1. กระทรวงแรงงานไต้หวันศึกษาแนวทางต่างประเทศ เตรียมเพิ่มบทลงโทษแรงงานต่างชาติหลบหนี เล็งใช้มาตรการเด็ดขาดตามรอยญี่ปุ่น-สิงคโปร์
จากกรณีที่กระทรวงแรงงานไต้หวันมีแผนนำเข้าแรงงานจากอินเดีย ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่ชาวไต้หวันอย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของคดีอาชญากรรมทางเพศ และปัญหาอัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความไม่พอใจให้แก่สังคมในวงกว้าง

กระทรวงแรงงานได้รวบรวมข้อมูลมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติจากประเทศที่มีการนำเข้าแรงงานอินเดียอยู่ก่อนแล้ว อาทิ ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ พบว่าหลายประเทศมีแนวโน้มปรับใช้บทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
สำหรับญี่ปุ่น ใช้ "กฎหมายการเข้าเมืองและการรับรองผู้ลี้ภัย" เป็นกรอบหลักในการจัดการแรงงานต่างชาติที่กระทำผิด โดยหากแรงงานต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธและปืน แม้ศาลจะมีคำพิพากษารอลงอาญา ก็ยังถูกเพิกถอนสิทธิพำนักและสิทธิการทำงาน พร้อมถูกส่งตัวกลับประเทศโดยทันที

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวนตรวจจับแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ในกรณีที่ถูกส่งกลับ แรงงานต่างชาติจะถูกห้ามเดินทางเข้าญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 5–10 ปี ตามระดับความร้ายแรงของความผิด ส่วนผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงที่สุด เช่น คดีก่อการร้ายหรืออาชญากรรมรุนแรง จะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่ที่มีกำหนดบังคับใช้ในปี 2569 ยังกำหนดให้ผู้ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่าและปฏิเสธการออกนอกประเทศ รวมถึงมีพฤติการณ์ขัดขวางการบังคับใช้กฎหมาย อาจเผชิญโทษทางอาญาเพิ่มเติมอีกด้วย

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อนขนาดใหญ่ รวบ 5 หัวโจกและผีน้อยไทย 51 คน (ภาพจาก ตม. เจียอี้)
ส่วนเกาหลีใต้ให้ความสำคัญสูงสุดกับคดียาเสพติดและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยแรงงานที่กระทำผิดในคดีดังกล่าวจะถูกเนรเทศกลับประเทศทันทีภายหลังพ้นโทษจำคุก สำหรับกรณีอยู่เกินกำหนดวีซ่า ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับสูงสุดถึง 30 ล้านวอน หรือราว 640,000 เหรียญไต้หวัน และหากถูกจับกุมส่งกลับประเทศ จะถูกห้ามเดินทางเข้าเกาหลีใต้ตามระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้
1. อยู่เกินกำหนดไม่เกิน 1 ปี — ห้ามเข้าเมือง 1–3 ปี
2. อยู่เกินกำหนด 1–5 ปี — ห้ามเข้าเมือง 5 ปี
3. อยู่เกินกำหนดเกิน 5 ปี หรือเกี่ยวข้องกับคดีอาญาร้ายแรง ห้ามยื่นขอวีซ่าตั้งแต่ 10 ปีจนถึงตลอดชีวิต

51 ผีน้อยไทยถูกจับและถูกนำไปบันทึกปากคำที่ห้องประชุมใหญ่สถานีตำรวจเจียอี้ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจียอี้)
กรณีของสิงคโปร์กำหนดโทษสำหรับแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมายไว้อย่างเข้มงวดที่สุด โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 490,000 เหรียญไต้หวัน หรือจำคุกไม่เกิน 24 เดือน และที่สำคัญ แรงงานผิดกฎหมายทุกรายที่ถูกส่งกลับประเทศจะถูกบันทึกข้อมูลและห้ามเดินทางเข้าสิงคโปร์ตลอดชีวิตโดยไม่มีข้อยกเว้น

ผีน้อยไทยถูกจับที่เมืองเหมียวลี่ นอกจากอยู่เลยกำหนดวีซ่า ทำงานผิดกฎหมาย ยังพัวพันคดีซ้อมเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต นำศพไปฝังในป่าใกล้ที่ทำงาน (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
ประเด็นการนำเข้าแรงงานอินเดีย ซึ่งเสนอบนแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะของไต้หวัน โดยมีข้อเรียกร้องให้ระงับการนำเข้าแรงงานอินเดียโดยทันที พร้อมแสดงความกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะ และเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดความรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างเข้มงวด

แรงงานผิดกฎหมายถูกจับที่เถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน)
104-ก. แรงงานมีนโยบายให้ บจง. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งแรงงานผิดกฎหมายกลับประเทศ ในภาพเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในเถาหยวน ถูกจับรอการส่งไปยังสถานกักกัน (ภาพจาก ตม. เถาหยวน)
ข้อเสนอสำคัญจากภาคประชาชน ได้แก่ การเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยรายงานประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การเพิ่มกระบวนการตรวจคัดกรองด้านความตระหนักรู้เรื่องเพศนอกเหนือจากใบรับรองประวัติอาชญากรรม ตลอดจนการกำหนดความรับผิดร่วมกันระหว่างรัฐบาลประเทศต้นทาง บริษัทจัดหางาน และนายจ้าง

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ปฏิบัติการตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามหอพัก สถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจาก kingtop.com.tw)
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้จัดตั้ง "กลไกตัดวงจร" กล่าวคือ หากแรงงานจากประเทศใดก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศร้ายแรง ให้ระงับการนำเข้าแรงงานจากประเทศนั้นทั้งหมดโดยทันที
ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนครบตามเกณฑ์เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานไต้หวันจึงมีพันธะต้องจัดทำคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดตอบกลับภายในวันที่ 10 มิถุนายนนี้
2. อุบัติเหตุจากการทำงานในไต้หวันไตรมาสแรกปีนี้ เสียชีวิต 50 ราย กว่าครึ่งเกิดในภาคก่อสร้าง นครนิวไทเปและเถาหยวนครองสถิติสูงสุด
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานไต้หวันได้เผยแพร่รายงานสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานขั้นรุนแรงประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในที่ทำงานรวมทั้งสิ้น 50 ราย ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรม

ในจำนวนนี้ ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 27 ราย คิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด รองลงมาคือภาคการผลิตจำนวน 15 ราย และที่เหลือกระจายอยู่ในภาคบริการและอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ นครนิวไทเปและนครเถาหยวนมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุด แห่งละ 7 ราย ตามมาด้วยนครไถหนานซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 ราย
นายเฉาฉางเฉิง ผู้อำนวยการกองวางแผนและบริหารจัดการแบบบูรณาการ กรมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (OSHA) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตโดยรวมจะลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 59 ราย ลงมาถึง 9 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 15 อันสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่น่าพึงพอใจในภาพรวม ทว่าภาคการก่อสร้างยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุการเสียชีวิตที่พบมากที่สุดในภาคการก่อสร้างคือ การพลัดตกจากที่สูง ซึ่งคร่าชีวิตผู้ปฏิบัติงานถึง 17 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของผู้เสียชีวิตในภาคส่วนนี้ ด้วยเหตุนี้ การป้องกันอุบัติเหตุจากการตกจากที่สูงจึงได้รับการยกระดับให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกเมืองต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงพื้นที่ระหว่างปีนี้และปีก่อน พบว่านครไทจงมีจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงถึง 8 ราย และเมืองจางฮั่วลดลง 3 ราย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามาตรการป้องกันภัยในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มให้ผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี นครนิวไทเปกลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 ราย และเขตอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้เพิ่มขึ้น 2 ราย ซึ่งบ่งชี้ว่าบางพื้นที่ยังจำเป็นต้องพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพเพิ่มเติม ทั้งในด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การจัดสรรทรัพยากรสนับสนุน การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นายเฉาฉางเฉิงได้เปิดเผยอีกว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน กระทรวงแรงงานได้เริ่มดำเนินการผลักดัน "แผนปฏิบัติการเสริมสร้างการลดภัยในสถานประกอบการ" ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนี้เป็นต้นมา โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานควบคู่กันอย่างบูรณาการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลและตรวจสอบ การบริหารจัดการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

สำหรับแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติงานในไซต์งานก่อสร้าง ขอให้ตระหนักเสมอว่าความปลอดภัยมิใช่เรื่องของโชคชะตา หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างด้วยความใส่ใจและความระมัดระวังในทุกขณะของการทำงาน เป้าหมายสูงสุดของการทำงานทุกวัน คือการได้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยเพื่อพบกับคนที่รัก
3. สาวเวียดนามถูกโกง 1.5 ล้าน หลังใช้บริการโอนเงินกลับบ้านนอกระบบ แจ้ง ตร. ไล่ล่ากระชั้นชิด คนร้ายซิ่งเก๋งชนเสาไฟยับบาดเจ็บ 4 วิกฤต 1
เกิดเหตุระทึกขวัญและน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่โอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมาย เมื่อหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่งตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกง หลังค้นหาบริการโอนเงินกลับเวียดนามแบบเรทดีค่าธรรมเนียมต่ำจากสื่อโซเชียล แต่หลังจากนัดหมายและส่งมอบเงิน 1.5 ล้านเหรียญไต้หวันกลับถูกเชิดเงินหนี เมื่อรู้ตัวว่าถูกปล้นจึงรีบแจ้งความ ตำรวจนำกำลังไล่ล่าติดตามรถยนต์ของผู้ต้องสงสัยอย่างกระชั้นชิด ผู้ต้องสงสัยขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าระหว่างหลบหนี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และอีก 1 รายอาการสาหัสหมดสติ

สาวเวียดนามถูกโกง 1.5 ล้าน หลังใช้บริการโอนเงินกลับบ้านนอกระบบ แจ้ง ตร. ไล่ล่ากระชั้นชิด คนร้ายซิ่งเก๋งชนเสาไฟยับบาดเจ็บ 4 วิกฤต 1 (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นางสาวเหงียน แรงงานสัญชาติเวียดนาม วัย 35 ปี ต้องการโอนเงินกลับประเทศ จึงสืบค้นหาผู้ให้บริการผ่านสื่อสังคมออนไลน์จนพบช่องทางโอนเงินนอกระบบที่โฆษณาอัตราแลกเปลี่ยนสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ ก่อนนัดหมายกับนายสวี่ ชายชาวไต้หวัน อายุ 21 ปี พร้อมพวก เพื่อส่งมอบเงินสดบริเวณถนนจงหยวน ตอนที่ 2 ในเขตจงลี่

สาวเวียดนามถูกโกง 1.5 ล้าน หลังใช้บริการโอนเงินกลับบ้านนอกระบบ แจ้ง ตร. ไล่ล่ากระชั้นชิด คนร้ายซิ่งเก๋งชนเสาไฟยับบาดเจ็บ 4 วิกฤต 1 (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
ทว่าภายหลังจากที่นางสาวเหงียนส่งมอบเงินสดครบจำนวน 1.5 ล้านเหรียญไต้หวัน กลุ่มผู้ต้องสงสัยกลับเร่งขับรถหลบหนีทันที เหยื่อไหวตัวทันจึงรีบแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีจงฝู สังกัดสถานีตำรวจจงลี่ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบ และสามารถระบุป้ายทะเบียนรถพร้อมเส้นทางหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว
ระหว่างการไล่ติดตาม นายสวี่ขับรถด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการจับกุม กระทั่งสูญเสียการควบคุมบริเวณจุดตัดถนนเกาเถี่ยหนานลู่และถนนหมินโหย่ว รถแหกโค้งพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้โดยสารในรถได้รับบาดเจ็บทั้ง 5 ราย

สาวเวียดนามถูกโกง 1.5 ล้าน หลังใช้บริการโอนเงินกลับบ้านนอกระบบ แจ้ง ตร. ไล่ล่ากระชั้นชิด จับคนร้ายได้ เงินสดกระจายเต็มรถ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
เจ้าหน้าที่ที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุพบว่า นายสวี่ (21 ปี) ผู้ขับขี่ นายจง (17 ปี) นางสาวหลิว (16 ปี) และนายหวง (18 ปี) มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณศีรษะและรอยถลอกตามร่างกาย ส่วนนายถัง อายุ 19 ปี ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังและคาดว่าไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ได้รับบาดเจ็บสาหัสสุด มีบาดแผลฉีกขาดที่ใบหน้าและกะโหลกศีรษะแตก หมดสติและหัวใจหยุดเต้น ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

สาวเวียดนามถูกโกง 1.5 ล้าน หลังใช้บริการโอนเงินกลับบ้านนอกระบบ แจ้ง ตร. ไล่ล่ากระชั้นชิด จับคนร้ายได้ เงินสดกระจายเต็มรถ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดเงินสดคืนได้จำนวน 1.4 ล้านเหรียญไต้หวัน ส่วนเงินที่เหลืออีก 100,000 เหรียญ คาดว่าถูกผู้ต้องสงสัยอีกรายที่หลบหนีออกไปก่อนหน้านี้นำติดตัวไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัว ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 5 รายถูกส่งตัวดำเนินคดีต่อสำนักงานอัยการเถาหยวน ในข้อหาละเมิดกฎหมายธนาคารและฉ้อโกงทรัพย์ต่อไป

คนขับรถได้รับบาดเจ็บ (ภาพจาก nextapple.com)
เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เหตุที่แรงงานต่างชาติจำนวนมากหันไปพึ่งพาช่องทางโอนเงินนอกระบบ เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนผ่านธนาคารมีหลายขั้นตอน ต้องแปลงสกุลเงินผ่านตัวกลางและเสียค่าธรรมเนียมหลายชั้น ส่วนการโอนผ่านแอปของผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติ ก็มีการจำกัดวงเงินโอน แรงงานเวียดนามหลายรายกล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเหรียญไต้หวันและด่องเวียดนาม (VND) ผ่านธนาคารอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหรียญ ต่อ 7.1-7.2 หมื่นด่อง หากโอนผ่านช่องทางนอกระบบจะได้ 8.3 หมื่นด่อง นอกจากนี้ เวลาทำการของธนาคารและที่ทำการไปรษณีย์ยังจำกัดอยู่แค่ช่วงวันและเวลาทำการ ซึ่งเป็นเวลาทำงานของแรงงาน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปทำธุรกรรมได้ ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้ขบวนการโอนเงินนอกระบบยังคงแพร่ระบาดอย่างหนัก

สำหรับกรณีนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าการที่ชาวไต้หวันออกหน้าตุ๋นและเชิดเงินแรงงานต่างชาติโดยตรงในลักษณะนี้ยังพบเห็นได้ไม่บ่อย จึงไม่ตัดความเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นกลโกงรูปแบบใหม่ที่อาศัยบริการโอนเงินนอกระบบเป็นเครื่องมือล่อเหยื่อ และจะเร่งสืบสวนขยายผลอย่างละเอียดต่อไป

นายหลินติ่งไท่ ผู้บังคับการสถานีตำรวจจงลี่ ได้ออกโรงเตือนประชาชนและแรงงานต่างชาติว่า หากมีความจำเป็นต้องโอนเงินระหว่างประเทศ ควรเลือกใช้บริการของสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น และอย่าหลงเชื่อโฆษณาบริการโอนเงินนอกระบบบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะเดินหน้าปราบปรามขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินอย่างเด็ดขาดต่อเนื่อง