1. เพชฌฆาตเงียบในสถานที่ทำงาน: 8 อาชีพกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งจากการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม
โรคมะเร็งยังคงครองอันดับต้น ๆ ของสาเหตุการเสียชีวิตในไต้หวัน นอกเหนือจากปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำงานนับเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญยิ่ง หากร่างกายต้องสัมผัสกับสารก่อมะเร็งในสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมะเร็งจากการประกอบอาชีพ
ข้อมูลสถิติระดับนานาชาติระบุว่า การเสียชีวิตจากการทำงานมากถึงร้อยละ 30 มีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง ทว่าอัตราการตรวจพบในระยะเริ่มต้นยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคดำเนินไปสู่ระยะลุกลามแล้ว ซึ่งทำให้การสืบค้นหาสาเหตุและการเรียกร้องค่าชดเชยเป็นไปด้วยความยากลำบาก

8 อาชีพกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
1. นักบินและลูกเรือ การปฏิบัติหน้าที่บนระดับความสูงเป็นเวลานานทำให้ร่างกายได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สูงกว่าบุคคลทั่วไปถึงสองเท่า ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นอย่างมาก
2. เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางน้ำและพนักงานรักษาความปลอดภัยชายหาด การทำงานกลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดจัดเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ก่อให้เกิดการสะสมของรังสี UV ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้จะมีมาตรการป้องกันเบื้องต้น ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังในกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง
3. พนักงานสำนักงานและผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน พฤติกรรมการนั่งทำงานติดต่อกันโดยไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เชื่อมโยงกับการเกิดโรคเรื้อรังหลายประการ งานวิจัยพบว่าการนั่งนานเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงร้อยละ 19
4. เกษตรกร การสัมผัสกับสารกำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงเป็นประจำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มสารที่มีศักยภาพในการก่อมะเร็ง

5. เจ้าหน้าที่ดับเพลิง การปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง อาทิ อะโครลีน (Acrolein) คาร์บอนมอนอกไซด์ และฟอร์มาลดีไฮด์ ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในกลุ่มนี้สูงกว่าประชากรทั่วไปถึงร้อยละ 14
6. คนงานในอุตสาหกรรมยางและสารเคมี บุคลากรในกลุ่มนี้ ทั้งช่างทำเครื่องหนังและช่างทาสี ต้องสัมผัสกับสารเคมีอันตรายในการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างมาก
7. ช่างทำเล็บ ภายในร้านทำเล็บมักมีสารเคมีที่มีศักยภาพในการก่อมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเบนซีน หากสถานที่ทำงานขาดระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพในกลุ่มนี้ย่อมทวีความรุนแรงขึ้น
8. คนงานก่อสร้าง การสัมผัสกับแร่ใยหินในสถานที่ก่อสร้างอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอด และโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยอาการมักไม่ปรากฏชัดเจนจนกว่าจะผ่านไปหลายสิบปีหลังจากการสัมผัส

มาตรการควบคุมและเฝ้าระวังแร่ใยหินในไต้หวัน
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ให้เห็นว่าการวินิจฉัยโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลระยะยาวในการยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ สำหรับไต้หวัน รัฐบาลได้ตระหนักถึงภัยเงียบดังกล่าวและได้วางมาตรการควบคุมแร่ใยหินอย่างเป็นขั้นตอนและเข้มงวด ดังนี้
พ.ศ. 2532 ประกาศให้แร่ใยหินเป็นสารเคมีเป็นพิษประเภทที่ 2 และเริ่มจำกัดขอบเขตการใช้งาน
พ.ศ. 2549 สั่งห้ามใช้แผ่นกระดานก่อสร้างที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน
พ.ศ. 2561 ห้ามนำเข้าและใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบโดยเด็ดขาด โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะเพื่อการวิจัย ทดสอบ และการศึกษาเท่านั้น
พ.ศ. 2566 ออกประกาศควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เพื่อบรรลุเป้าหมายการควบคุมแร่ใยหินแบบครบวงจร

ข้อควรระวังสำหรับแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
แรงงานต่างชาติที่ปฏิบัติงานในภาคส่วนต่อไปนี้ ควรเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเป็นพิเศษ
ภาคการเกษตร ความเสี่ยงจากการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีทางการเกษตร
ภาคการผลิต อันตรายจากสารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิตและประกอบชิ้นส่วน
ภาคการก่อสร้าง ภัยจากฝุ่นละอองและแร่ใยหินที่อาจตกค้างในสถานที่ก่อสร้างเก่า

คำเตือน: โรคมะเร็งจากการทำงาน มักไม่ปรากฏอาการใด ๆ จนกระทั่งผู้ป่วยเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งทำให้การเรียกร้องสิทธิ์และค่าชดเชยที่พึงได้รับดำเนินการได้ยากยิ่งขึ้น การสร้างความตระหนักรู้อย่างจริงจัง การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด และการเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการป้องกันภัยเงียบที่แฝงอยู่ในสถานที่ทำงาน
2. เตือนภัยแรงงานต่างชาติ ระวังกลลวงมิจฉาชีพผ่านโฆษณาหาคู่ในโลกออนไลน์ ใช้ภาพหญิงสาวหน้าตาดีติดต่อเพิ่มเพื่อนทาง LINE
กระทรวงแรงงานประกาศเตือนภัยแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากพบโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะหาคู่ออนไลน์ หรือได้รับการติดต่อจากหญิงสาวแปลกหน้าที่ชักชวนพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE หรือเมสเซนเจอร์ สิ่งเหล่านี้มักเป็นกับดักที่ขบวนการมิจฉาชีพวางแผนไว้อย่างแยบยล โดยอาศัยเรื่องความสัมพันธ์และอารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องมือในการล่อลวงเพื่อหลอกเอาทรัพย์สิน

กลวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้ คือการนำรูปภาพของหญิงสาวที่มีรูปลักษณ์งดงามมาสร้างความน่าเชื่อถือ ควบคู่กับการใช้ถ้อยคำเย้ายวนเชิงชู้สาวเพื่อดึงดูดความสนใจ ก่อนจะลงมือหลอกลวงให้ซื้อบัตรเติมเงิน วางเงินประกัน หรืออาจถึงขั้นแอบอ้างตนเป็นกลุ่มอิทธิพลเพื่อข่มขู่บังคับให้โอนเงิน
หากท่านพบเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด และรีบดำเนินการบล็อกการติดต่อนั้นทันที

ส่องกลยุทธ์และพฤติกรรมที่พึงสังเกต: สัญญาณเตือนที่พบบ่อย
1. การตีสนิทเพื่อสร้างความไว้วางใจ ในระยะแรก มิจฉาชีพจะเข้าหาด้วยท่าทีเป็นกันเอง ใช้คำพูดที่ไพเราะชื่นชม และดำเนินบทสนทนาในเชิงสนิทสนมเพื่อสร้างความเชื่อใจและดึงดูดความสนใจของเหยื่ออย่างค่อยเป็นค่อยไป
2. การหลอกให้ชำระค่าสมาชิก เมื่อสร้างความไว้วางใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว มิจฉาชีพจะใช้การนัดพบเป็นเหยื่อล่อ พร้อมอ้างว่าจำเป็นต้องชำระค่าสมัครสมาชิกในจำนวนเงินที่ดูเล็กน้อย ราว 1,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อทดสอบว่าเหยื่อยินยอมจ่ายเงินหรือไม่ก่อนจะดำเนินการขั้นต่อไป
3. การบังคับให้ชำระผ่านบัตรเติมเงิน มิจฉาชีพมักกุเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้การนัดพบดูสมเหตุสมผล พร้อมกำชับให้เหยื่อไปซื้อบัตรเติมเงินเกม เช่น MyCard เพื่อใช้เป็นช่องทางในการชำระเงินแทนการโอนเงินโดยตรง

4. การวางแผนล่อลวงขั้นลึก เมื่อเหยื่อเริ่มโอนเงินในจำนวนเล็กน้อยและเริ่มมีความเชื้อถือ มิจฉาชีพจะค่อย ๆ ชักจูงให้ลงทุนหรือจ่ายเงินในจำนวนที่มากขึ้นเป็นลำดับ จากนั้นจะกุเหตุอ้างว่าบัญชีถูกอายัด และบีบบังคับให้ชำระเงินเพิ่มเติมเพื่อยืนยันตัวตนและปลดล็อกบัญชีดังกล่าว
5. การข่มขู่และคุกคามเพื่อบีบบังคับ หากเหยื่อเริ่มระแวงสงสัยหรือพยายามยกเลิกการติดต่อ มิจฉาชีพจะเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างฉับพลัน โดยใช้วิธีข่มขู่ว่ารู้จักสถานที่ทำงานหรือมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ รวมถึงคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง เพื่อบีบให้เหยื่อยอมจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายที่ไม่มีอยู่จริง
6. จุดจบของการหลอกลวง ภายหลังจากที่เหยื่อทยอยโอนเงินผ่านบัญชีซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือแม้กระทั่งส่งเงินสดทางพัสดุไปให้ตามที่ถูกสั่ง ในที่สุดแพลตฟอร์มที่ใช้ติดต่อหรือบุคคลดังกล่าวก็จะหายตัวไปโดยไม่สามารถติดต่อได้อีก ส่งผลให้เหยื่อต้องสูญเสียทรัพย์สินไปอย่างสิ้นเชิง

แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย โดยใช้หลักการ 3 ไม่
1. ไม่เชื่อ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้เพิ่มเพื่อนจากบุคคลแปลกหน้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอในรูปแบบใด รวมถึงการหยิบยื่นโอกาสทำงานที่ดูดีเกินความเป็นจริง
2. ไม่ซื้อ ห้ามปฏิบัติตามคำสั่งของบุคคลแปลกหน้าที่ให้ไปซื้อบัตรเติมเงินเกมในทุกกรณี และไม่เปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารส่วนตัวให้แก่ผู้ใดที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวโดยเด็ดขาด
3. ไม่เก็บไว้ หากพบว่ามีบุคคลใดพยายามชักชวนให้กระทำการในลักษณะดังกล่าวผ่านช่องทางการสื่อสารใด ๆ ให้ดำเนินการบล็อกและลบผู้ติดต่อรายนั้นออกจากระบบทันที โดยไม่ต้องลังเล

กระทรวงแรงงานขอยืนยันว่า ความปลอดภัยและความมั่นคงทางการเงินของแรงงานต่างชาติทุกคนเป็นสิ่งที่หน่วยงานให้ความสำคัญสูงสุด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการขอความช่วยเหลือ โปรดติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เช่น สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
3. แรงงานไทยวัย 54 ปี หมดสติขณะพ่นสีในโรงงานเหล็กที่ไทจง รูม่านตาหดตัว คาดได้รับพิษสารเคมี
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานขึ้นที่โรงงานแปรรูปเหล็กแห่งหนึ่ง บริเวณถนนตงต้า ช่วงที่ 2 เขตต้าหย่า นครไทจง เมื่อแรงงานสัญชาติไทยอายุ 54 ปี เกิดอาการวูบหมดสติล้มลงกับพื้นขณะปฏิบัติงานพ่นสีภายในโรงงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้รีบเร่งเข้าให้การช่วยเหลือ ณ ที่เกิดเหตุทันที

เกิดอุบัติเหตุที่โรงงานเหล็กแห่งหนึ่ง ในเขตต้าหย่า นครไทจง แรงงานไทยอายุ 54 ปี ขณะทาสีเกิดอาการวูบหมดสติ (ภาพประกอบจาก ETtoday)
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงงานรายดังกล่าวมีอาการรูม่านตาหดตัวเล็กลงจนเท่ารูเข็ม ความดันโลหิตต่ำ และหมดสติ ทั้งนี้ ภายในบริเวณที่เกิดเหตุยังมีกลิ่นสารละลายอินทรีย์ฟุ้งกระจาย เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดจากการสูดดมสารพิษระหว่างการทำงาน ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ขณะเกิดเหตุแรงงานไทยรายนี้กำลังปฏิบัติงานทาสีซ่อมบำรุงถังเก็บวัสดุ โดยสีที่ใช้มีส่วนประกอบหลักเป็นไซลีน (Xylene) และไอโซบิวทานอล (Isobutanol) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษและระเหยได้ง่าย ปัจจุบันผู้บาดเจ็บยังคงอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล โดยสาเหตุที่แท้จริงต้องรอผลการวินิจฉัยยืนยันจากแพทย์ต่อไป
ด้านสำนักงานตรวจสอบความปลอดภัยในการทำงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว เบื้องต้นพบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่กึ่งเปิดโล่งมีหลังคาคลุมและมีระบบระบายอากาศ อีกทั้งสถานประกอบการยังได้จัดเตรียมหน้ากากป้องกันสารพิษและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลไว้ให้แก่ลูกจ้างด้วย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดรอบคอบต่อไป และหากพบการละเมิดกฎหมายแรงงาน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ได้เริ่มดำเนินมาตรการเยียวยากรณีแรงงานประสบอันตรายจากการทำงานแล้ว เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานและครอบครัวต่อไป

เกิดอุบัติเหตุที่โรงงานเหล็กแห่งหนึ่ง ในเขตต้าหย่า นครไทจง แรงงานไทยอายุ 54 ปี ขณะทาสีเกิดอาการวูบหมดสติ (ภาพจาก ETtoday
ข้อควรระวัง: ความปลอดภัยในการพ่นสีและการทำงานกับสารเคมี
สารเคมีจากสี ทินเนอร์ และตัวทำละลาย อาจก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หมดสติ หรือเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้ แรงงานไทยทุกคนควรปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัย ดังนี้
✅ สวมหน้ากากป้องกันไอระเหยสารเคมีและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน
✅ ทำงานในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศเพียงพอเสมอ
✅ หยุดการทำงานทันทีเมื่อมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
✅ ไม่ถอดหน้ากากหรือทำงานเพียงลำพังในพื้นที่อับอากาศโดยเด็ดขาด
✅ ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบด้านความปลอดภัยของสถานประกอบการอย่างเคร่งครัด
ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก หากรู้สึกผิดปกติในระหว่างปฏิบัติงาน ให้รีบแจ้งหัวหน้างานและขอรับความช่วยเหลือโดยทันที
