เมื่อพูดถึงอาหารจากชายฝั่งทะเล หลายคนมักนึกถึงหอย ปู หรือปลา แต่ “สาหร่ายทะเล” ก็เป็นทรัพยากรอาหารสำคัญที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งไต้หวันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในหมู่บ้านหม่าวอ้าวและก้งเหลียว บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้คนพัฒนาวิถีการอยู่ร่วมกับทะเลอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของสาหร่ายทะเลคือ “ปอเปี๊ยะวันเช็งเม้ง” (潤餅) ของไต้หวัน ซึ่งสูตรดั้งเดิมจะใช้ “สาหร่ายไส้ไก่” (滸苔) สาหร่ายสีเขียวอ่อนในตระกูล Ulva เมื่อตากแห้งและบดเป็นผง จะให้รสชาติขมหวานกลมกล่อม ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้ไส้ปอเปี๊ยะ และแม้ปอเปี๊ยะจะเป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในภาคกลาง แต่สาหร่ายชนิดนี้กลับพบมากบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรทางทะเลกับวัฒนธรรมอาหารของผู้คนไต้หวันได้อย่างน่าสนใจ
สถาบันวิจัยประมงไต้หวันได้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่สำรวจและบันทึกชนิดของสาหร่ายชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง พบว่าช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างปลายฤดูใบไม้ผลิกับต้นฤดูร้อน เป็นช่วงที่สาหร่ายอุดมสมบูรณ์ที่สุด และสามารถเก็บเกี่ยวได้หลากหลายชนิดมากที่สุดของปี
หมู่บ้านหม่าวอ้าว (卯澳) ตั้งอยู่บริเวณปลายตะวันออกสุดของไต้หวัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเก้ารู (九孔) และทำประมง ในช่วงน้ำลง มักจะเห็นชาวบ้านถือเหล็กยาวงัดหาหอยและสัตว์ทะเลตามแนวโขดหินอยู่เสมอ ถนนเลียบชายฝั่งพาดผ่านใจกลางหมู่บ้าน ทำให้ร้านอาหารทะเลชื่อดังหลายแห่งกลายเป็นจุดแวะพักของนักท่องเที่ยว วัตถุดิบปลาในพื้นที่มาจากนักตกปลาแถบตะวันออกเฉียงเหนือ
ที่นี่ สาหร่ายไส้ไก่ไม่ใช่เพียงสาหร่ายชนิดเดียวที่พบและนำมาบริโภคได้เท่านั้น พื้นที่หม่าวอ้าวมีบันทึกความหลากหลายของสาหร่ายทะเลมากถึง 113 ชนิด ครอบคลุมทั้งสาหร่ายสีเขียว สีแดง สีน้ำตาล และสาหร่ายสีน้ำเงิน ในฤดูหนาว สาหร่ายเด่นจะเป็นกลุ่มสาหร่ายสีแดง แต่เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้น ผู้คนจะหันมาเก็บ “สาหร่ายหินเจลลิเดียม” (石花菜) ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำลงเต็มที่ ซึ่งเป็นสาหร่ายกลุ่มสีแดงที่ต้องผ่านการล้าง ตากแดด และฟอกซ้ำหลายครั้งจนสีค่อย ๆ จางลง กลายเป็นสีเหลืองอ่อน ก่อนนำไปต้มเพื่อสกัดสารเจล จากนั้นเมื่อปล่อยให้เย็นลง จะจับตัวเป็นวุ้นธรรมชาติที่เรียกว่า “วุ้นสาหร่ายเจลลิเดียม” (石花凍) ของขึ้นชื่อในชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อสัมผัสจะกรุบเด้งแบบเจล ละลายในปากได้อย่างสดชื่น ช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี
นอกจากสาหร่ายชายฝั่งแล้ว “สาหร่ายองุ่นทะเล” (海葡萄) ยังกลายเป็นวัตถุดิบยอดนิยมบนโต๊ะอาหารในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อวิทยาศาสตร์คือ “Caulerpa lentillifera” ลักษณะคล้ายพวงองุ่นสีเขียวมรกตขนาดเล็ก หรือคล้ายคาเวียร์สีเขียว เวลากินจะให้สัมผัสแตกในปากพร้อมน้ำทะเลเบา ๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์
ฟาร์มเพาะเลี้ยง “เฟรชเฟิร์สท์” (鮮物本舖) ในก้งเหลียวเลี้ยงองุ่นทะเลร่วมกับกุ้งขาวในบ่อเดียวกัน โดยของเสียจากกุ้งกลายเป็นสารอาหารให้สาหร่าย ขณะที่หอยเป๋าฮื้อเก้ารูต้องกินสาหร่ายเพื่อเติบโต ทำให้เกิดระบบหมุนเวียนร่วมกันระหว่างการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสาหร่ายอย่างสมดุล
ร้านอาหาร “92k Weekend Diner” ใช้ประโยชน์จากแหล่งผลิตในพื้นที่ เสิร์ฟเมนูหอยเป๋าฮื้อเก้ารูและข้าวหน้าปลาไหลสไตล์ญี่ปุ่นผสมโอกินาวะ รวมถึงข้าวหน้าองุ่นทะเล ร้านตั้งอยู่ริมบ่อเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเก้ารู มีวิวคลื่นทะเลกระทบฝั่งอย่างสวยงาม และด้วยแนวคิด “อาหารจากแหล่งผลิตสู่จานในระยะทางสั้นที่สุด” ทำให้กลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมบนโซเชียล หากไม่จองล่วงหน้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ มักจะไม่มีที่นั่งว่าง