1. ไต้หวันเผย 4 ปีแห่งความสำเร็จของโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ อนุมัติแล้วกว่า 73,000 ราย ภาคการผลิต 30,181 ราย เป็นแรงงานไทย 4,875 คน
กระทรวงแรงงานไต้หวันออกแถลงการณ์สรุปผลการดำเนินโครงการยกระดับแรงงานต่างชาติสู่สถานะแรงงานกึ่งฝีมือ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565 จนถึงสิ้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 โดยโครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะและได้รับค่าจ้างตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถยกระดับสถานะและพำนักทำงานในไต้หวันได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาการทำงาน

นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน)
แถลงการณ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานอนุมัติการจ้างงานแรงงานกึ่งฝีมือแล้วรวมทั้งสิ้น 73,592 ราย แบ่งเป็นภาคสวัสดิการสังคม 43,409 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 ซึ่งส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม 30,181 ราย ครองสัดส่วนร้อยละ 41 สำหรับแรงงานไทย มีผู้ได้รับการอนุมัติในภาคอุตสาหกรรมแล้ว 4,875 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.15 ของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคนี้ทั้งหมด และเมื่อเทียบกับสัดส่วนจำนวนแรงงานไทยในไต้หวัน พบว่าได้รับการอนุมัติสูงถึงร้อยละ 7 ตามหลังแรงงานฟิลิปปินส์ แต่สูงกว่าแรงงานอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีอัตราอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.6–1.7 อย่างเห็นได้ชัด แม้ทั้งสองชาติจะเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองในไต้หวันก็ตาม ส่วนผู้อนุบาลไทยในภาคสวัสดิการสังคมได้รับการอนุมัติเพียง 71 ราย จากทั้งหมด 43,409 ราย นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในไต้หวันและได้รับอนุญาตให้พำนักทำงานต่ออีก 59 ราย โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย 24 ราย และภาคการผลิต 22 ราย

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายเชิงรุกของกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อสอบถามนายจ้างที่มีแรงงานต่างชาติตรงตามคุณสมบัติโดยตรง เพื่อสนับสนุนให้ยื่นขอยกระดับสถานะแรงงานในความดูแลให้ได้มากที่สุด
แถลงการณ์ยังได้หยิบยกตัวอย่างความสำเร็จจากภาคเอกชนมาเป็นแบบอย่าง ได้แก่
บริษัท Vanguard International Semiconductor Corporation (VIS) ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ ได้บูรณาการแรงงานต่างชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ระยะกลางถึงระยะยาว โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ได้เปลี่ยนสถานะแรงงานต่างชาติที่มีศักยภาพโดดเด่นเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 22 ราย พร้อมทั้งพัฒนาระบบประเมินผลงานให้รอบด้านยิ่งขึ้น โดยนอกจากทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้ว ยังให้น้ำหนักกับความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ทัศนคติในการทำงาน และความสามารถในการทำงานเป็นทีมด้วย รวมถึงจัดหลักสูตรภาษาจีนกลางและโปรแกรมสนับสนุนด้านพหุวัฒนธรรม เพื่อช่วยให้พนักงานต่างชาติปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานและการใช้ชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างราบรื่น

บริษัท Everest Textile Co., Ltd. ผู้ผลิตสิ่งทอระดับแนวหน้าของไต้หวัน ประสบความสำเร็จในการปรับสถานะพนักงานต่างชาติสู่สถานะแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 58 ราย โดยขับเคลื่อนผ่านมาตรการหลากหลาย ได้แก่ ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลหลายภาษา และระบบประเมินผลที่ครอบคลุม เพื่อช่วยให้แรงงานต่างชาติก้าวข้ามอุปสรรคด้านภาษาและข้อจำกัดทางเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน แรงงานต่างชาติที่ประสงค์จะยกระดับสถานะต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
- ทำงานในไต้หวันต่อเนื่องครบ 6 ปีขึ้นไป
- มีระยะเวลาทำงานสะสม (ไม่ต่อเนื่อง) รวมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป
- เป็นแรงงานเก่าที่เคยทำงานในไต้หวันครบ 11 ปี 6 เดือนและเดินทางกลับประเทศแล้ว
- เป็นนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไปจากสถาบันในไต้หวัน

เมื่อได้รับการอนุมัติ แรงงานกึ่งฝีมือจะทำสัญญาคราวละ 3 ปี และสามารถต่อสัญญาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดระยะเวลา 12 หรือ 14 ปีเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป นอกจากนี้ยังมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและเงินบำนาญเทียบเท่าแรงงานท้องถิ่น และเมื่อทำงานครบ 5 ปี มีสิทธิยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรในไต้หวันอีกด้วย
ในส่วนของนายจ้าง นอกจากจะช่วยลดต้นทุนในส่วนเงินสมทบกองทุนความมั่นคงแรงงาน ซึ่งปกติต้องชำระเดือนละ 2,000–3,000 เหรียญไต้หวันต่อแรงงานหนึ่งรายแล้ว ยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติรายใหม่มาทดแทนโควตาเดิมที่ถูกยกระดับไปได้ ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการแรงงานได้อย่างมาก

แม้กระทรวงแรงงานจะประเมินผลลัพธ์ของโครงการในเชิงบวก แต่องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ได้แสดงความเห็นต่างในหลายประเด็น โดยชี้ว่าโครงการยังมีเงื่อนไขและข้อจำกัดมากเกินไป จนทำให้นายจ้างส่วนใหญ่ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะยกระดับแรงงานในสังกัด และเมื่อครบสัญญาก็มักเลือกว่าจ้างแรงงานหน้าใหม่มาทดแทน สะท้อนให้เห็นจากข้อเท็จจริงที่ว่าแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุมัติกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคสวัสดิการสังคม ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งขาดแคลนแรงงานอย่างหนักกลับมีจำนวนน้อยกว่ามาก

ทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและกลุ่ม NGO จึงเสนอให้ยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานสูงสุดที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งปัจจุบันกำหนดเพดานไว้ที่ 12 ปีสำหรับภาคการผลิต และ 14 ปีสำหรับภาคสวัสดิการสังคม นายจ้างหลายรายตั้งคำถามว่า เหตุใดแรงงานต่างชาติที่ผ่านการฝึกฝน มีความชำนาญ และคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการทำงานในไต้หวันเป็นอย่างดี จะต้องถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศเมื่อทำงานครบ 12 ปี แล้วนำเข้าแรงงานหน้าใหม่มาเริ่มต้นฝึกฝนใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงเพิ่มภาระต้นทุน แต่ยังผลักดันแรงงานทักษะสูงเหล่านี้ไปสู่ประเทศคู่แข่ง ทำให้ไต้หวันกลายเป็นเพียงแหล่งบ่มเพาะแรงงานให้ประเทศอื่นโดยปริยาย
ในมุมมองของกลุ่ม NGO มีการเสนอให้ยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้แรงงานต่างชาติทุกประเภทได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ลดการหลบหนีของแรงงาน และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในระยะยาว
กระทรวงแรงงานสรุปท้ายแถลงการณ์ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและความต้องการแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการดูแลระยะยาว การมีกำลังแรงงานที่มั่นคงและมีคุณภาพถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและครอบครัวที่ต้องพึ่งพาทักษะเฉพาะทางในระยะยาว โครงการแรงงานกึ่งฝีมือจึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือช่วยนายจ้างรักษาบุคลากรที่มีคุณค่าไว้ได้ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ค่าจ้าง และโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพของแรงงานต่างชาติ ซึ่งถือเป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริงในทุกมิติ
2. ภาคการก่อสร้างไต้หวันวิกฤตหนัก คนรุ่นใหม่เมิน เหลือเพียงแรงงานสูงวัยและแรงงานต่างชาติที่เป็นเสาหลักสุดท้าย
อุตสาหกรรมก่อสร้างของไต้หวันกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง แม้ระดับค่าจ้างจะสูงกว่าสายอาชีพทั่วไปหลายประเภท แต่ผู้ประกอบการกลับยังประสบปัญหาหาคนไม่ได้ สาเหตุสำคัญคือคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการเข้าสู่งานก่อสร้างที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันสูง สภาพงานหนัก และความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน ส่งผลให้ภาคก่อสร้างในปัจจุบันต้องพึ่งพาแรงงานสูงอายุและแรงงานต่างชาติเป็นกำลังหลักในการประคับประคองอุตสาหกรรมเอาไว้

