1. กระทรวงแรงงานไต้หวันแจงนโยบาย "ศูนย์ค่าหัวคิว" ใช้เฉพาะภาคการผลิตและประมง ไม่เกี่ยวผู้อนุบาลในครัวเรือน วอนอย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ
กระทรวงแรงงานไต้หวันออกแถลงการณ์ชี้แจงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังภาคประชาสังคมแสดงความกังวลต่อนโยบาย "ศูนย์ค่าบริการจัดหางาน" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ศูนย์ค่าหัวคิว" ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงานต่างชาติทั้งหมด โดยกระทรวงฯ ยืนยันชัดเจนว่า นโยบายดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและภาคการประมงเท่านั้น และไม่มีผลบังคับใช้กับนายจ้างภาคครัวเรือนหรือแรงงานในตำแหน่งผู้อนุบาลแต่อย่างใด พร้อมขอให้ประชาชนอย่าได้วิตกกังวลจนเกินเหตุ

กลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือนคัดค้านนโยบายให้นายจ้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันของแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ผู้อนุบาลไม่เกี่ยว (ภาพจาก CNA)
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาคมครอบครัวผู้พิการและกลุ่มนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน ได้ยื่นข้อเสนอผ่าน JOIN แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ "คัดค้านการผลักภาระค่าใช้จ่ายแรงงานต่างชาติสูงสุดถึง 190,000 เหรียญไต้หวันให้นายจ้างแบกรับแต่เพียงผู้เดียว" โดยปฏิเสธนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นการผลักแรงกดดันต่างประเทศมาให้ไต้หวัน จนอาจทำลายทั้งภาคอุตสาหกรรมและครอบครัวที่มีผู้ป่วยต้องดูแล ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวมีผู้ร่วมลงนามสนับสนุนผ่านเกณฑ์ 5,000 รายชื่อแล้ว และคาดว่ากระทรวงแรงงานจะมีคำตอบอย่างเป็นทางการในกลางเดือนสิงหาคมนี้

ไต้หวันผลักดันนโยบาย "ศูนย์ค่าบริการจัดหางาน" ให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงานต่างชาติภาคการผลิตและประมงภายในเวลา 3 ปี
สมาคมฯ ระบุว่า แม้นโยบายนี้จะอ้างอิงกรอบความตกลงทางการค้าระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกา (ART) แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นการโยนภาระต้นทุนทั้งมวลไปให้นายจ้างชาวไต้หวันและครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ซึ่งไม่ต่างจากการใช้หลักการสิทธิมนุษยชนสากลเป็นเครื่องมือเรียกเก็บภาษีทางอ้อมในอัตราสูงจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคการประมง และครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังชี้ให้เห็นว่า ครอบครัวที่ต้องดูแลผู้พิการ ผู้ป่วยอาการหนัก หรือผู้สูงอายุ ต่างแบกรับภาระอันหนักอยู่แล้ว การจ้างผู้อนุบาลต่างชาติส่วนใหญ่เกิดจากข้อจำกัดของระบบบริการดูแลระยะยาวของรัฐที่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างทั่วถึง หากต้องมารับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแรงงานต่างชาติเพิ่มเติมอีก ก็จะยิ่งซ้ำเติมความยากลำบากของกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานก่อสร้างที่นครไทจง (ภาพจาก บจง. Yang Luck)
ต่อกรณีดังกล่าว กระทรวงแรงงานย้ำว่า พันธกรณีของรัฐบาลไต้หวันภายใต้ความตกลงทางการค้าไต้หวัน-สหรัฐฯ (ART) ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการบังคับใช้แรงงานนั้น ครอบคลุมเฉพาะภาคการผลิตและภาคการประมงเท่านั้น โดยไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้อนุบาลในครัวเรือน ดังนั้น ข้อกังวลที่ว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อนายจ้างภาคครัวเรือนจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

