครองสุขภาพแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรม โดยตรวจทุก 3–5 ปี และรายการตรวจจะแตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม ทั้งนี้ นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและมีหน้าที่จัดให้มีการตรวจตามที่กฎหมายกำหนด

ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือภาคสวัสดิการสังคม

      สำหรับแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ ผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ไม่มีข้อกำหนดให้ตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนเช่นแรงงานทั่วไป แต่ยังคงต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพทุก 3 ปี ซึ่งประกอบด้วยการเอกซเรย์ปอดและการตรวจร่างกายทั่วไป และต้องแนบผลการตรวจดังกล่าวทุกครั้งที่มีการต่อสัญญาหรือเปลี่ยนนายจ้าง

รายการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานทั่วไปและแรงงานกึ่งฝีมือใน 3 ปีแรกประกอบด้วย

      1. การตรวจร่างกายทั่วไป

      2. การเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อตรวจหาวัณโรค

      3. การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อซิฟิลิส

      4. การตรวจพยาธิในอุจจาระ

      5. การตรวจโรคเรื้อน

      6. หลักฐานการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดและหัดเยอรมัน

ข้อควรระวังเมื่อมีการเปลี่ยนนายจ้าง

      ในกรณีที่แรงงานกึ่งฝีมือมีการเปลี่ยนนายจ้าง หากระยะเวลานับจากการตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเกินกว่า 1 ปี นายจ้างใหม่มีหน้าที่นำแรงงานเข้ารับการตรวจสุขภาพภายใน 7 วัน นับจากวันที่ใบอนุญาตจ้างงานฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ หากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรอบการตรวจสุขภาพ 30 เดือนพอดี สามารถรวมการตรวจทั้งสองกรณีไว้ในครั้งเดียวกันได้

3. นายจ้างภาคธุรกิจและครัวเรือนกังวลนโยบาย "ศูนย์ค่าใช้จ่าย" ดันต้นทุนพุ่ง เสี่ยงย้ายฐานการผลิต สมาคมนายจ้างผู้อนุบาลเร่งล่ารายชื่อคัดค้าน

นับตั้งแต่ไต้หวันได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา (ART) และให้คำมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ประกาศนโยบายแก้ไขกฎหมายภายในระยะเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิตและภาคการประมงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายก่อนการเดินทางและระหว่างการทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งนำแนวคิด "การรับสมัครที่เป็นธรรม" มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ซึ่งหมายความว่าแรงงานจะไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกต่อไปในอนาคต

ภาคธุรกิจและครัวเรือนแสดงความกังวล เร่งล่ารายชื่อคัดค้าน

นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน จนนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อผ่านแพลตฟอร์ม JOIN ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยสมาคมนายจ้างผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยและผู้พิการแห่งไต้หวันได้ยื่นข้อเสนอคัดค้านอย่างเป็นทางการ ด้วยความเป็นห่วงว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงนายจ้างภาคครัวเรือนที่ว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติจะไม่สามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยภายในระยะเวลาก 1 เดือนเศษ มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 4,000 ราย จากกรอบเวลาที่เปิดรับลายชื่อทั้งสิ้น 60 วัน

ประเมินต้นทุนเพิ่มสูงถึง 200,000 เหรียญไต้หวันต่อคน

สมาคมฯ ระบุว่า หากรัฐบาลดำเนินนโยบายตามแผนที่วางไว้ นายจ้างอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสูงถึง 100,000–200,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติหนึ่งคน ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอย่างยิ่งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีอัตรากำไรต่ำ อาจนำไปสู่การปิดกิจการหรือการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ สำหรับภาคการประมง ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจบีบบังคับให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนการจดทะเบียนสัญชาติเรือหรือยุติการดำเนินกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสิทธิการจ้างงานของแรงงานท้องถิ่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารกิจการรถไฟฟ้าเถาหยวน)

ครัวเรือนที่ดูแลผู้ป่วยรับภาระซ้ำซ้อน

ในส่วนของภาคครัวเรือนที่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อนุบาลต่างชาติในการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบสวัสดิการของรัฐยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ นายจ้างกลุ่มนี้ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน เบี้ยประกันสุขภาพ และค่าที่พักอยู่แล้ว หากนโยบายนี้ขยายผลมาครอบคลุมภาคครัวเรือนด้วย จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารกิจการรถไฟฟ้าเถาหยวน)

ตั้งข้อสังเกตกระบวนการนโยบายขาดความโปร่งใส

สมาคมนายจ้างยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายนี้ขาดการประเมินผลกระทบที่โปร่งใสและขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน อีกทั้งระบบการจ้างตรงในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งในด้านจำนวนจุดบริการที่น้อยและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงต้องพึ่งพาบริษัทจัดหางานเป็นหลัก และหากต้นทุนการจ้างงานตามกฎหมายสูงเกินไป อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้นายจ้างบางรายหันไปพึ่งพาตลาดแรงงานนอกระบบ ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาแรงงานหลบหนีและแรงงานผิดกฎหมายทวีความรุนแรงมากขึ้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในหลายประเด็น ได้แก่ การชะลอการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกไปก่อน และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการประมง และภาคครัวเรือน พร้อมทั้งเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนอย่างโปร่งใสและรอบด้าน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก LTN)

นอกจากนี้ สมาคมฯ เสนอให้รัฐบาลเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน เพื่อกำหนดรูปแบบการแบ่งเฉลี่ยภาระค่าใช้จ่ายระหว่างรัฐบาล นายจ้าง ประเทศต้นทาง และบริษัทจัดหางานอย่างสมดุลและเป็นธรรม รวมถึงจัดให้มีมาตรการสนับสนุนทางภาษีและเงินอุดหนุนจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาระของภาคเอกชน

ข้อเสนอยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการกระจายแหล่งนำเข้าแรงงานให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ควบคู่กับการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมการจ้างงานเพื่อลดภาระของครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วย พร้อมกันนี้ ควรพัฒนาระบบการจ้างงานตรงให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและครัวเรือน รวมทั้งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานหลบหนีอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล

สมาคมนายจ้างย้ำจุดยืนว่า มิได้คัดค้านหลักการจัดหาแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม แต่เห็นว่าภาระควรถูกกระจายอย่างเหมาะสมระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลควรรับบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลเชิงระบบ มิใช่ผลักภาระที่เกิดจากแรงกดดันระหว่างประเทศไปสู่ภาคเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผู้อนุบาลอินโดนีเซียในสวนสาธารณะ (ภาพจาก udn.com)

ทั้งนี้ ข้อเสนอของสมาคมฯ ถูกยื่นเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา และเริ่มเปิดรับลายชื่อตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน โดย ณ วันที่ 20 พฤษภาคม มีผู้ร่วมลงนามแล้วกว่า 4,000 ราย แพลตฟอร์ม JOIN ซึ่งจัดตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาประเทศ ได้รับแรงบันดาลใจจากเว็บไซต์ We the People ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เปิดให้พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่ถือบัตรถิ่นที่อยู่สามารถลงทะเบียน ยื่นข้อเสนอ และร่วมลงชื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ หากข้อเสนอใดได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่า 5,000 รายชื่อภายใน 60 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องตอบกลับภายในกรอบเวลาเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับข้อมูลเชิงอ้างอิง รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า บริษัทจัดหางานในหลายประเทศมักเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานจากแรงงานต่างชาติในอัตราสูง เช่น แรงงานฟิลิปปินส์อาจต้องจ่ายราว 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แรงงานไทยและอินโดนีเซียอาจสูงถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ และแรงงานเวียดนามอาจสูงถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากดำเนินนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานอย่างเต็มรูปแบบ นายจ้างอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มสูงสุดถึงประมาณ 190,000 เหรียญไต้หวันต่อคน

ในอดีต อินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งผู้อนุบาลในครัวเรือนรายใหญ่ของไต้หวัน เคยผลักดันนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานสำหรับตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และระงับการส่งแรงงานมายังไต้หวันเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเจรจาหลายรอบ ไต้หวันได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว และกลับไปใช้ระบบการเจรจาระหว่างนายจ้างกับแรงงานตามปกติ ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ปรับเพิ่มเกณฑ์ค่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือนในปี 2565 จาก 17,000 เหรียญเป็น 20,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่เปราะบาง โดยมาตรการอุดหนุนดังกล่าวสิ้นสุดการรับยื่นคำขอเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ยังต้องติดตามต่อไปว่า การล่ารายชื่อของกลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลครั้งนี้จะมีพลังขับเคลื่อนเทียบเท่ากรณีการคัดค้านนโยบายนำเข้าแรงงานอินเดียก่อนหน้านี้หรือไม่ และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อทิศทางของนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพียงใด

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解