ผู้เชี่ยวชาญในวงการก่อสร้างชี้ว่า วิกฤตขาดแคลนแรงงานกำลังก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ 3 มิติหลัก ได้แก่ ความล่าช้าของโครงการก่อสร้าง ต้นทุนการก่อสร้างที่ผลักดันให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้น และการขยายตัวของตลาดแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนต่อทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
จากการลงพื้นที่สำรวจโครงการฟื้นฟูอาคารเก่าแห่งหนึ่งในเขตเป่ยโถวในกรุงไทเป พบว่าในไซต์งานก่อสร้างมีแรงงานเพียง 15 คน และส่วนใหญ่มีอายุสูงกว่า 50 ปีขึ้นไป นอกจากปัญหาสูงวัยแล้ว แรงงานที่มีทักษะยังมีพฤติกรรมเลือกรับงานเฉพาะโครงการที่เสนอค่าตอบแทนสูงสุดเท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่สามารถแข่งขันได้

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสถานีซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่เขตถู่เฉิง นครนิวไทเป (ภาพจาก Rti)
นายเฉินฉีเหว่ย รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง ยอมรับว่าการจัดหาแรงงานในปัจจุบันเป็นเรื่องยากยิ่ง โดยเฉพาะแรงงานในงานโครงสร้าง อาทิ ช่างไม้แบบ ช่างผูกเหล็กเส้น และช่างประปา-ไฟฟ้า แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีการปรับฐานค่าจ้างสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจอาชีพนี้ได้
วิกฤตที่รัฐบาลต้องแทรกแซง
สถานการณ์รุนแรงจนรัฐบาลใน 6 นครหลักของไต้หวันต้องประกาศขยายระยะเวลาใบอนุญาตก่อสร้างออกไปอีก 2 ปี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ลง ได้แก่
โครงการที่อยู่อาศัยค้างส่งมอบ นโยบายสินเชื่อบ้านสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกส่งผลให้มีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวนมากที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด
การเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ การเร่งก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์และโรงงานเทคโนโลยีขั้นสูง ดึงดูดแรงงานฝีมือและช่างเทคนิคเฉพาะทางออกจากภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

ในไซต์งานก่อสร้างเหลือเพียงแรงงานสูงวัยและแรงงานต่างชาติที่เป็นเสาหลักสุดท้าย (ภาพจาก udn.com)
ค่าจ้างพุ่ง แต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย
เมื่อแรงงานขาดแคลน บริษัทรับเหมาก่อสร้างจึงต้องแข่งขันกันด้วยการเสนอค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อแย่งชิงแรงงาน ส่งผลให้หลายโครงการเผชิญทั้งปัญหาการขาดแคลนทักษะฝีมือและความล่าช้าในการก่อสร้างพร้อมกัน
นายจางซือเหยา ประธานสมาคมการจัดหางานแห่งกรุงไทเป อธิบายว่า โครงการก่อสร้างหนึ่งโครงการประกอบด้วยผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก ปัจจุบันผู้รับเหมาหลายรายต้องแข่งกันเสนอค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อแย่งช่างไม้แบบและช่างปูน จากเดิมที่ค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 3,000 เหรียญไต้หวันต่อวัน ปัจจุบันบางตำแหน่งพุ่งสูงถึง 5,000 เหรียญไต้หวันต่อวัน เมื่อรวมกับราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนรวมย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาระดังกล่าวก็ถูกผลักผ่านไปยังผู้บริโภคในที่สุด ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยสูงขึ้นกว่าเดิม

ในไซต์งานก่อสร้างเหลือเพียงแรงงานสูงวัยและแรงงานต่างชาติที่เป็นเสาหลักสุดท้าย (ภาพจาก udn.com)
ทางออกระยะสั้น: เทคโนโลยีสำเร็จรูปและแรงงานต่างชาติ
เพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานและระยะเวลาก่อสร้างที่ยืดออกไปกว่าร้อยละ 30 ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มนำนวัตกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่มาปรับใช้ เช่น ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปและห้องน้ำสำเร็จรูป เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือเฉพาะทาง
ขณะเดียวกัน แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะพยายามขอโควตาแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายเพื่อเติมเต็มกำลังแรงงานที่ขาดแคลน แต่เกณฑ์การขอโควตาของกระทรวงแรงงานที่เข้มงวดเกินสภาพความเป็นจริง กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ตลาดแรงงานนอกระบบขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ภาคการก่อสร้างไต้หวันกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง (ภาพจาก udn.com)
แรงงานผิดกฎหมายพุ่งเกือบ 10 เท่าใน 6 ปี
ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวัน ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 มีแรงงานต่างชาติที่หลบหนีออกจากระบบและลักลอบทำงานในภาคก่อสร้างสูงถึง 3,740 คน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 381 คนในปี พ.ศ. 2563 หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร่วม 10 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี จนตลาดแรงงานใต้ดินกลายเป็นความจริงที่ผู้อยู่ในวงการรับรู้กันโดยทั่วไป
ผู้ประกอบการในวงการเปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันแรงงานทั่วไปจะมีรายได้สูงถึง 2,000 เหรียญไต้หวันต่อวัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อเปลี่ยนภาพจำเชิงลบที่คนรุ่นใหม่มีต่ออาชีพก่อสร้าง
นายเฉินฉีเหว่ยย้ำว่า การให้ความสำคัญกับสายอาชีวศึกษาจะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงทั้งแก่วิศวกรภาคสนามและแรงงานฝีมือ อีกทั้งสภาพแวดล้อมในไซต์ก่อสร้างปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจากอดีตอย่างมาก

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารกิจการรถไฟฟ้าเถาหยวน)
นายเซียวเจี๋ยข่ายมองในทิศทางเดียวกันว่า แรงงานต่างชาติเป็นเพียงทางออกเฉพาะหน้าระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาว ไต้หวันควรยกระดับภาพลักษณ์ของแรงงานก่อสร้างให้มีสถานะใกล้เคียงกับช่างฝีมือระดับมืออาชีพฉบับญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มคุณค่าและศักดิ์ศรีของวิชาชีพนี้ในสายตาสังคม อันจะเป็นแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เต็มใจก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมมากขึ้นในที่สุด
หากวิกฤตขาดแคลนแรงงานยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและเป็นระบบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่จำกัดอยู่เพียงภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น หากแต่จะส่งแรงสั่นสะเทือนลึกถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมและบั่นทอนศักยภาพการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. สภาบริหารไต้หวันอนุมัติปฏิทินวันทำการราชการปี 2570 วันหยุดรวม 121 วัน มีวันหยุดยาว 9 ช่วง
สภาบริหารไต้หวันได้อนุมัติปฏิทินวันหยุดราชการของหน่วยงานราชการประจำปี พ.ศ. 2570 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีจำนวนวันหยุดรวมทั้งสิ้น 121 วัน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงวันหยุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป (นับรวมวันหยุดสุดสัปดาห์) จำนวนทั้งสิ้น 9 ช่วงเวลา

ตามข้อมูลที่ประกาศโดยสำนักงานบริหารบุคลากร หรือ DGPA (คล้ายสำนักงาน ก.พ. ของไทย) ระบุว่า วันหยุดยาวในปี พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย
วันคล้ายวันสถาปนาแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) หรือวันปีใหม่สากล 1 มกราคม จำนวน 3 วัน
วันหยุดเทศกาลตรุษจีนตามปฏิทินจันทรคติ จำนวน 7 วัน
วันรำลึกสันติภาพ 28 กุมภาพันธ์ จำนวน 3 วัน
เทศกาลเช็งเม้ง 4-5 เมษายน (รวมวันเด็กและวันสตรี) จำนวน 4 วัน
วันแรงงาน 1 พฤษภาคม จำนวน 3 วัน
วันฉลองวันชาติ 10 ตุลาคม จำนวน 3 วัน
วันกอบกู้ไต้หวันและชัยชนะยุทธการกู่หนิงโถว 25 ตุลาคม 3 วัน
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม จำนวน 3 วัน
นอกจากนี้ เนื่องจากวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2571 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาแห่งสาธารณรัฐจีนและวันปีใหม่สากล ตรงกับวันเสาร์ จึงกำหนดให้วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 เป็นวันหยุดชดเชย

สภาบริหารไต้หวันได้อนุมัติปฏิทินวันหยุดประจำปี พ.ศ. 2570 วันหยุดรวมทั้งสิ้น 121 วัน หยุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป 9 ช่วงเวลา (ภาพจากสำนักงานบริหารบุคลากร สภาบริหาร)
สำนักงานบริหารบุคลากรชี้แจงว่า การกำหนดวันหยุดชดเชยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ว่าด้วย “แนวทางการกำหนดวันหยุดชดเชยและการปรับวันหยุดของหน่วยงานภาครัฐให้สอดคล้องกับวันสำคัญและเทศกาล” โดยกำหนดว่า หากวันหยุดเนื่องในวันสำคัญหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ตรงกับวันเสาร์ จะชดเชยในวันทำการก่อนหน้า และหากตรงกับวันอาทิตย์ จะชดเชยในวันทำการถัดไป อย่างไรก็ดี สำหรับวันสิ้นปีตามจันทรคติ (วันไหว้ส่งท้ายปีเก่า) และวันหยุดตรุษจีน หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ สามารถกำหนดวันหยุดชดเชยในวันทำการก่อนหน้าหรือถัดไปได้ตามความเหมาะสม
ภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว วันที่ 6–7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570 ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน วันที่หนึ่งและวันที่สองตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ จึงกำหนดให้มีวันหยุดชดเชยในวันที่ 9–10 กุมภาพันธ์ (วันอังคารและวันพุธ) ขณะที่วันที่ 4 เมษายน ซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันอาทิตย์ จึงกำหนดให้วันที่ 6 เมษายน (วันอังคาร) ซึ่งเป็นวันถัดจากเทศกาลเช็งเม้ง เป็นวันหยุดชดเชย
สำนักงานบริหารบุคลากรระบุเพิ่มเติมว่า ปฏิทินวันทำการฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับข้าราชการพลเรือนในหน่วยงานบริหารราชการแผ่นดิน และรัฐวิสาหกิจโดยหลักการให้ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีลักษณะงานพิเศษ ได้แก่ ตำรวจ ดับเพลิง หน่วยยามฝั่ง และกองทัพ รวมถึงปฏิทินการศึกษาของสถานศึกษาทุกระดับ จะอยู่ในดุลยพินิจของหน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งในการปรับใช้ตามความเหมาะสม
สำหรับการจัดวันหยุดของภาคเอกชน สำนักงานบริหารงานบุคลากรย้ำว่า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตรฐานแรงงาน นายจ้างยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงแรงงานอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หน่วยงานภาคเอกชนทั่วไปได้ถือปฏิบัติหยุดทำงานตามหน่วยงานราชการ