วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโครงการใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวันที่กำลังถูกพูดถึงมากในวงการการศึกษา นั่นก็คือโครงการ “AI Di+ Experimental Program” หรือโครงการทดลอง AI Di+ ที่นำ “AI learning companion” หรือ “บัดดี้ AI” มาเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนประถมและมัธยมต้น
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน เปิดเผยว่า เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI อย่างรวดเร็ว กระทรวงจึงเดินหน้าผลักดันโครงการ AI Di+ ในปีนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง โดยโครงการนี้มีแนวทางหลักอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ การสำรวจความต้องการของโรงเรียน การบูรณาการทรัพยากรการเรียนรู้ และการใช้เครื่องมือออนไลน์เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมนักศึกษาสายครูจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอนจริงในอนาคตด้วย
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว “AI บัดดี้” ที่พูดถึงนี่คืออะไร? ลองจินตนาการว่า เวลาที่เราเรียนหนังสือแล้วเจอโจทย์ยาก ๆ ปกติอาจมีบางคนเลือกเปิดเฉลยทันที หรือบางครั้งก็ถามเพื่อน แต่ AI บัดดี้ของไต้หวันจะไม่รีบเฉลยคำตอบให้ทันที AI ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่คล้าย “เพื่อนคู่คิด” มากกว่าเป็นเครื่องตอบคำถาม โดยจะค่อย ๆ ถามกลับ ชวนคิด และช่วยให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตัวเอง แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เรียกว่า “คำถามแบบโสกราตีส” หรือ Socratic Questioning ซึ่งเป็นวิธีตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้คนคิดอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จำคำตอบ
ตัวอย่างเช่น ถ้านักเรียนตอบโจทย์ผิด AI อาจไม่ได้พูดว่า “ผิดนะ คำตอบคือ…” แต่จะถามกลับว่า “ลองคิดดูอีกครั้งว่าโจทย์กำลังถามอะไร” “มีข้อมูลส่วนไหนที่เรายังไม่ได้ใช้หรือเปล่า” “ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดอีกแบบจะได้คำตอบเหมือนเดิมไหม” การถามแบบนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ฝึกคิด วิเคราะห์ และค่อย ๆ สร้างทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญมากในอนาคต
หนึ่งในผู้ที่มาร่วมแบ่งปันแนวคิดนี้ก็คือ ศาสตราจารย์ หลี่เจิ้งเซวียน จาก National Taichung University of Education หรือ NTCU ที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติของโครงการนี้ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่ Tainan Cultural and Creative Park โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัย 16 แห่ง และโรงเรียนประถมกับมัธยมต้นอีก 185 แห่งเข้าร่วม ศาสตราจารย์หลี่อธิบายว่า โครงการนี้ต้องการนำแนวคิด “Slow AI” มาใช้ในการศึกษา คำว่า Slow AI ไม่ได้หมายความว่า AI ช้าหรือทำงานไม่เก่งนะคะ แต่หมายถึง AI ที่ออกแบบมาเพื่อให้คน “คิด” มากขึ้น ไม่ใช่ให้ AI ทำทุกอย่างแทนมนุษย์
AI บัดดี้ที่ใช้ในโครงการนี้ชื่อว่า “e-Du” ซึ่งทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวันที่ชื่อว่า 因材網แพลตฟอร์มนี้เป็นระบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล หรือ personalized learning platform หมายความว่า ระบบจะช่วยวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนมีจุดแข็ง จุดอ่อน หรือความเร็วในการเรียนแตกต่างกันอย่างไร แล้วปรับบทเรียนให้เหมาะกับแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักเรียนคนหนึ่งเก่งคณิตศาสตร์ แต่ยังอ่อนภาษาอังกฤษ ระบบก็อาจช่วยจัดกิจกรรมหรือแบบฝึกหัดที่เหมาะกับนักเรียนคนนั้นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยคุณครูเตรียมการสอนได้ด้วย ภายในระบบมีทั้งฟีเจอร์ช่วยเรียนรู้ทั่วไป และฟีเจอร์ช่วยสำรวจธรรมชาติและงานเขียน ทำให้ครูหรือ “บัดดี้รุ่นใหญ่” ซึ่งก็คือนักศึกษาสายครู สามารถสร้าง “ครูสอนพิเศษ e-Du” ประจำห้องเรียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากของโครงการนี้ คือเรื่อง “ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ในหลายประเทศ รวมถึงไต้หวันเอง โรงเรียนในเมืองใหญ่มักมีทรัพยากรและเทคโนโลยีมากกว่าโรงเรียนในชนบท บางแห่งมีครูเฉพาะทางครบ มีอุปกรณ์ทันสมัย หรือมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่บางโรงเรียนอาจยังขาดแคลน กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันจึงหวังว่า AI จะเข้ามาช่วยเติมช่องว่างตรงนี้ เพราะถ้าเด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียวกัน มี AI คอยช่วยเรียนรู้ และมีทรัพยากรออนไลน์เหมือนกัน ก็อาจช่วยให้โอกาสทางการศึกษาใกล้เคียงกันมากขึ้น
ศาสตราจารย์เกาไถเชี่ยน หัวหน้าโครงการศูนย์ปฏิบัติการ AI Di+ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เด็กทุกคนมีทักษะดิจิทัล และสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างกลไกฝึกอบรมด้านการสอนที่บูรณาการ AI เข้ากับการเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทั้งนักเรียนและครูในอนาคต เมื่อก่อนเราอาจเน้นการท่องจำ แต่ปัจจุบัน AI สามารถค้นข้อมูลหรือสรุปเนื้อหาได้รวดเร็วมาก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “รู้คำตอบ” แต่คือการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ดังนั้นการที่ไต้หวันพยายามฝึกให้นักเรียน “เรียนรู้ด้วยตัวเอง” ผ่าน AI จึงถือว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจมาก
รองศาสตราจารย์เจี่ยนหย่าเจิน จาก National Taipei University of Education มองว่า โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีความก้าวหน้าและมองการณ์ไกล เพราะในช่วง 2 ปีข้างหน้า โรงเรียนต่าง ๆ จะเริ่มบูรณาการการฝึกอบรมครู การเรียนรู้ดิจิทัล และการสนับสนุนด้านการบริหารเข้าด้วยกันมากขึ้น อีกทั้งยังสนับสนุนให้ครูฝึกหัดใช้เครื่องมือ AI ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง 因材網 และ Cool English เพื่อช่วยให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน