Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 8 มิถุนายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 8 มิถุนายน 2569

อย่าลืมใช้สิทธิ์! เปลี่ยนแอร์-ตู้เย็นเก่า รัฐอุดหนุนสูงสุด 5,000 เหรียญ หมดเขตสิ้นปีนี้ 

     ท่ามกลางอากาศร้อนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ และค่าไฟฤดูร้อนที่กำลังเริ่มบังคับใช้ในไต้หวัน กระทรวงเศรษฐการไต้หวันออกมาเตือนประชาชนให้เร่งเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าภายในปีนี้ หลังโครงการ “เงินอุดหนุนเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานสำหรับครัวเรือน” ซึ่งดำเนินมานาน 4 ปี กำลังเข้าสู่ปีสุดท้าย

     กระทรวงเศรษฐการระบุว่า ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศหรือ ตู้เย็นรุ่นเก่า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับประหยัดพลังงานเบอร์ 1 จะได้รับเงินอุดหนุนเครื่องละ 3,000 เหรียญ และหากรวมสิทธิ์คืนภาษีสินค้าเพิ่มเติม จะได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 5,000 เหรียญต่อเครื่อง โดยโครงการจะสิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2026 นี้ สำนักงานพลังงานไต้หวันชี้ว่า การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นรุ่นเก่าเป็นรุ่นประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์นั้นได้ประมาณ 50% และจะเห็นผลชัดเจนมากในช่วงฤดูร้อน ยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งในเขตตงชวี เมืองซินจู๋ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันสามรุ่น หลังเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเก่า 3 เครื่อง สามารถลดการใช้ไฟฟ้ารายปีลงได้ถึง 30% และในช่วงฤดูร้อนลดการใช้ไฟได้สูงถึง 50% เมื่อรวมค่าไฟที่ประหยัดได้กับโบนัสส่งเสริมการประหยัดไฟจากการไฟฟ้าไต้หวัน ทำให้ครอบครัวดังกล่าวประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าปีละ 10,000 เหรียญ ทางการจึงแนะนำว่า หากภายในบ้านยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่าที่กินไฟสูง ควรเร่งเปลี่ยนก่อนสิทธิ์สนับสนุนจะหมดลง

     ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐการระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2023 รัฐบาลได้สนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานแล้วกว่า 5.21 ล้านเครื่อง ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 3.4 พันล้านหน่วย และกระตุ้นยอดขายในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมูลค่าสูงถึง 156.3 พันล้านเหรียญ หนึ่งแสนห้าหมื่นหกล้านสามร้อยล้านเหรียญ 

     อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวงเงินสนับสนุนคงเหลือน้อยกว่า 30% แล้ว รัฐบาลจึงเตือนประชาชนให้รีบใช้สิทธิ์โดยเร็ว เพื่อช่วยลดค่าไฟและรับมือฤดูร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนอกจากการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่แล้ว หน่วยงานด้านพลังงานยังระบุว่า การดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันก็ช่วยประหยัดไฟได้เช่นกัน

    ผลสำรวจการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนปี 2025 ของ 工業技術研究院 หรือสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไต้หวันพบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมากที่สุดในบ้าน คือ เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน เครื่องปรับอากาศมีสัดส่วนการใช้ไฟสูงถึง 50% ของการใช้ไฟทั้งหมดในครัวเรือน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ก่อนเริ่มใช้งานแอร์ในฤดูร้อน ควรล้างแผ่นกรองอากาศก่อน เพราะสามารถช่วยประหยัดไฟได้สูงสุดประมาณ 10% ขณะเดียวกัน หากตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 26 ถึง 28 องศา และเปิดพัดลมร่วมด้วย ทุกการเพิ่มอุณหภูมิขึ้น 1 องศา จะช่วยลดการใช้ไฟของแอร์ได้ประมาณ 6% ส่วนการใช้งานตู้เย็น แนะนำให้เก็บของภายในไม่เกิน 80% ของพื้นที่ และเว้นช่องระบายความร้อนรอบตัวเครื่องอย่างน้อย 10 เซนติเมตร รวมถึงตรวจสอบยางขอบประตูตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถใช้กระดาษสอดบริเวณขอบประตูเพื่อตรวจสอบการรั่วของอากาศ หากดึงกระดาษออกได้ง่าย แสดงว่าซีลยางเริ่มเสื่อมและควรเปลี่ยนทันที เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน

    กระทรวงเศรษฐการไต้หวันย้ำว่า การประหยัดพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องลดค่าไฟ แต่เป็นส่วนสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงานเชิงลึก ทั้งการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะ และเทคโนโลยีลดการใช้พลังงานในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม

    นับตั้งแต่เริ่มดำเนินมาตรการดังกล่าวในปี 2024 ไต้หวันสามารถประหยัดไฟสะสมได้แล้วกว่า 12.068 พันล้านหน่วย เทียบเท่าปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินต้าหลินจำนวน 2 เครื่องตลอดหนึ่งปีเต็ม มาตรการอุดหนุนเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานของไต้หวัน กำลังสะท้อนปัญหาค่าไฟและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่เครื่องปรับอากาศกลายเป็นต้นทุนหลักของหลายครัวเรือน

    แม้รัฐบาลจะมองว่าเป็นมาตรการช่วยประหยัดไฟ แต่ในทางเศรษฐกิจ ยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวด้วย อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เพราะแม้รัฐจะอุดหนุนสูงสุด 5,000 เหรียญ แต่หลายครัวเรือนยังไม่มีเงินก้อนพอเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ทำให้คนรายได้น้อยยังต้องแบกรับค่าไฟแพงจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าต่อไป (ที่มาภาพบน: 中央社)

為期四年的「住宅家電汰舊換新節能補助」已邁入最後一年。 聯合報系資料照

(ที่มา: 經濟日報)

   

ผู้ไม่เข้าเกณฑ์ผู้สูงอายุ-ผู้พิการในผิงตง ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนร่วมบริจาคช่วยเหลือต่อเนื่อง 

    มาต่อกันที่ประเด็นสังคมที่น่ากังวล และกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของไต้หวันในเวลานี้ วิกฤตอัตราการเกิดต่ำ (หรือปัญหาสังคมไม่ยอมมีลูก) กำลังส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำให้ 'ระบบการดูแลกันเองภายในครอบครัว' อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นช่องว่างที่น่ากลัวชัดเจนขึ้น ล่าสุดทางสำนักงานสังคมสงเคราะห์เทศมณฑลผิงตง ทางตอนใต้ของไต้หวัน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่ต้องเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คนกลุ่มนี้กลับตกสำรวจและไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการหลักของรัฐได้ค่ะ

    ในไต้หวันมีคำนิยามเรียกคนกลุ่มนี้ว่า 'เฟยเหล่า-เฟยจ้าง' (非老非障) แปลง่ายๆ คือ 'ไม่ใช่ผู้สูงอายุ และไม่ใช่ผู้พิการ คนกลุ่มนี้มักจะเป็นวัยแรงงานทั่วไปนี่แหละค่ะ แต่เกิดโชคร้ายประสบอุบัติเหตุรุนแรง เจ็บป่วยกะทันหัน หรือสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเองไปชั่วคราวหรือระยะยาว พอจะไปยื่นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล สิทธิ์ก็ไม่เข้าเกณฑ์ เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ผู้สูงอายุ และสภาพร่างกายก็ยังไม่ตรงตามเงื่อนไขที่จะออกใบรับรองผู้พิการได้ กลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่หลุดรอดสายตาของระบบสวัสดิการรัฐไปอย่างน่าเสียดาย ซ้ำร้ายกว่านั้น พอโครงสร้างครอบครัวยุคนี้เล็กลงเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีพี่น้องหรือญาติคอยช่วยประคับประคองเหมือนในอดีต คนกลุ่มนี้จึงติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พึ่งพารัฐไม่ได้ พึ่งพาครอบครัวก็ไม่มี

     รัฐบาลได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของเรื่องนี้ไว้ด้วยค่ะว่า ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และแนวโน้มสังคมเกิดน้อย (หรือสังคมที่คนไม่ยอมมีลูก) ปัจจัยเหล่านี้มันมารวมกันจนทำให้หลายๆ ครัวเรือน แบกรับภาระไม่ไหว และมีศักยภาพในการดูแลคนในบ้านลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี และไม่มีบัตรผู้พิการ คนกลุ่มนี้แม้ว่าวันหนึ่งจะโชคร้าย สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตไปชั่วคราว หรืออยู่ในช่วงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด แต่พวกเขากลับไม่สามารถยื่นขอรับเงินช่วยเหลือตามระบบสวัสดิการในปัจจุบันได้เลย

    ผลที่ตามมาคือ คนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเลยต้องตกอยู่ในสภาพ 'ขาดทั้งรายได้ และขาดทั้งคนดูแล' เพราะครอบครัวเองก็ช่วยไม่ไหว จนต้องเผชิญวิกฤตอย่างหนักทั้งในเรื่องสุขภาพและการดำรงชีวิตในแต่ละวัน

    ที่ผ่านมา นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานกันหนักมากค่ะ เพื่อวิ่งหาทางช่วยเหลือเฉพาะหน้าให้คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดึงงบจากกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน การเปิดระดมทุนช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป หรือต้องคอยประสานงานขอความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลต่างๆ เพื่อประคับประคองชีวิตพวกเขาไว้ และล่าสุดก็มีข่าวดี เมื่อสำนักงานสังคมสงเคราะห์เทศมณฑลผิงตง ได้จัดตั้งโครงการพิเศษขึ้นมา ชื่อว่า 'โครงการดูแลครัวเรือนเปราะบาง ร่วมปกป้องด้านการแพทย์' เพื่อเข้ามาโอบอุ้มและช่วยเหลือกลุ่ม 'ไม่แก่-ไม่พิการ' (非老非障) นี้โดยเฉพาะ ซึ่งโครงการนี้จะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลย ถ้าขาดผู้ใหญ่ใจดีจากภาคเอกชน อย่างบริษัท เจียซิง อินเตอร์เนชันแนล (鎵興國際公司) และ สมาคมการกุศลไท่จื่อ (中華安歲太子慈善會) ที่ได้จับมือร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้วค่ะ โดยในปีนี้ร่วมสนับสนุนงบประมาณสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หลังจากที่ปีที่แล้วก็ช่วยบริจาคในจำนวนเท่ากันนี้มาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นพลังเงียบจากภาคสังคมและเอกชนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอุดรอยรั่ว ช่วยต่อลมหายใจ และร่วมปกป้องกลุ่มคนเปราะบางที่กำลังเดือดร้อน ไม่ให้ต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยวในยามที่ร่างกายอ่อนแอ

    ในพิธีมอบเงินสนับสนุนครั้งนี้ คุณ หลี จินเซิง (黎金生) ประธานสมาคมการกุศลจงหัวอันซุ่ยไท่จื่อ ได้เปิดใจไว้อย่างน่าประทับใจค่ะว่า หลังจากที่ได้เห็นผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที จนหลายคนสามารถฟื้นฟูร่างกายและกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนได้อีกครั้ง มันทำให้เห็นเลยค่ะว่าโครงการนี้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง ท่านจึงได้ชักชวนทั้งสมาชิกในสมาคมและพันธมิตรทางธุรกิจให้มาร่วมสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อช่วยฉุดคนที่กำลังเจอวิกฤตชีวิตให้ลุกขึ้นยืนใหม่ได้อีกครั้ง และเพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ป่วยให้รอบด้านยิ่งขึ้น ทางสำนักงานสังคมสงเคราะห์เปิดเผยว่า ปีนี้โครงการได้ 'ขยายมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม' ด้วยนะคะ จากเดิมที่รัฐคอยช่วยออกค่าดูแล ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าคนเฝ้าไข้ให้อยู่แล้ว

    ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเพิ่ม 'ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ' และ 'เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ' เข้ามาค่ะ สำหรับใครที่ตั้งใจฟื้นฟูร่างกายจนหายดี และสามารถออกจากศูนย์ดูแลกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านหรือในชุมชนได้ โครงการจะมอบเงินช่วยเหลือให้ เดือนละ 6,000 ดอลลาร์ไต้หวัน สูงสุดไม่เกิน 3 เดือน ค่ะ เพื่อเป็นเงินทุนสำรองช่วยประคองค่าใช้จ่ายพื้นฐานในช่วงตั้งตัว และสร้างความมั่นใจในการกลับมาพึ่งพาตัวเองอีกครั้ง แถมถ้าผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วว่ายังจำเป็น ก็สามารถขยายเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งรอบด้วยนะคะ เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้พวกเขากลับไปล้มหมอนนอนเสื่อหรือติดอยู่ในวงจรวิกฤตซ้ำอีก

    พอมาดูตัวเลขสถิติเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ในปีที่แล้วมีผู้ป่วยที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ทั้งหมด 51 คน แยกเป็นผู้ชาย 42 คน (หรือเกือบ 83%) และผู้หญิง 9 คน (ประมาณ 17%) ที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงมากๆ คือ กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือช่วง 51 ถึง 64 ปี ซึ่งสูงถึง 63% ของทั้งหมด! ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนเลยว่า 'กลุ่มคนวัยใกล้เกษียณ' กำลังกลายเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มใหม่ในสังคมไต้หวัน ที่เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากที่สุด

    นอกจากนี้ จากผู้ที่สิ้นสุดการดูแลในปีที่แล้วจำนวน 44 คน มีเพียง 8 คนเท่านั้นค่ะที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนได้สำเร็จ ปัญหาหลักเลยคือ พอออกจากศูนย์ดูแลมาแล้ว พวกเขาไม่มีรายได้ที่มั่นคง และไม่มีญาติพี่น้องคอยซัพพอร์ต ถ้าไม่มีเงินทุนหรือทรัพยากรเข้าไปช่วยได้ทันเวลา สุดท้ายหลายคนก็ต้องซมซานกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตเหมือนเดิม

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลผิงตงถึงมองว่า การเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพและค่าฟื้นฟูในปีนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยขยายบทบาทจากการเป็นแค่ 'เบาะรองรับยามฉุกเฉิน' ไปสู่ 'สะพานเชื่อมส่งพวกเขากลับคืนสู่สังคม' เพื่อให้กลุ่ม 'ไม่แก่-ไม่พิการ' เหล่านี้ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

屏縣成人緊急安置服務新增返家生活扶助金中華安歲太子慈善功德會再次捐贈50萬元關懷弱勢

(ที่มา: 新聞聯合網)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解