1. อุทาหรณ์! ผู้อนุบาลอินโดนีเซียทำงานในไต้หวัน 17 ปี เกือบสูญเงินออม 9 แสน หลังถูกมิจฉาชีพหลอกซื้อบ้าน ตำรวจไถหนาน-พนักงานไปรษณีย์สกัดการโอนเงินได้ทันเวลา
นางสาวซีดี้ (นามสมมุติ) ผู้อนุบาลชาวอินโดนีเซียวัย 34 ปี ซึ่งเดินทางมาทำงานในไต้หวันตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี กัดฟันสู้ชีวิตไม่เคยหยุดพักและไม่เคยกลับบ้านตลอด 17 ปี จนสามารถเก็บหอมรอมริบเงินได้ 900,000 เหรียญไต้หวัน แต่เกือบตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ หลังตั้งใจโอนเงินเก็บทั้งหมด เพื่อส่งกลับอินโดนีเซียไปซื้อบ้าน โชคดีได้รับการช่วยเหลือจากพนักงานแผนกออมทรัพย์ของการไปรษณีย์ ใช้ “QR Code แจ้งเหตุเงียบ” แจ้งตำรวจ สกัดการโอนเงินได้ทันเวลา ช่วยรักษาเงินเก็บทั้งชีวิตไว้ได้

พนักงานแผนกออมทรัพย์ของการไปรษณีย์ ใช้ “QR Code แจ้งเหตุเงียบ” แจ้งตำรวจ สกัดการโอนเงินได้ทันเวลา ช่วยผู้อนุบาลอินโดนีเซียรักษาเงินเก็บทั้งชีวิตไว้ได้ (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)
วันเกิดเหตุ นางสาวซีดี้เดินทางไปยังแผนกออมทรัพย์ของสำนักงานไปรษณีย์แห่งหนึ่งในเขตจงซี นครไถหนาน เพื่อขอโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานไปรษณีย์สอบถามรายละเอียดตามขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย กลับพบว่าเธอไม่สามารถให้ข้อมูลใดได้เลย ไม่ว่าจะเป็นชื่อโครงการบ้าน ภาพถ่ายอาคาร หรือสัญญาซื้อขาย ประกอบกับที่เธอสื่อสารภาษาจีนได้ไม่คล่องนัก จึงทำให้พนักงานเกิดความสงสัยว่าเธออาจกำลังตกเป็นเหยื่อของขบวนการฉ้อโกงข้ามชาติ
เพื่อไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพที่อาจคอยสังเกตการณ์อยู่จากระยะไกลทราบความเคลื่อนไหว พนักงานธนาคารจึงตัดสินใจไม่โทรศัพท์แจ้งเหตุตามวิธีปกติ แต่ใช้ "คิวอาร์โค้ดแจ้งเหตุเงียบ" (QR Code Silent Alarm) นวัตกรรมของสถานีตำรวจไถหนาน เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างแนบเนียน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจหนานเหมินจึงรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุในเวลาอันรวดเร็ว

พนักงานแผนกออมทรัพย์ของการไปรษณีย์ ใช้ “QR Code แจ้งเหตุเงียบ” แจ้งตำรวจ สกัดการโอนเงินได้ทันเวลา ช่วยผู้อนุบาลอินโดนีเซียรักษาเงินเก็บทั้งชีวิตไว้ได้ (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงและพูดคุยเพิ่มเติม จึงทราบเรื่องราวสุดสะเทือนใจว่า นางสาวซีดี้เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตั้งแต่อายุ 18 ปี ตลอดระยะเวลาเกือบ 17 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันหยุดก็เลือกที่จะทำงานล่วงเวลา และที่ผ่านมาก็ไม่เคยกล้าโอนเงินกลับบ้านเลย จนกระทั่งเก็บเงินได้ 900,000 เหรียญไต้หวัน เมื่อตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดครั้งนี้จึงตัดสินใจโอนเงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว? และถามว่าเธอตั้งใจจะซื้อบ้านจัดสรรโครงการไหน นางสาวซีดี้กลับอึกอักและไม่สามารถอธิบายได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานธนาคารจึงร่วมกันอธิบายเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษสลับกัน เพื่อให้เธอเข้าใจถึงรูปแบบการหลอกลวงที่มักอ้างเหตุการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนข้ามชาติ เพื่อหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีในต่างประเทศ เมื่อนางสาวซีดี้เข้าใจความจริง เธอตัดสินใจยกเลิกการโอนเงินทันที เงินออมทั้งชีวิตจึงรอดพ้นจากน้ำมือมิจฉาชีพอย่างหวุดหวิด

กรณีของนางสาวซีดี้โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากความใส่ใจของพนักงานธนาคารและไหวพริบของตำรวจ แต่ในความเป็นจริง ยังมีแรงงานต่างชาติอีกจำนวนมากที่ต้องสูญเสียเงินก้อนโตจากน้ำพักน้ำแรงเพราะสื่อสารไม่ได้และเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องอุดช่องโหว่นี้ เพื่อไม่ให้เงินจากหยาดเหงื่อของพวกเขาต้องตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีที่สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวมกันกว่า 1.45 ล้านคน และกำลังตกเป็นเป้าหมายของขบวนการมิจฉาชีพทั้งในและต่างประเทศ

สมาคมพี่น้องสตรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไต้หวัน (TransAsia Sisters Association, Taiwan) เคยเผยแพร่รายงานสำรวจในหัวข้อ "ความเสี่ยงเชิงระบบต่อการถูกฉ้อโกงของแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน" พบข้อมูลที่น่าเป็นห่วงว่า เกือบร้อยละ 30 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยถูกนายหน้าจัดหางานโกง และมีผู้เสียหายเพียงร้อยละ 13.7 เท่านั้นที่เลือกแจ้งความหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการร้องทุกข์ในปัจจุบันยังขาดความพร้อมด้านภาษาและความไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐ
กรณีของนางสาวซีดี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งที่เกือบสูญเสียเงินออมทั้งชีวิต หากแต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การรู้เท่าทันกลโกงและการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความฝันที่เป็นจริง กับความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนของแรงงานผู้จากบ้านเกิดมาเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า
2. หนุ่มแรงงานอินโดฯ โร่แจ้งความเสื้อผ้าหายในร้านซักรีด ตำรวจเกาสงสืบสวนรวดเร็ว ก่อนพบเป็นเหตุหยิบสลับโดยไม่ตั้งใจ
เกิดเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญกึ่งอบอุ่นหัวใจขึ้นที่เขตกังซาน นครเกาสง เมื่อแรงงานชายชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ต้องตกใจสุดขีดหลังจากไปรับเสื้อผ้าที่ร้านซักผ้าแล้วพบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เนื่องจากในจำนวนนั้นมีเสื้อผ้าที่ภรรยาจัดส่งมาให้ใช้ระหว่างทำงานไกลบ้าน แรงงานหนุ่มจึงรีบเข้าแจ้งความขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท้ายที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีกังซานที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้สามารถคลี่คลายคดีจนพบว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิดและหยิบเสื้อผ้าผิดไป พร้อมทั้งช่วยนำสิ่งของสำคัญกลับคืนสู่เจ้าของได้อย่างราบรื่น

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจเจียซิง สังกัดสถานีตำรวจกังซาน นครเกาสง ได้รับแจ้งความจากแรงงานอินโดนีเซียรายหนึ่งระบุว่า ตนได้นำเสื้อผ้าไปซักที่ร้านซักผ้าแห่งหนึ่งบนถนนเจียซิง เขตกังซาน แต่เมื่อเดินทางกลับมารับผ้ากลับพบว่าเสื้อผ้าหายไป จึงสงสัยว่าอาจถูกมือดีลักขโมยไป เมื่อได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว ตำรวจรุดลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดโดยทันที จากการสืบสวนพบว่ามีชายสวมเสื้อสีดำเข้ามาหยิบสิ่งของในร้านในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงขยายผลตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกโดยรอบ ควบคู่กับการเดินเท้าสอบถามข้อมูลจากประชาชนและร้านค้าในเส้นทางดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน

แรงงานอินโดนีเซียรายหนึ่งแจ้งความเสื้อผ้าหายไปจากร้านซักผ้า ตำรวจสถานีเจียซิง กังซาน นครเกาสง บริการอย่างเป็นมิตรช่วยเหลือตามคืนมาได้ และพบว่าเป็นเพียงหยิบเสื้อผ้าผิดไป (ภาพจากสถานีตำรวจกังซาน เกาสง)
จากความพยายามและความละเอียดรอบคอบในการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวชายต้องสงสัยได้ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งชายผู้นั้นได้ให้การยอมรับว่าหยิบเสื้อผ้าผิดไปโดยไม่ได้มีเจตนา และด้วยความกังวลใจว่าจะถูกเข้าใจผิด จึงเกิดความลังเลไม่ทราบว่าจะจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการคลี่คลายความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองฝ่าย จนสามารถส่งมอบเสื้อผ้าคืนแก่เจ้าของได้อย่างเรียบร้อย
ทั้งนี้ แรงงานชาวอินโดนีเซียรายดังกล่าวทำงานในนิคมอุตสาหกรรมผลิตสกรูและน็อตในเกาสง และต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูทั้งภรรยา บุตร และผู้สูงอายุที่บ้านเกิด แม้เสื้อผ้าที่สูญหายจะมิใช่สิ่งของที่มีมูลค่าทางทรัพย์สินสูงนัก แต่คุณค่าทางจิตใจที่แฝงอยู่ในสิ่งของเหล่านั้นทำให้เขาไม่อาจปล่อยผ่านได้ หลังจากได้รับเสื้อผ้าคืน แรงงานหนุ่มถึงกับกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้งใจ

ตำรวจเตือนว่า ไม่ทิ้งเสื้อผ้าหรือสิ่งของไว้ในเครื่องซักผ้าโดยไม่มีผู้ดูแล เนื่องจากอาจทำให้ผู้อื่นหยิบไปโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจเกิดความเข้าใจผิดได้
โฆษกสถานีตำรวจกังซาน นครเกาสง ฝากเตือนประชาชนและแรงงานต่างชาติที่ใช้บริการร้านซักผ้า ไม่ว่าจะเป็นร้านที่มีพนักงานให้บริการหรือร้านซักผ้าหยอดเหรียญแบบบริการตนเอง ให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้
- ตรวจสอบสิ่งของก่อนนำออกจากร้านทุกครั้ง โดยเฉพาะในร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่ลูกค้าหลายรายใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าร่วมกัน ซึ่งมีโอกาสหยิบสิ่งของสลับกันได้ง่าย
- ติดป้ายหรือเครื่องหมายระบุความเป็นเจ้าของ บนถุงใส่ผ้าหรือสิ่งของส่วนตัว เพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะ
- ไม่ทิ้งเสื้อผ้าหรือสิ่งของไว้ในเครื่องโดยไม่มีผู้ดูแล เนื่องจากอาจทำให้ผู้อื่นหยิบไปโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจเกิดความเข้าใจผิดได้
- หากพบสิ่งของผิดปกติหรือสงสัยว่าหยิบสลับ ให้รีบติดต่อเจ้าของร้านหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือ
ตำรวจย้ำว่า หากประชาชนหรือแรงงานต่างชาติประสบเหตุสิ่งของสูญหาย หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที โดยตำรวจพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยในทรัพย์สินของทุกคน
3. ร้านสะดวกซื้อในไต้หวันหันจ้างพนักงานต่างชาติมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงาน
ไม่ใช่แค่แรงงานท้องถิ่นเท่านั้น! ในปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อในไต้หวันไม่ได้พึ่งพาเฉพาะแรงงานท้องถิ่น หากแต่เริ่มมีพนักงานชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวเวียดนาม ปรากฏตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์บริการมากขึ้นเป็นลำดับ ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนแรงงานที่ขยายตัวครอบคลุมเกือบทุกภาคธุรกิจ ร้านสะดวกซื้อเชนใหญ่ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ต่างเร่งปรับตัวด้วยการเปิดรับบุคลากรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาต่างชาติ ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไต้หวัน หรือผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในงานบริการส่วนหน้าของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

FamilyMart เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านเหรียญไต้หวัน ในภาพเป็นเมนูอาหารไทย (ภาพจาก FamilyMart)
7-ELEVEN จัดตั้ง “สาขาต้นแบบ” 14 แห่ง ขยายฐานบุคลากรหลากหลายเชื้อชาติ
บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้บริหารกิจการ 7-ELEVEN ในไต้หวัน เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรกับแรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน โดยเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายแรก ๆ ที่ออกมาตรการพัฒนาบุคลากรต่างชาติ ริเริ่มจัดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะสำหรับนักศึกษาต่างชาติในระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การปฏิบัติงานด้านบริการ

7-ELEVEN ร้านสะดวกซื้อมีสาขาทั่วเกาะมากถึง 8,200 แห่ง เริ่มเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และรับพนักงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ในภาพเป็นสาขาที่เกาสง (ภาพจาก CNA)
นอกจากนี้ บริษัทยังได้คัดเลือกสาขาที่ตั้งอยู่ในย่านที่มีนักศึกษาต่างชาติอาศัยอยู่หนาแน่น เพื่อจัดตั้งเป็นสาขาต้นแบบสำหรับพนักงานต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายไปแล้วกว่า 14 สาขาทั่วประเทศ โดยบริษัทคาดหวังว่าการบอกต่อและการแนะนำจากพนักงานต่างชาติที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน จะช่วยดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีศักยภาพให้สมัครเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอีก
7-ELEVEN ยังได้นำเครื่องมืออำนวยความสะดวกหลากหลายรูปแบบมาใช้ควบคู่กัน อาทิ ป้ายชื่อพนักงานที่ออกแบบสำหรับชาวต่างชาติ ระบบแปลภาษาแบบเรียลไทม์ผ่านแท็บเล็ต โปสเตอร์กิจกรรมหลายภาษา ตลอดจนคู่มือและแผ่นช่วยจำที่เข้าใจง่าย สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา ทำให้พนักงานต่างชาติสามารถเรียนรู้งานหน้าร้านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการลูกค้าไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตในไต้หวันจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จัดโซนสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริการลูกค้ากลุ่มใหม่
จากข้อมูลสถิติภายในของบริษัท พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาต่างชาติและคู่สมรสชาวต่างชาติเข้ามาปฏิบัติงานในสาขาต่าง ๆ สะสมรวมแล้วกว่า 1,000 ราย ทั้งยังพบว่าสาขาที่ตั้งอยู่ในชุมชนที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่หนาแน่น หลังจากนำแรงงานนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเสริมแล้ว สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในพื้นที่และกระตุ้นยอดขายให้เติบโตขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด
FamilyMart เดินหน้านโยบายบุคลากรหลากหลาย นำระบบพี่เลี้ยงทลายกำแพงภาษาและวัฒนธรรม
ในส่วนของ FamilyMart นั้น บริษัทได้ดำเนินนโยบายบุคลากรที่หลากหลายมาตั้งแต่ปี 2565 ด้วยการเปิดรับทั้งผู้สูงอายุ ชาวต่างชาติ และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้าสู่งานบริการ ปัจจุบัน สัดส่วนพนักงานต่างชาติในสาขาที่บริษัทบริหารเองสูงถึงประมาณร้อยละ 10 ครอบคลุมทั้งนักศึกษาต่างชาติ นักศึกษาในโครงการความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา รวมถึงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มีสิทธิ์ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

FamilyMart ร่วมกับมูลนิธิ Pearl S. Buck ได้สร้าง "ร้านสะดวกซื้อที่เป็นมิตรต่อการหางานสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่" ช่วยเหลือครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้รับการจ้างงานที่มั่นคงและปรับปรุงสถานะทางเศรษฐกิจของตน (ภาพจาก CNA)
เพื่อให้พนักงานต่างชาติพร้อมปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว FamilyMart ได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานใหม่และชั้นเรียนพิเศษสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน มาตรฐานการให้บริการ ไปจนถึงการฝึกสื่อสารผ่านสถานการณ์จำลอง พร้อมด้วยสื่อการสอนหลายภาษาและแหล่งเรียนรู้ภาษาจีนออนไลน์ เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าใจบริบทการให้บริการในสังคมไต้หวันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน บริษัทจัดให้มีพนักงานอาวุโสทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับระบบทบทวนภาษาจีนเป็นระยะ และกลุ่มสนับสนุนหลายภาษาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือระหว่างเพื่อนร่วมงาน โดยภาพรวมพบว่า พนักงานต่างชาติมีความมั่นคงในการทำงาน มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และทุ่มเทให้กับงานบริการเป็นอย่างดี ซึ่งยังช่วยนำพามุมมองที่หลากหลายทางวัฒนธรรมมาสู่องค์กรอีกด้วย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับ FamilyMart และมูลนิธิ Pearl S. Buck จัดกิจกรรม "ผู้จัดการร้านตัวน้อย ประสบการณ์ทำงานหนึ่งวันสำหรับพ่อแม่และลูก ณ ร้านแฟมิลี่มาร์ท ช่วยเหลือครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้รับการจ้างงานที่มั่นคงและปรับปรุงสถานะทางเศรษฐกิจของตน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังคงมีความท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะในด้านภาษาและวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าสั่ง "ต้าปิงหนา" (大冰拿) ซึ่งหมายถึงลาเต้เย็นแก้วใหญ่ พนักงานต่างชาติที่เพิ่งเริ่มงานอาจไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์เฉพาะดังกล่าว จึงต้องอาศัยพนักงานอาวุโสคอยแนะนำทีละขั้นตอน นอกจากนี้ ยังเคยมีกรณีพนักงานชาวอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่สามารถสัมผัสผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูได้ตามหลักศาสนา และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในโซนอาหารสำเร็จรูป เช่น โอเด้งและหม้อต้มต่าง ๆ ผู้จัดการร้านจึงได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของแต่ละบุคคลตามความเหมาะสม

FamilyMart เป็นร้านสะดวกซื้อรายแรกที่ให้ความสำคัญและเจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ด้วยการบริการที่เป็นมิตรและรองรับหลายภาษา (ภาพจาก CNA)
PX Mart ใช้ระบบ "พาสปอร์ตพนักงานใหม่" ส่งรุ่นพี่ฝึกงานอย่างเข้มข้นพร้อมลงสนามจริง
ด้าน PX Mart หรือเฉวียนเหลียน ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านในเครือ ธุรกิจอาหารสด และศูนย์โลจิสติกส์ ก็มีการจ้างงานพนักงานต่างชาติเช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 95 ของพนักงานต่างชาติทั้งหมด รองลงมาคือนักศึกษาที่ทำงานนอกเวลา ส่วนการจ้างงานในตำแหน่งพนักงานประจำมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1 ทั้งนี้ คู่สมรสชาวต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไต้หวันแล้ว จะถูกจัดประเภทเป็นพนักงานสัญชาติไต้หวันตามกฎหมาย

PX Mart หรือเฉวียนเหลียน ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่มีสาขาทั่วเกาะมากถึง 1,250 สาขา ในภาพเป็นสาขาในชนบทที่เมืองผิงตง (ภาพจาก CNA)
สำหรับการดูแลพนักงานต่างชาติในส่วนของงานหน้าร้านนั้น บริษัทใช้ระบบพาสปอร์ตพนักงานใหม่ โดยจัดให้มีพนักงานอาวุโสคอยประกบฝึกปฏิบัติงานจริงและประเมินผลเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ครอบคลุมทั้งกฎระเบียบพื้นฐาน การจัดเตรียมพื้นที่หน้าร้าน และการใช้งานระบบเครื่องคิดเงิน เพื่อให้พนักงานต่างชาติสามารถปรับตัวและเริ่มปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันสั้น
ภายในองค์กรยังได้จัดตั้งสาขาบ่มเพาะ ซึ่งเป็นสาขาที่มีประสบการณ์ด้านการฝึกอบรม ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ถ่ายทอดความรู้และแหล่งสนับสนุนพนักงานใหม่ ในด้านโครงการความร่วมมือทางวิชาการ สถาบันการศึกษาจะเป็นผู้จับคู่นักศึกษากับสาขาที่เหมาะสมตามวิชาเอกและความถนัด พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน โดยกระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีการโยกย้ายสถานที่ทำงานโดยพลการ
สำหรับพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในแผนกอาหารสดหรือแผนกที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอาหาร บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมวิชาชีพเพิ่มเติมตั้งแต่ 1 ถึง 6 เดือน ซึ่งผสมผสานการฝึกปฏิบัติจริง การเรียนในห้องเรียน และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อยกระดับความรู้ด้านสุขอนามัยทางอาหารและทักษะวิชาชีพให้มีความแข็งแกร่งและได้มาตรฐานยิ่งขึ้น
(ขอบคุณ : ข้อมูลจาก www.ltn.com.tw)