ตำรวจใช้เวลากว่า 1 ปีในการติดตามรอยขบวนการนักเคมีใต้ดิน ที่ลักลอบนำยาหวัดกว่า 800,000 เม็ดมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดเกรดสูง
กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมของไต้หวันเปิดโปงเครือข่ายผลิตยาเสพติดรายใหญ่ที่นำยาหวัดซึ่งมีสาร “เอฟีดรีน (Ephedrine)” กว่า 800,000 เม็ดจากทั่วไต้หวัน มาสกัดและผลิตเป็นแอมเฟตามีนความบริสุทธิ์สูงถึงราว 70–80% โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนนานเกือบ 1 ปี ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 คน พร้อมยึดของกลางทั้งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปรวมเกือบ 400 กิโลกรัม ซึ่งหากผลิตสำเร็จทั้งหมดจะมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึงประมาณ 40–50 ล้านเหรียญไต้หวัน
จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาหลายรายมีวุฒิการศึกษาเพียงระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ แต่สามารถศึกษาความรู้ด้านเคมีด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ผลิตรายอื่น จนพัฒนาทักษะการผลิตยาเสพติดได้ในระดับสูง เสมือน “หมอปรุงยาเสพติด” จากซีรีส์ดัง Breaking Bad โดยใช้สารเคมีถูกกฎหมายกว่า 40–50 ชนิด ผ่านกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอน จนสามารถสกัดสารจากยาหวัดและแปรรูปเป็นแอมเฟตามีนที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวใสและมีความบริสุทธิ์สูงเป็นพิเศษ
เครือข่ายดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ โดยนายอู๋ อายุ 33 ปี และนายกัว อายุ 26 ปี ทำหน้าที่ผลิตยาเสพติด ขณะที่ภรรยาของนายอู๋รับผิดชอบจัดซื้อและขนย้ายอุปกรณ์ ส่วนชายแซ่ซู อายุ 44 ปี ช่วยติดตั้งเครื่องจักรและระบบภายในโรงงาน เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม พวกเขาเลือกใช้พื้นที่ห่างไกลและโรงงานร้างเป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงเปลี่ยนสถานที่ผลิตอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มสกัดสารเอฟีดรีนจากยาหวัดในเขตอันติ้ง เมืองไถหนาน ก่อนขนส่งไปยังเมืองผิงตงเพื่อผ่านกระบวนการทำให้เป็นกรด (Acidification) และส่งต่อไปยังโรงงานในเขตหูเน่ย เมืองเกาสง เพื่อทำกระบวนการเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) จนกลายเป็นแอมเฟตามีน พร้อมใช้รถกระบะเช่าสำหรับขนส่งสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ โดยวางแผน “กลางวันขนยา กลางคืนผลิตยา” เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกตรวจจับ
เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหาเลือกใช้พื้นที่ภูเขาและบริเวณรกร้างที่แทบไม่มีผู้คนสัญจร ตำรวจจึงไม่สามารถเข้าใกล้พื้นที่ได้ง่าย และต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล บางครั้งถึงขั้นนอนเฝ้าอยู่ภายในรถเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของรถบรรทุกที่เข้าออกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันขั้นตอนการผลิตภายในโรงงานได้ เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนยุทธวิธีไปติดตาม “รถขยะ” ที่ออกจากพื้นที่ เมื่อรถขยะเคลื่อนออกไปไกลพอจึงเข้าตรวจค้นถุงขยะที่ถูกทิ้งไว้ และใช้เวลาคัดแยกหลักฐานในเวลากลางคืน นับจำนวนซองฟอยล์บรรจุยาทีละชิ้น เพื่อนำมาคำนวณปริมาณสารตั้งต้นและกำลังการผลิตของเครือข่าย
ในที่สุด เมื่อตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน จึงเข้าปฏิบัติการจับกุมและตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้งยาไอซ์ และยาบ้า โดยมีสารออกฤทธิ์หลักคือ เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) กว่า 71 กิโลกรัม สารละลายกึ่งสำเร็จรูปกว่า 46 กิโลกรัม สารเอฟีดรีน รวมถึงสารตั้งต้นและอุปกรณ์ผลิตยาเสพติดจำนวนมาก เมื่อนำไปรวมกับของกลางจากคดีที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ พบว่ามีน้ำหนักรวมเกือบ 400 กิโลกรัม และสามารถผลิตยาเสพติดได้มากกว่า 140 กิโลกรัม
หลังเสร็จสิ้นการสอบสวน คดีถูกส่งต่อให้อัยการเมืองไถหนานดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยนายอู๋และนายกัวถูกศาลสั่งควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่ผู้ต้องหาในคดีรอบแรกบางรายถูกพิพากษาจำคุกแล้ว สำนักงานตำรวจสอบสวนกลางไต้หวันระบุว่า โรงงานผลิตยาเสพติดมักซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและก่อให้เกิดมลพิษจากสารเคมีอันตราย จึงจำเป็นต้องติดตามปราบปรามทั้งเครือข่ายการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยสอดส่องสิ่งผิดปกติและแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันลดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมในสังคม