มุ่งมั่นที่จะยกย่องความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งเปี่ยมด้วยศักยภาพในการสร้างแรงพลักดันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับโลกอย่างแท้จริง โรเล็กซ์สานต่อโครงการ “Rolex Awards for Enterprise” มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ในวาระฉลองครบรอบ 50 ปีของโครงการสุดสร้างสรรค์ ได้มีการปรับโฉมโครงการรางวัลใหม่ โดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และความสำเร็จมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Rolex Awards” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Perpetual Planet Initiative” ที่ตั้งใจมอบรางวัลให้แก่บุคคลและโครงการที่สร้างคุณูปการสำคัญในสาขาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการอนุรักษ์มหาสมุทรและภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ และเทคโนโลยี
โครงการ Rolex Awards for Enterprise ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของ Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ำเรือนแรกของโรเล็กซ์โดยรางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรเล็กซ์ในการมีส่วนร่วมสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมในวงกว้าง อันเป็นปรัชญาที่ต่อยอดสู่โครงการริเริ่ม Perpetual Planet Initiative ในปัจจุบัน
อ็องเดร เจ. ไฮนิเกอร์ (André J. Heiniger) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโรเล็กซ์ผู้ริเริ่มโครงการรางวัลดังกล่าว แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า เราริเริ่มโครงการ Rolex Awards for Enterprise ด้วยความเชื่อมั่นว่า ในฐานะองค์กรเรามีความรับผิดชอบในการมีบทบาทเชิงรุกที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตบนโลกใบนี้ พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมค่านิยมที่ยึดมั่น ได้แก่ คุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์, ความมุ่งมั่น และเหนือสิ่งอื่นใดคือจิตวิญญาณแห่งการริเริ่ม
การเปิดตัวนาฬิกาข้อมือ Oyster เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน ถือเป็นสัญญาณของการสำรวจยุคใหม่ โดยนาฬิกา Oyster ช่วยให้นักผจญภัยสามารถผลักดันขีดจำกัดของการสำรวจได้มากยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา Rolex ได้พัฒนาบทบาทจากการสนับสนุนการสำรวจเพื่อการค้นพบ สู่การมีส่วนร่วมในการพิทักษ์โลก พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นผ่านการเปิดตัว Perpetual Planet Initiative ในปี 2019 ปัจจุบัน โครงการนี้มีเครือข่ายความร่วมมือที่เติบโตไปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงผู้ได้รับรางวัล Rolex Awards และองค์กรพันธมิตรมากมายจากทุกมุมโลก ที่ต่างทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมีผู้ได้รับรางวัลแล้ว 165 คน จาก 52 สัญชาติ ซึ่งได้ดำเนินโครงการในกว่า 67 ประเทศทั่วโลก
การปรับโฉมใหม่ของโครงการในครั้งนี้ Rolex มีเป้าหมายที่จะขยายผลลัพธ์เชิงบวกจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ สุขภาพ และเทคโนโลยี โดยจะจัดเป็นประจำทุกปี แทนที่จะเป็นปีเว้นปีดังที่ผ่านมา และเพื่อให้สามารถคัดเลือกบุคคลและโครงการที่สร้างคุณประโยชน์ได้อย่างมีนัยสำคัญในสาขาหลัก ผู้สมัครจะได้รับการเสนอชื่อโดยโรเล็กซ์ ผ่านเครือข่ายพันธมิตร ที่ปรึกษา และองค์กรในระดับนานาชาติ ก่อนเชิญให้ยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการ คุณสมบัติสำคัญที่ Rolex เฟ้นหาก็คือ จะต้องสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติและโลก พร้อมทั้งมีทักษะและความมุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง โดยการพิจารณาจะอิงจากความเป็นต้นฉบับ ผลกระทบในวงกว้างต่อโลก ตลอดจนศักยภาพด้านความเป็นผู้นำของผู้สมัคร ผู้ที่ได้รับรางวัลแต่ละท่านจะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อนำไปดำเนินโครงการ พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆไปทั่วโลก
รางวัล Rolex Awards ประจำปี 2026 นี้ได้สร้างหมุดหมายสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผู้ได้รับรางวัลทั้ง 5 ท่านในปีนี้ล้วนเป็นผู้หญิง โดยพวกเธอมาจากประเทศอินโดนีเซีย ไนจีเรีย เปรู จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังความร่วมมือระดับโลกในการปกป้องโลกและส่งต่อประโยชน์ให้แก่ คนรุ่นหลัง
โรเล็กซ์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนวัตกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสในแอฟริกาตะวันตก ไปจนถึงการปกป้องระบบนิเวศป่าฝนอันเป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซีย
Binbin Li
ปกป้องหมีแพนด้าในป่า
ปัจจุบันมีแพนด้ายักษ์ในธรรมชาติน้อยกว่า 2,000 ตัว โดยพวกมันอาศัยอยู่ในป่าไผ่บนภูเขาสูงทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่ปศุสัตว์เลี้ยงแบบปล่อยอิสระใช้เป็นแหล่งหากิน Binbin Li นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์กำลังทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างแนวทางการเลี้ยงปศุสัตว์ที่ยั่งยืน ซึ่งช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชน ควบคู่ไปกับการปกป้องสัตว์ป่าในพื้นที่ รางวัล Rolex Awards จะช่วยให้ Li สามารถนำวิถีทางแก้ไขปัญหาไปใช้และขยายผลในเทือกเขาหลายแห่งทั่วประเทศจีน
พิทักษ์ผืนป่าในสุมาตรา
เขตนิเวศวิทยาเลอูเซอร์ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย คือสถานที่สุดท้ายบนโลกที่ช้าง เสือ ลิงอุรังอุตัง และแรด ยังคงดำรงชีวิตร่วมกันในธรรมชาติ แต่พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาและการตัดไม้ทำลายป่า Farwiza Farhan นักอนุรักษ์ป่าไม้สามารถระดมพลังชุมชนท้องถิ่นได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นผู้นำในการรณรงค์หลายครั้งเพื่อต่อต้านการทำลายระบบนิเวศแห่งนี้
ป้องกันโรคระบาด
Pardis Sabeti นักพันธุศาสตร์การแพทย์ ยืนหยัดอยู่แนวหน้าในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสและความเสี่ยงของโรคระบาดในแอฟริกาตะวันตกมานานหลายสิบปี เธอนำเทคโนโลยีและอัลกอริทึมล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ในการตรวจจับและควบคุมโรคติดเชื้อ และทักษะของเธอมีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการระบาด
เสริมพลังชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ในไนจีเรีย
Rachel Ikemeh ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ลิงโคโลบัสแดงแห่งสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนเจอร์พ้นจากภาวะใกล้สูญพันธุ์ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน แนวทางอันสร้างสรรค์ของเธอมุ่งมีส่วนร่วมและเสริมศักยภาพให้ชุมชนในพื้นที่เดลตา ซึ่งเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังมีการศึกษาไม่มากนักและเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันของไนจีเรีย โดยปกป้องพื้นที่ป่ากว่า 5,839 เฮกตาร์ และคุ้มครองสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างน้อย 13 สายพันธุ์ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนมากกว่า 2,500 คน รางวัล Rolex Award จะสนับสนุนเธอในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่และโครงการการศึกษาเคลื่อนที่ในพื้นที่เดลตาเพื่อขยายความสำเร็จนี้สู่ชุมชนใกล้เคียงต่อไป
อนุรักษ์ผึ้ง เพื่อปกป้องแอมะซอน
Rosa Vásquez Espinoza นักชีววิทยาเคมี เป็นผู้บุกเบิกการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในแอมะซอนกับการลดลงของชันโรงหรือผึ้งไร้เหล็กใน ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพืชประจำถิ่น และมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชน โดยรักษาความมั่นคงทางอาหาร งานวิจัยของเธอมีส่วนสำคัญในคดีประวัติศาสตร์ในประเทศเปรู ซึ่งนำไปสู่การคุ้มครองทางกฎหมายแก่ชันโรง และยังเป็นการยอมรับสิทธิทางกฎหมายของชันโรงเป็นครั้งแรก รางวัล Rolex Award จะเปิดโอกาสให้เธอขยายแนวพื้นที่คุ้มครองถิ่นอาศัยของชันโรงในแอมะซอนของเปรู ที่ดำเนินการภายใต้การนำของชุมชนชนพื้นเมือง
สำหรับ ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ผู้ก่อตั้งแบรนด์โรเล็กซ์แล้ว โลกใบนี้เปรียบเสมือนห้องทดลองธรรมชาติ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา เขาได้เริ่มใช้สภาพแวดล้อมที่ท้าทายและสุดขั้วบนโลกเป็นสถานที่ทดสอบประสิทธิภาพของนาฬิกา พร้อมทั้งให้การสนับสนุนเหล่านักสำรวจที่เดินทางลึกเข้าไปในดินแดนที่ไม่มีใครเคยค้นพบ
โรเล็กซ์ได้จัดหาอุปกรณ์ให้กับทีมสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ของอังกฤษ ซึ่งประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นกลุ่มแรกของโลก และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินี้ โรเล็กซ์จึงได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Explorer ขึ้นในปี ค.ศ. 1953
ต่อมาในทศวรรษ 1960 โรเล็กซ์ได้เข้าร่วมการสำรวจครั้งใหม่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก โดยดำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรโลก ณ ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา (Mariana Trench) ในครั้งนั้น ฌาคส์ ปิการ์ด (Jacques Piccard) และ ดอน วอลช์ (Don Walsh) ได้ขับยานดำน้ำลึกทรีเอสต์ (Trieste) ลงไปที่ความลึก 10,916 เมตร (35,814 ฟุต) โดยมีนาฬิกาต้นแบบ Rolex Oyster Deep Sea Special ติดตั้งอยู่ภายนอกตัวยาน แม้จะต้องเผชิญกับแรงดันมหาศาล แต่นาฬิกาก็ยังคงทำงานได้อย่างเป็นปกติเมื่อยานดำน้ำกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ
โรเล็กซ์ได้เปิดตัวโครงการ Perpetual Planet Initiative ขึ้นในปี ค.ศ. 2019 เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการปกป้องโลกผ่านการสำรวจและค้นพบ โครงการนี้ให้การสนับสนุนแผนงานที่หลากหลายและได้ขยายขนาดอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีพันธมิตรร่วมอุดมการณ์มากกว่า 30 ราย ซึ่ง Rolex Awards โฉมใหม่ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ที่ดำเนินมาเกือบ 50 ปี เพื่อสนับสนุนบุคคลที่ไม่ธรรมดาในการขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมต่างๆ
หนึ่งในแกนหลักของโครงการ Perpetual Planet ของโรเล็กซ์คือ Mission Blue โดย ซิลเวีย เอิร์ล (Sylvia Earle) นักสมุทรศาสตร์ผู้ดำรงตำแหน่ง Testimonee (แบรนด์แอมบาสเดอร์) ของโรเล็กซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ได้ก่อตั้งโครงการ Mission Blue ขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลที่วิกฤตทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Hope Spot (จุดแห่งความหวัง)
โครงการ Mission Blue ได้รับการสนับสนุนจากโรเล็กซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 และในปัจจุบัน จำนวนพื้นที่ Hope Spot ได้เพิ่มขึ้นจาก 50 แห่ง เป็นมากกว่า 165 แห่งแล้ว
นอกจากนี้ พันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์ที่ได้รับการสนับสนุน ยังรวมไปถึง:
คริสตินา มิตเทอร์ไมเออร์ (Cristina Mittermeier) ช่างภาพเพื่อการอนุรักษ์
Coral Gardeners กลุ่มผู้ฟื้นฟูแนวปะการัง
Under The Pole โครงการสำรวจใต้ทะเลลึก
มูลนิธิเจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโก (Prince Albert II Foundation) และ สถาบันสมุทรศาสตร์แห่งโมนาโก (Oceanographic Institute)
มูลนิธิ One Ocean (One Ocean Foundation) และ OceanX
ในส่วนของสิ่งแวดล้อมบนผืนแผ่นดิน โรเล็กซ์ได้มีความร่วมมืออันยาวนานกับ สมาคม National Geographic มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 ซึ่งความสัมพันธ์นี้ได้แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยทางสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้เผยให้เห็นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก
สำหรับความร่วมมือล่าสุดระหว่างโรเล็กซ์และสมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาตินั้น มุ่งเน้นไปที่การสำรวจมหาสมุทร ซึ่งครอบคลุมมหาสมุทรหลักทั้ง 5 แห่งของโลก ตั้งแต่ชายฝั่งไปจนถึงก้นทะเล และจากอาร์กติกไปจนถึงแอนตาร์กติกา
พันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมบนบกและผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์คนอื่นๆ ได้แก่:
สตีฟ บอยส์ (Steve Boyes) นักอนุรักษ์ชาวแอฟริกาใต้
มูลนิธิฟื้นฟูธรรมชาติแห่งอาร์เจนตินา (Rewilding Argentina) และ มูลนิธิฟื้นฟูธรรมชาติแห่งชิลี (Rewilding Chile)
พื้นที่อนุรักษ์แม่น้ำออเรนจ์-คารู (ORKCA)
คอนสแตนติโน เอาคา ชูตัส (Constantino Aucca Chutas) นักชีววิทยาชาวพื้นเมืองเปรู
อินซา โคเน (Inza Kone) นักอนุรักษ์ชาวไอวอรีโคสต์
สมาคมภูมิศาสตร์หลวง (RGS) รวมถึงเหล่านักปีนเขาอีกมากมาย
โรเล็กซ์ยังให้การสนับสนุนบุคคลและองค์กรที่ทำการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ เกรกัวร์ ควอร์แตง (Grégoire Courtine) ผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์ ผู้ทุ่มเทให้กับการปฏิวัติเทคโนโลยีทางการแพทย์ ควอร์แตงได้พัฒนาเทคโนโลยีชีววิศวกรรมที่แหวกแนวในการกระตุ้นไขสันหลังเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อีกครั้ง โดยเขาหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ
พันธมิตรและผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์ในด้านนี้ ยังรวมถึง:
แอนดรูว์ บาสตาวรัส (Andrew Bastawrous) ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
มิรันดา หวัง (Miranda Wang) ผู้ทุ่มเทให้กับการปฏิวัติเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติก
เฟลิกซ์ บรูคส์-เชิร์ช (Felix Brooks-church) ผู้แก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในแทนซาเนีย
มาร์ค เคนดอล (Mark Kendall) วิศวกรชีวการแพทย์ชาวออสเตรเลีย ผู้ประดิษฐ์แผ่นแปะวัคซีนต้นทุนต่ำ
มูลนิธิ CERN & Society (CERN & Society Foundation)
ในปี ค.ศ. 2026 นี้ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการจัดตั้งรางวัล โรเล็กซ์ได้พลิกโฉมรางวัลโฉมใหม่ภายใต้ชื่อ Rolex Awards เพื่อเน้นย้ำถึงการเชิดชูผู้สร้างอิทธิพลเชิงบวกอันยิ่งใหญ่และความสำเร็จอันโดดเด่น ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรเล็กซ์ในการอุทิศตนเพื่อโลกที่กว้างใหญ่ขึ้น อันเป็นปรัชญาพื้นฐานของโครงการ Perpetual Planet ความแตกต่างของรางวัลโรเล็กซ์จากรางวัลหรือทุนสนับสนุนอื่นๆ คือ ไม่ได้มีไว้เพื่อยกย่องความสำเร็จในอดีต แต่มีขึ้นเพื่อผลักดันโครงการใหม่หรือโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างอิทธิพลครั้งใหญ่ให้แก่โลก
โครงการของผู้ได้รับรางวัลโรเล็กซ์ได้สร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลอย่างลึกซึ้ง โดยหลายโครงการส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ดังนี้:
ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 37 ล้านต้น
ปกป้องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ 48 สายพันธุ์
ปกป้องระบบนิเวศหลัก 32 แห่ง (รวมถึงป่าฝนแอมะซอนพื้นที่กว่า 57,600 ตารางกิโลเมตร)
ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่หลายร้อยชนิด
สำเร็จภารกิจการสำรวจที่ยากลำบาก 19 ครั้ง
พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างแพร่หลาย 49 รายการ
โครงการ Perpetual Planet ของโรเล็กซ์พร้อมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักสำรวจรุ่นใหม่ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ต่อยอดจากความสำเร็จอันน่าทึ่งของคนรุ่นก่อน และเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ผ่านการค้นพบต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง