Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

บันเทิงดอทคอม: 🚨 รู้แล้วอึ้ง! เบื้องหลังรอยยิ้มของนางเอกดังที่เต็มไปด้วยความกดดัน พร้อมเจาะลึกตำนานเพลงฮิตที่ทำให้คนร้องไห้กันทั้งเมือง และซิงเกิลใหม่ที่ใช้ "ใจ" มองเห็นภาพยนตร์! 🚨

จางจวินหนิงเปิดใจถึงเบื้องลึกความกดดัน ได้รับการเยียวยาด้วย "คำพูดประโยคหนึ่ง" ของเฉินอี้หาน (ภาพจาก SETN)
จางจวินหนิงเปิดใจถึงเบื้องลึกความกดดัน ได้รับการเยียวยาด้วย "คำพูดประโยคหนึ่ง" ของเฉินอี้หาน (ภาพจาก SETN)

ธีระ หยาง 亓淞และบันเทิงดอทคอม 娛樂達康 ประจำสัปดาห์นี้ (2026-05-24)
- ทักทายกันด้วยผลงานล่าสุดของ เซียวหวงฉี นักร้องผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ซึ่งได้เปิดตัวผลงานเพลงภาษาไต้หวันซิงเกิลใหม่ล่าสุด
做陣來去看電影 (จั้ว เจิ้น ไหล ชวี่ - Let’s Go to the Movies Together)  โดยงานเพลงชิ้นนี้ เซียวหวงฉีได้รับคำเชิญจากสถาบันภาพยนตร์และสื่อโสตทัศน์แห่งชาติ (TFAI) ให้แต่งขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของภาพยนตร์ภาษาไต้หวัน โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างเซียวหวงฉี และอู่สง นักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์ ผ่านท่วงทำนองที่สดใสและเปี่ยมด้วยมิตรจิตมิตรใจ เพื่อปลุกช่วงเวลาอันคึกคักที่สุดของภาพยนตร์ภาษาไต้หวันให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง เซียวหวงฉี ใช้เนื้อเสียงอันอบอุ่นและน้ำเสียงทุ้มลึกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำพาผู้ฟังก้าวข้ามผ่านกาลเวลาด้วย "การได้ยิน" แม้ดวงตาทั้งสองข้างจะไม่สามารถสัมผัสภาพบนจอภาพยนตร์ได้โดยตรง แต่เขาอาศัยการรับรู้และความทรงจำอันทรงพลังในการขับขานทัศนียภาพแห่งจิตใจที่เปิดกว้างยิ่งกว่าผู้ใด เมื่อกล่าวถึงแรงบันดาลใจของบทเพลงนี้ เซียวหวงฉี  ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับเขาแล้ว ภาพยนตร์คือการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าการมองเห็น เขาแบ่งปันว่า: "โลกภาพยนตร์ในสมองของผมกว้างใหญ่มาก ไม่จำกัดเฉพาะภาพยนตร์ภาษาไต้หวัน ผมค่อนข้างจำฉากต่อสู้ในภาพยนตร์กำลังภายในได้ หรือภาพยนตร์ในยุคแรกๆ เหล่านั้น ภาพจะปรากฏขึ้นมาในสมองเสมอ" สำหรับเขา ความตื่นตาตื่นใจที่ได้รับจากภาพยนตร์นั้น มีที่มาจากมิติของเสียงและอารมณ์ความรู้สึก ดังเช่นที่เขาขับร้องในบทเพลงว่า: "จึงได้รู้ว่าชีวิตในจอช่างเปิดกว้างถึงเพียงนั้น" เนื้อเพลงประโยคนี้ตรงกับชีวิตของเขาที่แม้จะข้อจำกัดทางสายตา แต่กลับสามารถค้นพบพลังชีวิตอันไร้ขีดจำกัดได้จากเสียงเพลง (ภาพจาก Warner Music)

- สำหรับช่วงของเพลงเก่า...แต่เราเก็ท สัปดาห์นี้ ไปฟังอีกหนึ่งพลงจีนระดับตำนานของไต้หวัน ในเพลง 酒矸倘賣嘸  (จิว กัน ทัง เบย บ่ – มีขวดเหล้าเปล่าจะขายไหม) ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องพ่อจ๋า อย่าร้องไห้ (Papa, Can You Hear Me Sing?  หรือในชื่อภาษาจีนว่า 搭錯車 (ตา ชั่ว เชอ – ขึ้นรถผิดสาย) ที่เข้าฉายในปี 1983 โดยบอกเล่าเรื่องราวของ "ลุงใบ้" ทหารผ่านศึกวัยชรากับทารกที่ถูกทอดทิ้ง ทหารผ่านศึกวัยชราผู้นี้หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของเก่าขาย และเลี้ยงเด็กทารกจนเติบใหญ่กลายเป็นนักร้องดัง โดยเพลงนี้ประพันธ์คำร้องโดย หลัวต้าโย่ว และ โหวเต๋อเจี้ยน แต่งทำนองโดย โหวเต๋อเจี้ยน ขับร้องโดยนักร้องหญิงชาวไต้หวัน ซูรุ่ย ทั้งนี้ 酒干倘賣無 เป็นวลีในภาษาไต้หวัน มีความหมายว่า "มีขวดเหล้าเปล่าๆ จะขายไหม" ซึ่งในไต้หวันสมัยก่อนจะมีผู้คนที่รับซื้อขวดเหล้าเปล่าที่ทิ้งแล้วเพื่อนำไปขายต่อให้กับสถานีรับซื้อของเก่าเพื่อแลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นรากหญ้า ที่จะเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยพร้อมกับตะโกนร้องว่า "จิว กัน ทัง เบย บ่" หากบ้านไหนมีขวดเหล้าเปล่าต้องการขาย ก็จะร้องเรียกผู้รับซื้อของเก่าเหล่านี้ (ภาพจาก KKBOX)

โดยในส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ถึง 11 รางวัล รวมถึงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ซุนเยวี่ย) และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เจียงเสีย) ในงานประกาศผลรางวัลม้าทองคำ (Golden Horse Awards) ครั้งที่ 20 ประจำปี 1983 และท้ายที่สุดสามารถคว้ามาได้ 4 รางวัลใหญ่ ได้แก่ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบันทึกเสียงยอดเยี่ยม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้หมู่บ้านทหารผ่านศึก (眷村) บนถนนซิ่นอี้ในเมืองไทเปเป็นฉากหลัง โดยถ่ายทอดปัญหาที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ในหมู่บ้านทหารผ่านศึก และกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนเก่า ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตอย่างรวดเร็ว ความทะเยอทะยานของอาเม่ย คนรุ่นใหม่ที่ปรารถนาจะก้าวเข้าสู่โลดแล่นในวงการเพลงและการแสดง ก็เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเช่นกัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างสถิติรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศสูงกว่า 40 ล้านเหรียญไต้หวัน อีกทั้งบทเพลงประกอบภาพยนตร์และเพลงแทรกที่สร้างสรรค์โดย โฮ่วเต๋อเจี้ยน หลี่โซ่วเฉวียน เหลียงหงจื้อ หลัวต้ายิ่ว เฉินจื้อหย่วน และ อู๋เนี่ยนเจิน อาทิ 酒干倘賣無 / 一樣的月光) (อี ย่าง เตอะ เยว่ กวง – แสงจันทร์ที่เหมือนกัน) และ 請跟我來) (ฉิ่ง เกิน หว่อ ไหล – โปรดมากับฉัน) ยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อปภาษาจีนด้วย

- จางจวินหนิง ดาราสาวคนสวยชาวไต้หวัน ซึ่งมีผลงานโดดเด่นทั้งในด้านภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ทว่าภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนจะราบรื่นไปเสียทุกเรื่อง เมื่อไม่นานมานี้เธอได้ไปออกรายการทอล์กโชว์กึ่งเรียลลิตี้ Have a Seat, Let's Talk (坐吧!聊聊) และได้เปิดเผยถึงภูมิหลังการเติบโตและการศึกษาของตนเองอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก พร้อมทั้งสารภาพว่าเธอเคยตกอยู่ในภาวะ "วิตกกังวลในวัย 30" ถึงขั้นตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่าควรออกจากวงการบันเทิงดีหรือไม่ โชคดีที่ในเวลานั้น เฉินอี้หาน เพื่อนสนิทของเธอได้แบ่งปัน "ข้อความประโยคหนึ่ง" ซึ่งช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความวิตกกังวลเรื่องอายุได้สำเร็จ ในช่วงเปิดรายการ จางจวินหนิง ได้ย้อนความหลังว่า คุณพ่อซึ่งเป็นห่วงเธอในตอนนั้น ได้พาเธอไปฟังคอนเสิร์ตแจ๊ส และหลังจากแสดงจบก็ได้วิเคราะห์บุคลิกภาพของเธอด้วยความรักและปรารถนาดี โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "คนที่จะทำงานศิลปะต้องทุ่มเททั้งใจและกาย" พร้อมสำทับว่าหากไม่สามารถทุ่มเทได้อย่างเต็มร้อยก็ต้องคิดให้ดี และถึงขั้นมองว่าเธอ "ไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดง" ในขณะที่คุณแม่แสดงท่าทีที่เปี่ยมด้วยเหตุผลและอ่อนโยน โดยไม่คัดค้านการเข้าสูวงการบันเทิงของเธอ แต่ได้ยื่นเงื่อนไขว่า "ลูกต้องเรียนให้จบปริญญาโทก่อน" ด้วยหวังให้เธอรับผิดชอบต่อทางเลือกของตัวเอง เพื่อให้ในอนาคตมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและมั่นคง และเพื่อที่จะรักษาสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงานในวงการบันเทิง จางจวินหนิงจึงโหมเรียนอย่างหนักเพื่อเก็บหน่วยกิตทั้งหมดให้ครบตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ของปริญญาโท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอต้องถ่ายทำซีรีส์คลาสสิกเรื่อง The Hospital (白色巨塔) ไปพร้อมกัน ชีวิตของเธอในตอนนั้นถูกอัดแน่นจนไม่มีช่องว่าง เธอยอมรับว่าช่วงเวลานั้นเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส "ทุกๆ วันล้ามาก เวลาถูกซอยย่อยจนละเอียด"

เมื่อกล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางสายบันเทิง จางจวินหนิง แชร์ว่าในช่วงที่ร่วมแสดงในซีรีส์ The Empress of China (บูเช็คเทียน) มีฉาก "ฆาตกรรม" ฉากหนึ่งที่ทำให้เธอได้สัมผัสถึงระดับอารมณ์อันซับซ้อนของการที่ตัวละครพลิกเข้าสู่ด้านมืดเป็นครั้งแรก และค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอชื่นชอบการก้าวข้ามขีดจำกัดรวมถึงการท้าทายบทบาทในมิติที่หลากหลาย พร้อมกับบอกว่า "อารมณ์ของการพลิกเป็นตัวร้ายแบบนั้น พอได้แสดงแล้วมันสะใจและเต็มอิ่มมากๆ" ทว่า ตัวเธอผู้ผ่านพ้นช่วงเวลาการเรียนและการถ่ายทำอันตึงเครียดสูงมาได้ ก็เคยตกอยู่ในภาวะ "วิตกกังวลในวัย 30" จนถึงขั้นสงสัยอย่างจริงจังว่าตนเองควรเดินหันหลังให้วงการบันเทิงดีหรือไม่ ซึ่งจางจวินหนิงเปิดเผยว่า ในช่วงเวลานั้น เฉินอี้หาน เพื่อนสนิทของเธอก็มีความกระสับกระส่ายในใจเช่นเดียวกัน โดยในตอนนั้นเฉินอี้หาน ได้เล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับดาราสาวต่างชาติคนหนึ่งที่ยืนนับถอยหลังอยู่หน้ากระจกในวันเกิดครบรอบอายุ 30 ปีของเธอ และเมื่อเวลา 10 วินาทีสุดท้ายสิ้นสุดลง เธอยองมองตัวเองในกระจกแล้วพูดว่า: "ตัวฉันในวินาทีนี้ กับตัวฉันในวินาทีที่แล้ว ในความเป็นจริงไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย" คำพูดประโยคนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อจางจวินหนิงอย่างลึกซึ้ง ทำให้เธอตระหนักได้ว่าอายุไม่ได้เปลี่ยนแปรคนเราภายในชั่วพริบตา และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องหวาดกลัวความร่วงโรย นับจากนั้นเป็นต้นมา เธอจึงเริ่มผลักดันตัวเองให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดหน้าผาลงทะเล, บันจี้จัมพ์ หรือการกระโดดร่มดิ่งพสุธา รวมถึงความท้าทายในกีฬาเอ็กซ์ตรีมต่างๆ ด้วยความหวังที่จะได้สัมผัสและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายภายในช่วงชีวิตที่มีขีดจำกัดนี้ (ภาพจาก SETN)

ประเด็นร่วม & Podcast
บันเทิงดอทคอม - 娛樂達康
บันเทิงดอทคอม
ผู้จัดรายการ: ธีระ หยาง
เวลาออกอากาศ: วันอาทิตย์
ประเด็นประจำสัปดาห์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解