สถานการณ์การระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus)” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) รายงานการระบาดแบบกลุ่มก้อนของเชื้อไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีส (Andes hantavirus) ที่เกี่ยวข้องกับเรือสำราญ MV Hondius สัญชาติเนเธอร์แลนด์ซึ่งออกเดินทางจากประเทศอาร์เจนตินา เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ข้อมูล ณ ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม พบผู้ป่วยอย่างน้อย 11 ราย เสียชีวิตแล้ว 3 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 27 ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม กรมควบคุมโรคไต้หวันประกาศ พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาในไต้หวันเพิ่มอีก 1 ราย ส่งผลให้ปีนี้ไต้หวันมีผู้ป่วยสะสมแล้ว 3 ราย ผู้ป่วยรายใหม่เป็นชายวัย 40 กว่าปี อาศัยอยู่ในนครนิวไทเป และทำงานอยู่ที่เมืองจีหลง ไม่มีประวัติการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และไม่มีโรคประจำตัว เมื่อวันที่ 7 เมษายน ผู้ป่วยถูกหนูกัดขณะทำงานจึงเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อทำความสะอาดบาดแผลและฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ประมาณ 1 เดือนต่อมา ผู้ป่วยเริ่มมีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนแรงตามร่างกาย และท้องเสีย ภายหลังแพทย์วินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสฮันตา สายพันธุ์ “โซล” (Seoul hantavirus) มีความรุนแรงต่ำและอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1% อีกทั้งจวบจนปัจจุบัน ยังไม่เคยมีรายงานฮันตาไวรัสสายพันธุ์โซลติดต่อจากคนสู่คนมาก่อน แตกต่างจากฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีส ที่เพิ่งเกิดการแพร่ระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius โดยฮันตาไวรัสสายพันธุ์ แอนดีส สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40%
สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ยังไม่พบการระบาดของโรค แต่ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว
ข้อมูลจากรมควบคุมโรคระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) ป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic disease) โดยมีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยทั่วไปไวรัสชนิดนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่พบได้น้อย เช่น Andes virus ซึ่งมีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างคนได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย โดยเฉพาะเมื่อของเสียเหล่านี้แห้งและฟุ้งกระจายในอากาศ ผู้ที่สูดหายใจเอาฝุ่นละอองปนเปื้อนเชื้อเข้าไปอาจติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมือไปสัมผัสตา จมูก ปาก หรือบาดแผล รวมถึงการถูกหนูกัด แม้จะพบได้น้อย โดยกิจกรรมเสี่ยง ได้แก่ การทำความสะอาดพื้นที่ที่มีหนูอาศัย การทำงานในฟาร์ม ป่าไม้ หรือพื้นที่ชนบท
อาการของโรคมักเริ่มด้วยไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ และอาจมีอาการทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ก่อนจะพัฒนาเป็นอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ และอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว โดยอาการมักเกิดหลังสัมผัสเชื้อประมาณ 1-6 สัปดาห์ แต่อาจเร็วที่สุดภายใน 1 สัปดาห์ หรือช้าที่สุดถึง 8 สัปดาห์
ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักได้รับเชื้อจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสในกลุ่มนี้มากกว่า 20 ชนิด ทั้งนี้ แม้โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาจะพบไม่บ่อย แต่ถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงและอาจเสียชีวิตได้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราป่วยตายในเอเชียและยุโรปอยู่ที่ประมาณน้อยกว่าร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 15 ขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส ขณะที่ในทวีปอเมริกา อาจสูงได้ถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะหรือวัคซีนสำหรับป้องกันโรคในกลุ่ม HPS ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ทั่วไป การรักษาจึงเน้นการดูแลแบบประคับประคอง เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ การควบคุมสารน้ำ และในรายรุนแรงอาจต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม (ECMO)
การป้องกันที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและของเสียของหนู รักษาความสะอาดที่อยู่อาศัย ปิดช่องทางเข้าของสัตว์ฟันแทะ เก็บอาหารให้มิดชิด และหากต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการกวาดแห้งหรือใช้เครื่องดูดฝุ่น พร้อมสวมอุปกรณ์ป้องกันและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงล้างมืออย่างสม่ำเสมอ

การระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา ทำให้ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องเฝ้าระวัง ในภาพเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไต้หวัน สวมชุดป้องกันทำการฝึกซ้อมฆ่าเชื้อและทำความสะอาด (ภาพจาก กองสาธารณสุข เมืองหนานโถว)
นอกจากโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว ยังมีโรคอีโบลา ที่ปัจจุบันกลับมาระบาดอีกครั้งที่ประเทศคองโก โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเกิดการระบาดรุนแรงของไวรัสอีโบลา (Ebola) และขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปยังยูกันดาแล้ว สร้างความกังวลแก่วงการสาธารณสุขทั่วโลกเป็นอย่างมาก ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO)แสดงความกังวลต่อ “ขนาดและความรวดเร็ว ในการแพร่กระจาย” ของการระบาดอีโบลาครั้งนี้ โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของคองโกระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 136 ราย และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 513 รายแล้ว องค์การอนามัยโลก ยังได้ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาที่เกิดจากไวรัสบุนดีบูเกียว เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศด้วย
โรคอีโบลา (Ebola Haemorrhagic Fever) จัดอยู่ในกลุ่มโรคชนิดเดียวกับ โรคไข้เลือดออก อันเกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรง ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่พบเชื้อไวรัสนี้ในประเทศไทย แต่หากได้รับเชื้อ อาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยพื้นที่การระบาดของโรคนี้พบมากในแถบแอฟริกา
การติดต่อ
เชื้อไวรัสอีโบลามักแฝงตัวมากับนักท่องเที่ยว และผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาด หรือการนำเข้าสัตว์ป่าที่เป็นพาหะ เชื้อไวรัสอีโบลานั้นสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น สัมผัสกับเลือดของผู้ติดเชื้อ และมีระยะการฟักตัว 2-21 วัน จึงเริ่มแสดงอาการ
อาการ
อาการระยะแรกของผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ส่วนใหญ่จะมีไข้สูงทันที อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ และเจ็บคอ ในระยะที่สอง จะมีอาการ ท้องเดิน อาเจียน มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ตับและไตมีอาการผิดปกติเล็กน้อย ในบางกรณีผู้ป่วยที่มีอาการในระยะที่สอง จะมีเลือดออกทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ซึ่งกรณีนี้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูง เพราะตับและไตวาย รวมถึงอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลา ส่วนวิธีการรักษาที่ทำได้ในขณะนี้ คือการประคับประคองและใช้ยาต้านเชื้อโรค เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน
การป้องกัน
แม้ยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย แต่สำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรคประเมินว่า เชื้อไวรัสอีโบลา อาจแพร่ระบาดมาสู่ประเทศไทยได้ จากการนำเข้าสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ลิงชิมแปนซี และ สัตว์ป่าอื่นๆ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา รวมถึงการเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยง หรือการระบาด
ที่มาข้อมูล : 1.siphhospital.com 2.med.cmu.ac.th 3. ram-hosp.co.th