1. เซฟไว้เลย! ช่องทางขอความช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนไทยในไต้หวัน
ปัจจุบันมีคนไทยพำนักและดำเนินชีวิตในไต้หวันไม่น้อยกว่า 100,000 คน ทั้งในฐานะแรงงาน นักศึกษา ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และนักท่องเที่ยว แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะมีล่ามคอยให้ความช่วยเหลือ แต่ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินและไม่สามารถติดต่อผู้ใดได้ทันท่วงที การรู้จักช่องทางและหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องย่อมช่วยลดความเสี่ยงและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลข 119
หมายเลขแรกที่ควรจดจำคือสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 119 ซึ่งให้บริการเป็นภาษาจีน ผู้โทรแจ้งควรพูดช้า ๆ และอธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลักษณะของเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ และสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ แนะนำให้โทรตรงไปยังสายด่วนคุ้มครองแรงงาน หมายเลข 1955 ซึ่งมีบริการล่ามแปลภาษา เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการประสานงานหลายสายพร้อมกัน

ชาวไต้หวันนิยมซื้อรถพยาบาลบริจาคให้โรงพยาบาล ในภาพเป็นรถพยาบาลที่นครไทจง (ภาพจาก chinatimes.com)
สำนักงานแรงงานไทยในไต้หวัน
แรงงานไทยที่ต้องการความช่วยเหลือนอกเหนือจากสายด่วน 1955 ของกระทรวงแรงงานไต้หวัน สามารถติดต่อสำนักงานแรงงานไทยซึ่งมีที่ตั้งสองแห่ง ดังนี้ :
1. สำนักงานแรงงานไทย ไทเป รับผิดชอบดูแลแรงงานในพื้นที่ฮัวเหลียน หนานโถว ไทจง และบริเวณภาคเหนือของไต้หวัน โทรศัพท์ 02-2701-1413 ต่อ 9, 203, 205, 206, 207, 209
2. สำนักงานแรงงานไทย เกาสง รับผิดชอบดูแลแรงงานในพื้นที่ตั้งแต่จางฮั่วลงไปและบริเวณภาคใต้ของไต้หวัน โทรศัพท์ 07-3380052 และ 07-3384334
ทั้งสองสำนักงานให้บริการในวันและเวลาราชการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00–17.00 น.

หน้าที่ทำการสำนักงานแรงงานไทย ไทเป (ภาพจาก Rti)
สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (กงสุลไทยในไต้หวัน)
สำหรับแรงงานไทยผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยว และนักศึกษา ที่ประสบปัญหาถูกจับกุม ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ หรือต้องการคำปรึกษาและการต่ออายุเอกสารสำคัญ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (Thailand Trade and Economic Office: TTEO / 泰國貿易經濟辦事處) ตั้งอยู่ที่ No. 206, Section 3, Civic Blvd, Da'an District, Taipei City 106 (106 台北市大安區市民大道三段206號)
1. โทรศัพท์ฝ่ายคุ้มครองและดูแลคนไทย 02-2775-2211 ต่อ 110–119 ในวันและเวลาราชการ
2. สายด่วนนอกเวลาราชการสำหรับกรณีเร่งด่วนและฉุกเฉิน 0952-238-931

อาคารที่ทำการสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (ภาพจาก facebook.com/TTEOTAIPEI)
2. ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานต่างชาติกึ่งฝีมือ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
แรงงานต่างชาติทุกคนที่เข้ามาทำงานในไต้หวันมีหน้าที่ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องตรวจครั้งแรกภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เดินทางถึง และตรวจซ้ำในช่วงเดือนที่ 6, 18 และ 30 ของการทำงาน ณ โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ

เมื่อแรงงานได้รับการเลื่อนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ระเบียบการตรวจสุขภาพจะมีความแตกต่างจากแรงงานต่างชาติทั่วไป ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือภาคการผลิต
กรณีนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง แรงงานต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่รัฐกำหนดภายใน 3 วันทำการหลังจากเดินทางถึงไต้หวัน และต้องตรวจซ้ำในช่วงเดือนที่ 6, 18 และ 30 ตามลำดับ หากนายจ้างละเลยไม่นำแรงงานเข้ารับการตรวจตามกำหนด จะมีโทษปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน

กรณีแรงงานที่พำนักอยู่ในไต้หวันแล้วและเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ในการยื่นขอใบอนุญาตทำงานครั้งแรกในฐานะแรงงานกึ่งฝีมือ โดยหลักการแล้วต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีที่แรงงานเคยทำงานในฐานะแรงงานทั่วไปมาก่อน หากผลการตรวจสุขภาพเดิมยังไม่หมดอายุและมีรายการตรวจครบถ้วนตามข้อกำหนด สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ได้โดยไม่ต้องตรวจใหม่ ส่วนการตรวจสุขภาพในครั้งต่อ ๆ ไป ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกับแรงงานในท้องถิ่น ตามระเบียบการคุ้มครองสุขภาพแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรม โดยตรวจทุก 3–5 ปี และรายการตรวจจะแตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม ทั้งนี้ นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและมีหน้าที่จัดให้มีการตรวจตามที่กฎหมายกำหนด

ระเบียบการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือภาคสวัสดิการสังคม
สำหรับแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ ผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ไม่มีข้อกำหนดให้ตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนเช่นแรงงานทั่วไป แต่ยังคงต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพทุก 3 ปี ซึ่งประกอบด้วยการเอกซเรย์ปอดและการตรวจร่างกายทั่วไป และต้องแนบผลการตรวจดังกล่าวทุกครั้งที่มีการต่อสัญญาหรือเปลี่ยนนายจ้าง
รายการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานทั่วไปและแรงงานกึ่งฝีมือใน 3 ปีแรกประกอบด้วย
1. การตรวจร่างกายทั่วไป
2. การเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อตรวจหาวัณโรค
3. การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อซิฟิลิส
4. การตรวจพยาธิในอุจจาระ
5. การตรวจโรคเรื้อน
6. หลักฐานการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดและหัดเยอรมัน

ข้อควรระวังเมื่อมีการเปลี่ยนนายจ้าง
ในกรณีที่แรงงานกึ่งฝีมือมีการเปลี่ยนนายจ้าง หากระยะเวลานับจากการตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเกินกว่า 1 ปี นายจ้างใหม่มีหน้าที่นำแรงงานเข้ารับการตรวจสุขภาพภายใน 7 วัน นับจากวันที่ใบอนุญาตจ้างงานฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ หากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรอบการตรวจสุขภาพ 30 เดือนพอดี สามารถรวมการตรวจทั้งสองกรณีไว้ในครั้งเดียวกันได้
3. นายจ้างภาคธุรกิจและครัวเรือนกังวลนโยบาย "ศูนย์ค่าใช้จ่าย" ดันต้นทุนพุ่ง เสี่ยงย้ายฐานการผลิต สมาคมนายจ้างผู้อนุบาลเร่งล่ารายชื่อคัดค้าน
นับตั้งแต่ไต้หวันได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา (ART) และให้คำมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ประกาศนโยบายแก้ไขกฎหมายภายในระยะเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิตและภาคการประมงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายก่อนการเดินทางและระหว่างการทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งนำแนวคิด "การรับสมัครที่เป็นธรรม" มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ซึ่งหมายความว่าแรงงานจะไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกต่อไปในอนาคต

ภาคธุรกิจและครัวเรือนแสดงความกังวล เร่งล่ารายชื่อคัดค้าน
นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน จนนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อผ่านแพลตฟอร์ม JOIN ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยสมาคมนายจ้างผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยและผู้พิการแห่งไต้หวันได้ยื่นข้อเสนอคัดค้านอย่างเป็นทางการ ด้วยความเป็นห่วงว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงนายจ้างภาคครัวเรือนที่ว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติจะไม่สามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยภายในระยะเวลาก 1 เดือนเศษ มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 4,000 ราย จากกรอบเวลาที่เปิดรับลายชื่อทั้งสิ้น 60 วัน

ประเมินต้นทุนเพิ่มสูงถึง 200,000 เหรียญไต้หวันต่อคน
สมาคมฯ ระบุว่า หากรัฐบาลดำเนินนโยบายตามแผนที่วางไว้ นายจ้างอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสูงถึง 100,000–200,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติหนึ่งคน ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอย่างยิ่งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีอัตรากำไรต่ำ อาจนำไปสู่การปิดกิจการหรือการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ สำหรับภาคการประมง ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจบีบบังคับให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนการจดทะเบียนสัญชาติเรือหรือยุติการดำเนินกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสิทธิการจ้างงานของแรงงานท้องถิ่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารกิจการรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ครัวเรือนที่ดูแลผู้ป่วยรับภาระซ้ำซ้อน
ในส่วนของภาคครัวเรือนที่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อนุบาลต่างชาติในการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบสวัสดิการของรัฐยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ นายจ้างกลุ่มนี้ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน เบี้ยประกันสุขภาพ และค่าที่พักอยู่แล้ว หากนโยบายนี้ขยายผลมาครอบคลุมภาคครัวเรือนด้วย จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารกิจการรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ตั้งข้อสังเกตกระบวนการนโยบายขาดความโปร่งใส
สมาคมนายจ้างยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายนี้ขาดการประเมินผลกระทบที่โปร่งใสและขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน อีกทั้งระบบการจ้างตรงในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งในด้านจำนวนจุดบริการที่น้อยและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงต้องพึ่งพาบริษัทจัดหางานเป็นหลัก และหากต้นทุนการจ้างงานตามกฎหมายสูงเกินไป อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้นายจ้างบางรายหันไปพึ่งพาตลาดแรงงานนอกระบบ ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาแรงงานหลบหนีและแรงงานผิดกฎหมายทวีความรุนแรงมากขึ้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าว สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในหลายประเด็น ได้แก่ การชะลอการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกไปก่อน และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการประมง และภาคครัวเรือน พร้อมทั้งเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนอย่างโปร่งใสและรอบด้าน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก LTN)
นอกจากนี้ สมาคมฯ เสนอให้รัฐบาลเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน เพื่อกำหนดรูปแบบการแบ่งเฉลี่ยภาระค่าใช้จ่ายระหว่างรัฐบาล นายจ้าง ประเทศต้นทาง และบริษัทจัดหางานอย่างสมดุลและเป็นธรรม รวมถึงจัดให้มีมาตรการสนับสนุนทางภาษีและเงินอุดหนุนจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาระของภาคเอกชน
ข้อเสนอยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการกระจายแหล่งนำเข้าแรงงานให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ควบคู่กับการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมการจ้างงานเพื่อลดภาระของครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วย พร้อมกันนี้ ควรพัฒนาระบบการจ้างงานตรงให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและครัวเรือน รวมทั้งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานหลบหนีอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล
สมาคมนายจ้างย้ำจุดยืนว่า มิได้คัดค้านหลักการจัดหาแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม แต่เห็นว่าภาระควรถูกกระจายอย่างเหมาะสมระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลควรรับบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลเชิงระบบ มิใช่ผลักภาระที่เกิดจากแรงกดดันระหว่างประเทศไปสู่ภาคเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผู้อนุบาลอินโดนีเซียในสวนสาธารณะ (ภาพจาก udn.com)
ทั้งนี้ ข้อเสนอของสมาคมฯ ถูกยื่นเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา และเริ่มเปิดรับลายชื่อตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน โดย ณ วันที่ 20 พฤษภาคม มีผู้ร่วมลงนามแล้วกว่า 4,000 ราย แพลตฟอร์ม JOIN ซึ่งจัดตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาประเทศ ได้รับแรงบันดาลใจจากเว็บไซต์ We the People ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เปิดให้พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่ถือบัตรถิ่นที่อยู่สามารถลงทะเบียน ยื่นข้อเสนอ และร่วมลงชื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ หากข้อเสนอใดได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่า 5,000 รายชื่อภายใน 60 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องตอบกลับภายในกรอบเวลาเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนด
สำหรับข้อมูลเชิงอ้างอิง รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า บริษัทจัดหางานในหลายประเทศมักเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานจากแรงงานต่างชาติในอัตราสูง เช่น แรงงานฟิลิปปินส์อาจต้องจ่ายราว 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แรงงานไทยและอินโดนีเซียอาจสูงถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ และแรงงานเวียดนามอาจสูงถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากดำเนินนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานอย่างเต็มรูปแบบ นายจ้างอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มสูงสุดถึงประมาณ 190,000 เหรียญไต้หวันต่อคน
ในอดีต อินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งผู้อนุบาลในครัวเรือนรายใหญ่ของไต้หวัน เคยผลักดันนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานสำหรับตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และระงับการส่งแรงงานมายังไต้หวันเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเจรจาหลายรอบ ไต้หวันได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว และกลับไปใช้ระบบการเจรจาระหว่างนายจ้างกับแรงงานตามปกติ ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ปรับเพิ่มเกณฑ์ค่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือนในปี 2565 จาก 17,000 เหรียญเป็น 20,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่เปราะบาง โดยมาตรการอุดหนุนดังกล่าวสิ้นสุดการรับยื่นคำขอเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา
ยังต้องติดตามต่อไปว่า การล่ารายชื่อของกลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลครั้งนี้จะมีพลังขับเคลื่อนเทียบเท่ากรณีการคัดค้านนโยบายนำเข้าแรงงานอินเดียก่อนหน้านี้หรือไม่ และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อทิศทางของนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพียงใด