Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

อย่างงี้คุณจะว่าไง วันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.2569

ประเด็นความหวานของเครื่องดื่มมือเขย่า ผู้เชี่ยวชาญชี้ การปรับระดับความหวานของร้าน คือการปรับ “ความหวานที่รับรู้ตอนดื่ม” ไม่ได้หมายถึงการปรับปริมาณน้ำตาลโดยตรงเสมอไป(ภาพ:Ingimage)
ประเด็นความหวานของเครื่องดื่มมือเขย่า ผู้เชี่ยวชาญชี้ การปรับระดับความหวานของร้าน คือการปรับ “ความหวานที่รับรู้ตอนดื่ม” ไม่ได้หมายถึงการปรับปริมาณน้ำตาลโดยตรงเสมอไป(ภาพ:Ingimage)

เครื่องดื่มมือเขย่าในไต้หวันไม่ได้เป็นแค่ “เครื่องดื่ม” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้าถึงผู้คนทุกชนชั้นและทุกช่วงวัย

        

      ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด หลายคนมักเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเผลอรับ “ความเสี่ยงต่อสุขภาพ” เข้ามาโดยไม่รู้ตัว

เครื่องดื่มมือเขย่า หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “โส่วเหยาอิ่นเลี่ยว” (手搖飲料) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดื่มในชีวิตประจำวันของผู้คนไต้หวัน โดยเฉพาะช่วงพักกลางวันของคนทำงาน ที่นิยมสั่งชา ชานมไข่มุก หรือเครื่องดื่มชงสดต่าง ๆ เพื่อเติมความสดชื่น และถือเป็น “ความสุขเล็ก ๆ” ที่ช่วยคลายความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความอร่อยและความสดชื่นนั้น กลับแฝงประเด็นด้านสุขภาพที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน โดยรองศาสตราจารย์หลัวอวี่เซวียน (羅宇軒) พบว่า เครื่องดื่มมือเขย่าในตลาดถึง 85% มีปริมาณน้ำตาลจริงสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก และกว่า 55.6% ของเครื่องดื่มที่ระบุว่า “ไม่หวาน” หรือ “ไม่เติมน้ำตาล” ยังตรวจพบน้ำตาลอยู่ ซึ่งอาจมาจากวัตถุดิบ เช่น นม น้ำผลไม้ หรือท็อปปิ้งต่าง ๆ สะท้อนปัญหาความไม่โปร่งใสของข้อมูลผู้บริโภค โดยเครื่องดื่มขนาด 700 มิลลิลิตร ที่ระบุว่าระดับหวานปานกลาง อาจมีน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 46.5 กรัม ใกล้เคียงกับขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลก(WHO)แนะนำต่อวัน (ไม่เกิน 50 กรัม) หรือแทบเท่ากับ “โควตาน้ำตาลทั้งวันในแก้วเดียว”

นอกจากนี้ ยังพบการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น ซูคราโลส (Sucralose) และอะเซซัลเฟมโพแทสเซียม (Acesulfame potassium) ในหลายเมนู โดยเฉพาะชาผลไม้และเครื่องดื่มที่มีท็อปปิ้ง แม้การประเมินปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ผู้วิจัยย้ำว่าปัญหาหลักคือความไม่ชัดเจนของข้อมูล เพราะผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้ครบถ้วนว่าในเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีอะไรบ้าง

ในเชิงพฤติกรรม พบว่ากลุ่มวัยรุ่น เพศชาย และบางกลุ่มน้ำหนักตัวมีแนวโน้มบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มสูง ขณะที่โซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมการแชร์เมนูใหม่ ๆ ยิ่งกระตุ้นการดื่มมากขึ้น ทำให้เครื่องดื่มมือเขย่าไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวัย

แม้ภาพรวมจะน่ากังวล แต่นักโภชนาการ “ซานซาน” (營養師珊珊) ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องงดเครื่องดื่มมือเขย่าโดยสิ้นเชิง เพียงเลือกอย่างเหมาะสมก็สามารถดื่มได้อย่างสมดุล โดยแนะนำ 3 หลักสำคัญ ได้แก่ เลือกเครื่องดื่มแบบชาล้วน เช่น ชาเขียวหรืออู่หลง ลดท็อปปิ้งที่มีพลังงานสูงอย่างไข่มุกหรือพุดดิ้ง และควบคุมระดับความหวานกับขนาดแก้ว พร้อมจำกัดความถี่ราวสัปดาห์ละ 1–2 แก้ว

ท้ายที่สุด ทั้งนักวิจัยและนักโภชนาการต่างเห็นตรงกันว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การห้ามดื่ม แต่คือ “การรู้เท่าทันและเลือกอย่างเหมาะสม” เพื่อให้เครื่องดื่มมือเขย่ายังคงเป็นความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยไม่กลายเป็นภาระต่อสุขภาพในระยะยาว

ประเด็นร่วม & Podcast
อย่างนี้คุณจะว่ายังไง
อย่างนี้คุณจะว่ายังไง
เวลาออกอากาศ: วันเสาร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解