ก่อนถึงเทศกาลตวนอู่ หรือ เทศกาลบ๊ะจ่าง ของทุกปี มักเป็นช่วงที่คนไต้หวันถกเถียงกันอย่างคึกคักเรื่อง “บ๊ะจ่างสไตล์ภาคเหนือ และ บ๊ะจ่างสไตล์ใต้” ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนอร่อยกว่ากัน เพราะสิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารการกินของคนในท้องถิ่น ในกระแสบ๊ะจ่างนี้ ยังมีคนหยิบยกเรื่องของ “บ๊ะจ่างภูเขา” มาใช้เป็นตัวแทนสมดุลทางวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ และถึงกับเรียกว่า “บ๊ะจ่างชนพื้นเมือง” แต่แท้จริงแล้ว อาหารชนิดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบ๊ะจ่างเลย
อาหารอย่าง “อาไป่” (阿粨- abai) จากภาษารูไค และ “จี๋หนาฟู่” (吉拿富- cinavu) จากภาษาไพวัน มีรูปร่างและวิธีทำคล้ายบ๊ะจ่างหูหนานเล็กน้อย พบในกลุ่มชน ชาวรูไค ชาวไพวัน และ ชาวเปยหนาน ทางภาคตะวันออกและใต้ของไต้หวัน โดยแต่ละกลุ่มมีความหมายและนิยามของตนเอง จึงไม่อาจเหมารวมได้ โดยอาหารประเภทนี้มักปรากฏในพิธีกรรม เทศกาล การรวมญาติ หรือช่วงที่ลูกหลานกลับบ้าน สื่อถึงการขอบคุณฟ้าดินและการแบ่งปันกับครอบครัวและเพื่อนฝูง
สำหรับข้าวห่อคล้ายบ๊ะจ่างของชาวไพวัน คำว่า “จี๋หนาฟู่” (吉拿富- cinavu) แปลว่า “การห่อ” วัตถุดิบหลักมักเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวฟ่างที่เม็ดร่วนเคี้ยวหนึบ หรือแป้งเผือก ไส้ด้านในนิยมใช้หมูที่มีมันแทรก โดยเฉพาะหมูสามชั้นที่ให้รสชาติดีที่สุด ทั้งนี้จะแตกต่างไปตามพื้นที่ บางแห่งยังใส่วัตถุดิบจากทะเลด้วย
ในอดีต เผือกเป็นอาหารหลักของชาวไพวันและรูไค แต่เนื่องจากเก็บรักษายาก จึงมักนำไปอบแห้งในเตาดินเพื่อถนอมไว้เป็นเสบียง โดยเฉพาะยามออกล่าสัตว์ หากนำมาบดเป็นผงยังใช้ทำ “ข้าวเขย่า” (搖搖飯) หรือจี๋หนาฟู่ได้ แสดงถึงภูมิปัญญาการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้เก็บได้นานและคุ้มค่า
เมื่อข้าวห่อ “จี๋หนาฟู่” สุก ใบที่ใช้ห่อจะปล่อยกลิ่นหอมสมุนไพรเฉพาะตัว ช่วยให้รสของแป้งธัญพืชผสานกับกลิ่นใบไม้ได้อย่างลงตัว อีกทั้งใบยังไม่เหนียวติดมือ จึงหยิบกินได้สะดวก ถือเป็นภูมิปัญญาที่เรียบง่ายแต่แยบยล หากบางพื้นที่ไม่มีใบนี้ จะใช้ใบพริกไทยป่าไต้หวัน (Piper umbellatum) แทน ซึ่งมีกลิ่นหอมคล้ายพริกไทยและเหมาะกับการห่ออาหารเช่นกัน
ส่วนชั้นนอกสุดมักใช้ “หญ้าห้าปล้อง” (Miscanthus floridulus) มามัดให้แน่น ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์ในวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งใช้ทำคบไฟ มุงหลังคา เป็นสัญลักษณ์ในการล่าสัตว์ และใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วยคุณสมบัติที่เหนียว ทน และหาได้ง่าย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมัดอาหาร สะท้อนแนวคิด “หยิบใช้จากธรรมชาติรอบตัว” ที่ยืดหยุ่นและพึ่งพาสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืนของชาวไพวันและรูไค และวิธีปรุง “จี๋หนาฟู่” เรียบง่ายเพียงต้มาหรือนึ่ง แต่ช่วยคงรสแท้ของวัตถุดิบไว้ได้อย่างดี ทำให้ความหอมของใบห่อและความนุ่มมันของไส้ผสานกันอย่างพอดีและลงตัว
“อาไป่” (阿粨 – abai) เป็นข้าวห่อที่ใช้ข้าวฟ่างเป็นวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะข้าวฟ่างเหนียว ทำให้มีเนื้อสัมผัสหนึบแน่นกว่าจี๋หนาฟู่ ไส้ด้านในมักทำจากข้าวฟ่างบดหรือข้าวเหนียวบด จนเนียนละเอียด ไม่เห็นเมล็ดธัญพืชชัดเจน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาไป่ โดยไส้สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล หรือแม้แต่หอยทาก ส่วนใบห่อจะไม่ใช้ใบที่กินได้เหมือนจี๋หนาฟู่ แต่เลือกใช้ใบกล้วยป่าไต้หวัน (Musa itinerans var. formosana) หรือใบกล้วยขนาดใหญ่ผิวเรียบ รวมถึงใบเย่เถา (Alpinia zerumbet) ที่นิยมเช่นกัน เพราะห่อได้ดี มีกลิ่นหอมสดชื่น และยังนำลำต้นไปสานเป็นภาชนะหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
ในสังคมชาวรูไค “อาไป่” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลัก แต่ยังเป็นของฝากแทนความห่วงใยและคำอวยพร ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ทั้งในครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน ในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น รูไค ไพวัน และเปยหนาน รูปแบบและความหมายของอาหารห่อนี้ก็มีความแตกต่างไปตามบริบทท้องถิ่น
แม้รายละเอียดจะหลากหลาย แต่ทั้ง “อาไป่” และ “จี๋หนาฟู่” ล้วนสะท้อนภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับความรู้ของบรรพชนได้อย่างงดงาม เป็นมากกว่าอาหาร แต่คือวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังมีบทบาทในพิธีกรรมและชีวิตสังคม เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์และความสามัคคี การลงมือทำและแบ่งปันร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การกิน แต่คือการสืบต่อความสัมพันธ์และวิถีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น ได้อย่างทรงพลังไม่แพ้ “บ๊ะจ่าง” ในวัฒนธรรมจีน