เมื่อเร็วๆนี้มีนักโภชนาการไต้หวันที่ใช้นามปากกาว่า เหล่ากู ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ โภชนาการและวิทยาศาสตร์ โดยเหล่ากู ออกมาเปิดเผยเรื่อง คนญี่ปุ่นกินเค็มจัด ! แต่ทำไมยังอายุยืน และนำเสนองานวิจัยที่เผยเคล็ดลับ การกินที่ช่วยปกป้องหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งช่วยทำให้ชาวญี่ปุ่นอายุยืน
ข้อมูลสถิติ“อายุขัยเฉลี่ย” (Life Expectancy) ของประชากรโลก ปี พ.ศ. 2568 ระบุ ประเทศหรือเขตพื้นที่ที่คนมีอายุยืนที่สุดในโลก คือ โมนาโก โดยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 86.6 ปี รองลงมาคือ ซานมารีโน 85.9 ปี ฮ่องกง 85.7 ปี และญี่ปุ่น 85 เกาหลีใต้ 84.5 ปี ในขณะที่ไต้หวัน 80.77 ปี ส่วนไทย 78.1 ปี แต่ถ้าพูดถึง “ประเทศใหญ่”ที่มีชื่อเสียงเรื่องคนอายุยืนและสุขภาพดี คนส่วนใหญ่มักนึกถึงญี่ปุ่นเพราะมีจำนวนผู้สูงอายุและคนอายุเกิน 100 ปีจำนวนมาก รวมถึงวัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น กินปลา ผัก อาหารหมัก และเดินเยอะ
คนทั่วไปมักคิดว่าคนญี่ปุ่นอายุยืนเพราะกินอาหารรสจืด แต่นักโภชนาการระบุว่า ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น งานวิจัยแบบวิเคราะห์รวมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 2.6 ล้านคน พบว่า ชาวญี่ปุ่นที่อายุยืนเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ต่ำ และคนญี่ปุ่นไม่ได้อายุยืนเพราะกิน “จืด” แต่เกิดจากโครงสร้างการกินโดยรวม และการจับคู่ของอาหารชนิดต่าง ๆ ในระยะยาว จนเกิดสมดุลทางโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพ
งานวิจัยดังกล่าวพบว่า กลุ่มคนที่มีรูปแบบการกินใกล้เคียงกับ “อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม” มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองลดลง 20% ความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลง 19% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 17%
สิ่งที่เรียกว่า “อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม” มักประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ปลา อาหารทะเล ชาเขียว สาหร่าย ข้าว ซุปมิโสะ อาหารหมัก ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น ทีมวิจัยมองว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงการกินไขมันต่ำทั้งหมด แคลอรีต่ำทั้งหมด หรือไม่กินเนื้อสัตว์เลย ตรงกันข้าม มันคล้ายกับการสร้าง “สมดุลของความเสี่ยง” ระหว่างอาหารชนิดต่าง ๆ มากกว่า

คนญี่ปุ่นไม่ได้อายุยืนเพราะกิน “จืด” แต่เกิดจากโครงสร้างการกินโดยรวมและการจับคู่ของอาหารหลากหลายชนิดในระยะยาว จนเกิดสมดุลทางโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพ
อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมนั้นมีโซเดียมค่อนข้างสูงมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน คนญี่ปุ่นก็กินผัก ผลไม้ ปลา สาหร่าย ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และชาเขียวในปริมาณมาก อาหารเหล่านี้ให้โพแทสเซียม โพลีฟีนอล ใยอาหาร โปรตีนจากพืช และกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ไขมันในเลือด การทำงานของหลอดเลือด และการอักเสบในร่างกาย
งานวิจัยยังชี้ว่า “อัตราส่วนโซเดียมต่อโพแทสเซียม” ที่ต่ำกว่า สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่ “กินเค็มเกินไป” ที่ทำร้ายสุขภาพ แต่ “กินโพแทสเซียมน้อยเกินไป” ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน
งานวิจัยมองว่า ผลดีของอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม อาจมาจาก “การลดผลเสียที่เกิดจากการบริโภคเกลือสูง” ซึ่งหมายความว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องไร้ความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง แต่คือการใช้โครงสร้างการกินโดยรวมมาชดเชยความเสี่ยง และสามารถปฏิบัติได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังยกตัวอย่างเรื่องปลาและกรดไขมันโอเมกา-3 โดยระบุว่า การกินปลามากขึ้น มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง งานวิจัยเชื่อว่า DHA และ EPA ในน้ำมันปลา สามารถช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด ปรับความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ และมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด
ความอายุยืนของคนญี่ปุ่นไม่เคยเกิดจาก “อาหารวิเศษ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากชุดพฤติกรรมการกินที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ปลา มิโสะ นัตโตะ หรือชาเขียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผัก ชา สาหร่าย อาหารหมัก ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่น ๆ และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ซึ่งร่วมกันสร้างโครงสร้างการกินที่เอื้อต่อการรักษาสุขภาพในระยะยาว และสิ่งที่ร่างกายต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความจืดแบบสุดโต่ง แต่คือการใช้วัตถุดิบธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อให้สารอาหารต่าง ๆ อยู่ในจุดสมดุลที่พอดี
ที่มาข้อมูล
1. setn.com
2. rama.mahidol.ac.th