การแต่งงานมิใช่เป็นเพียงการมาอยู่ร่วมกันของสามีภรรยาเพียงสองคนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการเชื่อมโยงให้ครอบครัว 2 ครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน หรือแม้แต่เป็นการปรับตัวของวัฒนธรรม 2 วัฒนธรรมเข้าด้วยกันด้วย สิ่งสำคัญคือ การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน สร้างชีวิตสมรสบนพื้นฐานแห่งความเข้าใจกัน การเกี่ยวดองกับญาติพี่น้องของแต่ละฝ่าย การดูแลครอบครัว และการแบ่งหน้าที่ในการทำงานบ้าน การสื่อสารพูดคุยและความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส ความตกลงในการอบรมดูแลบุตรธิดา บิดามารดาต่างก็มีส่วนร่วมในการดูแลบุตรธิดา
การบริหารครอบครัวและชีวิตสมรส
ชีวิตสมรสที่มีความสุข มีองค์ประกอบหลายประการ รวมถึง ทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ ของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารพูดคุยที่ดี ความรู้จักประนีประนอมระหว่างกัน การบริหารทางการเงินที่ดี การแบ่งหน้าที่ในการทำงานบ้านที่เหมาะสม เป็นต้น สมาชิกในครอบครัวก็ควรต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของอีกฝ่ายที่มาจากต่างประเทศ (หรือต่างถิ่น)
1. เปิดใจยอมรับความแตกต่าง และสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของชีวิตคู่สมรสต่างชาติ คือความแตกต่างด้านภาษา อาหาร ประเพณี เทศกาล รวมถึงความเชื่อทางศาสนาและค่านิยมในการดำเนินชีวิต การใช้วัฒนธรรมของตนเองเป็นมาตรฐานเพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นทั้งสองฝ่ายควรเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน ให้เกียรติความแตกต่าง และมองความหลากหลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่อุปสรรค
2. สื่อสารอย่างจริงใจ และรับฟังกันด้วยความเข้าใจ
การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของทุกความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม สำหรับคู่สมรสต่างชาติ ช่วงแรกของการใช้ชีวิตในต่างแดนอาจเต็มไปด้วยความกดดัน ความเหงา และความไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ คู่ชีวิตจึงควรเป็นกำลังใจที่สำคัญ รับฟังความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยความอดทน และหลีกเลี่ยงคำพูดที่ตำหนิ ดูถูก หรือมีอคติทางวัฒนธรรม
เมื่อเกิดความขัดแย้ง การเว้นระยะให้ทั้งสองฝ่ายได้สงบสติอารมณ์ก่อน รู้จักจับจังหวะของการ “ฟังอย่างอดทน ค่อยๆ พูด และหยุดเมื่อถึงเวลา” หากขัดแย้งรุนแรงและไม่สามารถเจรจากันได้แล้ว ก็ให้รู้จักการ “หยุดชั่วคราวในช่วงเวลาที่เหมาะสม” วิธีนี้จะมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงทางอารมณ์ของทั้งฝ่าย และเปิดโอกาสให้สามารถกลับมาพูดคุยกันด้วยเหตุผลและความเข้าใจมากขึ้น
3. การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ร่วมกันเลี้ยงดูบุตร
ในปัจจุบันนี้ สังคมทั่วไปต่างให้การยอมรับว่า การทำงานบ้านเป็นหน้าที่ของทุกคนในบ้าน และมีหลักฐานจากการค้นคว้าวิจัยระบุว่า การหาเวลาที่เหมาะสมแสดงความขอบคุณต่ออีกฝ่ายที่เสียสละมาทำงานบ้าน และการช่วยอีกฝ่ายแบ่งเบาภาระในการทำงานบ้าน จะมีส่วนช่วยยกระดับความสุขของชีวิตสมรสให้เพิ่มสูงขึ้น
การเลี้ยงดูบุตรเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักทำให้เกิดความคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะแต่ละคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ควรพูดคุยและตกลงแนวทางการเลี้ยงดูลูกร่วมกัน รวมถึงสนับสนุนกันและกันต่อหน้าบุตร ไม่ตำหนิหรือหักล้างวิธีการสอนของอีกฝ่ายต่อหน้าลูก เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการและความรู้สึกของเด็กได้
4.การบริหารความสัมพันธ์กับบิดามารดา ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน
จากมุมมองของสามีภรรยาแล้ว ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสจะรวมถึง บิดามารดาและญาติพี่น้อง รวมถึงมิตรสหายของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน แต่หลักการที่ต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ “ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา”
เมื่ออีกฝ่ายเกิดความขัดแย้งกับสมาชิกในครอบครัวของเรา จะต้องพยายามทำตัวเป็นสะพานในการเชื่อมโยงคู่สมรสของเรากับคนในครอบครัวของเรา พยายามหาวิธีที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างก็สามารถยอมรับได้ หรือเข้าใจในจุดยืนของอีกฝ่ายได้ “ครอบครัวมีสุข สรรพสิ่งรุ่งเรือง”คือความคาดหวังของชนเชื้อสายจีนที่มีต่อครอบครัว นอกจากนี้แล้ว ยังควรที่จะพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคมให้มีความกว้างขวางและได้รับการยอมรับมากขึ้น
5. พัฒนาตนเองและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับคู่สมรสต่างชาติที่ต้องเริ่มต้นชีวิตในสังคมใหม่ การเรียนภาษา การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน การฝึกทักษะอาชีพ หรือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ล้วนเป็นช่องทางที่ช่วยให้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคมและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น
ในด้านเศรษฐกิจ การมีรายได้หรือมีอาชีพที่มั่นคง ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจ ความมั่นคงทางจิตใจ และความรู้สึกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้านอีกด้วย
6. ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ
ในไต้หวันมีหน่วยงานและบริการที่พร้อมสนับสนุนครอบครัวของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก หากประสบปัญหาด้านภาษา กฎหมาย การใช้ชีวิต หรือการปรับตัว สามารถติดต่อสายด่วน 1990 "บริการช่วยเหลือชาวต่างชาติ" ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้บริการภาษาจีน อังกฤษ และญี่ปุ่น ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนภาษาเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา ให้บริการวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00–17.00 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)
นอกจากนี้ ในแต่ละเมืองยังมีศูนย์บริการครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่จัดกิจกรรมพัฒนาครอบครัว กิจกรรมสำหรับพ่อแม่และลูก รวมถึงบริการให้คำปรึกษาด้านจิตใจและการปรับตัว เพื่อช่วยให้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในไต้หวันได้อย่างราบรื่น