สำหรับภาคการผลิตและภาคการประมง กระทรวงฯ ชี้แจงว่าจะมีระยะเวลาปรับตัวนานถึง 3 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลจะดำเนินการหารือและรับฟังความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม องค์กรนายจ้าง รัฐบาลของประเทศที่ส่งออกแรงงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการรองรับที่เหมาะสม โดยมุ่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็พยายามลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
กระทรวงแรงงานย้ำอีกครั้งว่า นายจ้างภาคครัวเรือนและแรงงานตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของความตกลงทางการค้าไต้หวัน-สหรัฐฯ (ART) แต่อย่างใด ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลและตื่นตระหนกเกินเหตุ

2. ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อน! ขูดรีด 21 ผีน้อยไทย เรียกค่าหัว 6.5 หมื่น กดค่าจ้างต่ำ ชม. ละ 60-150 ซุกห้องรูหนูและยึดพาสปอร์ต
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการหยุนหลินสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 4 ราย ในคดีจัดหางานผิดกฎหมาย นำโดยนายไช่ ชายชาวไต้หวันอายุ 50 ปี ซึ่งร่วมกับพวกรวมถึงหญิงชาวไทยคนหนึ่ง ชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และลักลอบนำแรงงานไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยวไปทำงานในฟาร์มและพื้นที่การเกษตรในเมืองหยุนหลินและจางฮั่ว โดยเรียกเก็บค่านายหน้ารายละ 6,000 ถึง 65,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่แรงงานได้รับค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 60 ถึง 150 เหรียญไต้หวันเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 196 เหรียญต่อชั่วโมง

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทลายขบวนการนายหน้าเถื่อน ขูดรีด 21 ผีน้อยไทย เรียกค่าหัว 6.5 หมื่น กดค่าจ้างต่ำ ให้เช่าห้องพักแคบ ๆ และยึดพาสปอร์ต (ภาพจาก CNA)
อัยการเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เข้าตรวจค้นพื้นที่ในเมืองหยุนหลินและจางฮั่ว และพบแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลุ่มดังกล่าวกำลังทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม แรงงานเหล่านี้ถูกจัดหาโดยเครือข่ายของนายไช่ และถูกบังคับให้พักอาศัยในห้องพักขนาดเพียง 10 ตารางเมตร โดยให้อยู่รวมกัน 2 ถึง 3 คนต่อห้อง นอกจากนี้ นายไช่ยังเรียกเก็บค่าเช่าพร้อมค่าน้ำและค่าไฟจากแรงงานแต่ละรายเดือนละ 2,000 เหรียญไต้หวันอีกด้วย

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทลายขบวนการนายหน้าเถื่อน ขูดรีด 21 ผีน้อยไทย เรียกค่าหัว 6.5 หมื่น กดค่าจ้างต่ำ ให้เช่าห้องพักแคบ ๆ และยึดพาสปอร์ต (ภาพจาก CNA)
นายจูฉี่เหริน หัวหน้าอัยการเมืองหยุนหลิน ระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 โดยนายไช่และพวกได้เช่าร้านขายของชำในตำบลซีหลัว และบ้านชั้นเดียวอีก 2 หลังในตำบลเอ้อหลุน เพื่อใช้เป็นที่พักของแรงงาน และได้ว่าจ้างนางสาวดรุณี (นามสมมุติ) หญิงไทยอายุ 28 ปีที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เกินกำหนดวีซ่าเช่นกัน ให้ทำหน้าที่ติดต่อชักชวนแรงงานชาวไทย 21 ราย ให้เดินทางมาทำงานโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว ลักษณะงานที่ต้องทำ ได้แก่ การปลูกผักและผลไม้ การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว การล้างทำความสะอาด และการบรรจุหีบห่อ ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายดังกล่าวยังยึดหนังสือเดินทางของแรงงานไว้ เพื่อควบคุมไม่ให้หลบหนีและสะดวกต่อการบังคับบัญชา

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทลายขบวนการนายหน้าเถื่อน ขูดรีด 21 ผีน้อยไทย เรียกค่าหัว 6.5 หมื่น กดค่าจ้างต่ำ ให้เช่าห้องพักแคบ ๆ และยึดพาสปอร์ต (ภาพจาก CNA)
จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่านายไช่ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบจากการดำเนินขบวนการนี้รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวัน พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนคดีและสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายการจ้างงาน ส่วนแรงงานชาวไทยทั้งหมดจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทย ขณะที่กลุ่มนายจ้างที่รับแรงงานผิดกฎหมายเข้าทำงานจะต้องเผชิญกับโทษปรับเป็นเงิน 150,000 เหรียญไต้หวัน และยังอาจต้องรับผิดทางอาญาตามกฎหมายต่อไปด้วย
3. กรุงไทเปจัดตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติฟรี ครั้งที่ 2 วันที่ 14 มิถุนายนนี้ ณ สถานีรถไฟไทเป เชิญแรงงานไทยไปใช้บริการได้
กองแรงงานกรุงไทเปประกาศจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพฟรีสำหรับแรงงานต่างชาติทั้งสิ้น 4 ครั้งในปีนี้ หลังจากการจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สำหรับครั้งที่ 2 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน เวลา 12.30–15.00 น. ณ ห้องโถงชั้น 1 สถานีรถไฟไทเป (Taipei Main Station) โดยขอให้แรงงานต่างชาติที่ประสงค์เข้ารับบริการนำบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) และบัตรประกันสุขภาพ (NHI) มาด้วย

การตรวจสุขภาพครั้งนี้ยังคงจัดร่วมกับสมาคมแพทย์อาสาพุทธฉือจี้ ครอบคลุมบริการหลากหลายสาขา ได้แก่ การตรวจสุขภาพทั่วไป ทันตกรรม หู-คอ-จมูก อายุรกรรม นรีเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ และแพทย์แผนจีน
จากสถิติย้อนหลังพบว่า บริการให้คำปรึกษาด้านการใช้ยาอย่างปลอดภัยติดอันดับ 1 ใน 3 ของบริการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องมีจำนวนผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักด้านการป้องกันและดูแลสุขภาพ รวมทั้งความต้องการรับคำปรึกษาทางการแพทย์ของกลุ่มแรงงานต่างชาติ

บรรยากาศการตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานต่างชาติที่กองแรงงานกรุงไทเปจัดขึ้นครั้งก่อนที่ห้องโถงชั้น 1 สถานีรถไฟไทเป (ภาพจากเว็บไซต์สำนักงานบริหารและฟื้นฟูกำลังแรงงาน)
นอกจากการตรวจสุขภาพแล้ว ภายในงานยังมีบริการให้ความรู้ด้านสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพ รวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิตในไต้หวัน พิเศษยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ตรวจสุขภาพเสร็จสิ้น 20 ท่านแรก จะได้รับคูปองนวดโดยผู้พิการทางสายตาฟรี 15 นาที

การตรวจสุขภาพครั้งนี้ยังคงจัดร่วมกับสมาคมแพทย์อาสาพุทธฉือจี้ มีทั้งตรวจสุขภาพทั่วไป ทันตกรรม หู-คอ-จมูก อายุรกรรม นรีเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ และแพทย์แผนจีน (ภาพจากเว็บไซต์สำนักงานบริหารและฟื้นฟูกำลังแรงงาน)
สำหรับกำหนดการตรวจสุขภาพในช่วงครึ่งหลังของปี จะจัดขึ้นอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 16 สิงหาคม และ 4 ตุลาคม กองแรงงานจึงขอความร่วมมือนายจ้างและบริษัทจัดหางานช่วยเผยแพร่ข้อมูลนี้ให้แรงงานในความดูแลรับทราบโดยทั่วกัน

การแพทย์แผนจีนเป็นหนึ่งในบริการที่แรงงานต่างชาติให้ความสนใจ (ภาพจากเว็บไซต์สำนักงานบริหารและฟื้นฟูกำลังแรงงาน)
ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “手牽手at Taipei” ของสำนักงานบริหารและฟื้นฟูกำลังแรงงาน หรือสอบถามข้อมูลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (02) 2338-1600 ต่อ 4210

กรุงไทเปจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพฟรีแก่แรงงานต่างชาติมาเป็นเวลา 22 ปีแล้ว แต่ละปี 2-4 ครั้ง มีแรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจแล้วกว่า 20,000 คน (ภาพจากเว็บไซต์สำนักงานบริหารและฟื้นฟูกำลังแรงงาน)