ธีระ หยาง 亓淞 และบันเทิงดอทคอม 娛樂達康 ประจำสัปดาห์นื้ (2026-06-21)
- กลับมาพบกันเป็นประจำทุกสัปดาห์พร้อมข่าวสารวงการบันเทิงจีน-ไต้หวัน สุดเอ็กซ์คลูซีฟมาเสิร์ฟให้คุณผู้ฟังถึงหน้าปัดวิทยุและบนหน้าจอออนไลน์ครับ สำหรับสัปดาห์นี้ บอกเลยว่าแฟนเพลงของนักร้องระดับเจ้าแม่แห่งวงการเพลงจีนต้องกรีดร้องครับ! เพราะเป็นการคัมแบ็กครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยมานานหลายปี ใช่แล้วครับ... เรากำลังพูดถึงนักร้องสาวระดับไอคอนิกชาวสิงคโปร์ ซุนเยี่ยนจือ นั่นเอง! ขอบอกว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะมันคือการประกาศศักดาเพื่อเริ่มต้นปี 2026 อย่างสมบูรณ์แบบ กับคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ครั้งใหม่ของเธอที่มีชื่อว่า "Right Before Sunset" (《就在日落以後》- "Jiù Zài Rìluò Yǐhòu") และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้แฟน ๆ ได้ตื่นเต้น ล่าสุดเธอได้ปล่อยซิงเกิลใหม่เอี่ยมอ่องแกะกล่องที่ฉีกทุกภาพจำเดิม ๆ ของเธออย่างสิ้นเชิง กับบทเพลงที่มีชื่อว่า飛瀑而下 (เฟย พู่ เอ๋อ เซี่ย) ที่หมายถึงพุ่งลงดุจสายน้ำตก ซึ่งมิวสิกวิดีโอตัวเต็มเพิ่งจะทำการพรีเมียร์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง! ในจักรวาลทางดนตรีของ ซุนเยี่ยนจือ เนี่ย ดนตรีไม่เคยเป็นแค่เรื่องของท่วงทำนองหรือคำร้องขำๆ แต่มันคือวิธีที่เธอใช้ในการ "มองโลก" และในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือฉกาจอย่าง ซูซานเหมา หรือ ซูเหวินเซิ่ง ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ลายเส้นและมุมกล้องที่สมจริงในการผ่ามุมมองชีวิตของคนเมือง ผู้กำกับซูแอบกระซิบมาว่า ตอนที่เขาได้ฟังเดโมเพลงนี้ครั้งแรกในคืนที่เงียบสงัดยามค่ำคืน วินาทีที่ท่อนฮุคมันพุ่งทะยานขึ้นมา น้ำตาของเขาไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัวเลยครับ เขารู้สึกว่าคำสี่คำของชื่อเพลงอย่างคำว่า เฟยพู่เอ๋อรเซี่ย มันทรงพลังมาก มันสื่อสารถึงความรู้สึกของการยอมสละชีพอย่างกล้าหาญ การตื่นรู้ และความหลุดพ้นจากพันธนาการ และเพราะชื่อเพลงมันมีมวลบรรยากาศที่ชัดเจนมาก ภาพในหัวของผู้กำกับที่ผุดขึ้นมาทันทีก็คือ "ภาพการดิ่งพสุธาลงมาจากฟากฟ้า" และนั่นคือที่มาที่ทำให้ใน MV นี้ ซุนเยี่ยนจือ ต้องสลัดลุคเดิม ๆ สวมชุดอวกาศเต็มยศ แปลงโฉมเป็น "นักบินอวกาศ" ครั้งแรกในชีวิต! เธอต้องก้าวเท้าออกไปสู่ความว่างเปล่า พุ่งทะยาน ทะลุชั้นบรรยากาศ และดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความโดดเดี่ยว ซึ่งผู้กำกับจงใจใช้อุปมาอุปไมยนี้ เพื่อร้อยเรียงเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายชีวิตในเมืองใหญ่ที่กำลังเผชิญหน้ากับความดิ้นรนในระหว่างที่เธอกำลังทิ้งตัวลงมาครับ
ตัวซุนเยี่ยนจือเองได้แชร์ความรู้สึกเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ว่า สำหรับเธอแล้ว "การพุ่งลงดุจสายน้ำตก" มันคือความรู้สึกชั่วพริบตาเดียว แต่ในพริบตานั้นกลับมีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัว และฉากที่ผู้กำกับให้นักบินอวกาศโอบกอดตัวเองในตอนท้าย ทำให้เธออินมาก ๆ มันทำให้เธอย้อนกลับมามองตัวเองว่า ตั้งแต่เด็กจนโตเราเอาแต่เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วเราเคยหยุดเพื่อหันมาดูแลและรักตัวเองบ้างหรือเปล่า? โดยเฉพาะท่อนเนื้อร้องตอนท้ายที่ร้องว่า "ในขอบเขตที่สูญเสียความเร็ว สูญเสียจุดศูนย์ถ่วงทั้งหมด ฉันยังอยู่ในอ้อมกอดของเธอ..." ซุนเยี่ยนจือถึงกับร้องลั่นเลยครับว่า ท่อนนี้มัน กระแทกหัวใจอย่างแรง จนเธอขนลุกซู่ เพราะมันบอกเราว่า ต่อให้ในวันที่คุณเคว้งคว้างจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่จำไว้ว่าคุณยังถูกปกป้องอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน หรืออย่างน้อยก็คืออ้อมกอดของตัวคุณเอง แถมเธอยังหยอดมุกตลกด้วยนะครับว่า ตอนนี้เธอชอบเพลงนี้แบบ เฟยพู่ หรือชอบแบบถล่มทลายเหมือนสายน้ำตกไปแล้ว ดูท่าคำนี้จะกลายเป็นสแลงฮิตคำใหม่ในกลุ่มแฟนเพลงแน่นอนครับ! ส่วนงานสร้างใน MV นี้ต้องยกนิ้วให้เลยครับ เพราะใช้เทคโนโลยีระดับโลกอย่างสตูดิโอเสมือนจริง LED Volume (Virtual Production Stage) ความละเอียดสูง คมชัดสุด ๆ ถ่ายทำในสตูดิโอแต่ได้แสงเงาของจักรวาลที่สะท้อนลงบนชุดอวกาศอย่างสมจริง ผสมผสานกับเทคโนโลยีสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วย AI ในฉากดิ่งพสุธา ทะลุชั้นสตราโตสเฟียร์ ดูแล้วเหมือนเราหลุดเข้าไปดิ่งลงมาพร้อมกับเธอเลยครับ เรียกได้ว่าเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่แก่นแท้ของอารมณ์ยังอยู่ครบถ้วน (ภาพจาก Make Music)

- สำหรับช่วงที่สองของรายการกับการเข้าสู่ช่วงเวลาพิเศษที่แฟนเพลงรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างก็ชื่นชอบ กับช่วง "เพลงเก่า...แต่เราเก็ท" ช่วงที่จะพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปซึมซับกับบทเพลงฮิตในตำนานที่ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ได้ยินทีไรก็ยังเก็ทและอินอยู่เสมอครับ! ในเมื่อช่วงแรกเราพูดถึงเพลงใหม่ล่าสุดของ ซุนเยี่ยนจือ ไปแล้ว ช่วงเพลงเก่าแต่เราเก็ทสัปดาห์นี้ ผมเลยขอพาทุกคนย้อนเวลาไปไกลนิดนึง ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2001 ครับ... โห ย้อนไปประมาณ 25 ปีที่แล้วเลยนะคุณผู้ฟัง! ยุคนั้นคือยุคที่ผู้หญิงผมสั้น รอยยิ้มสดใส และมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์คนนี้ ที่ชื่อซุนเยี่ยนจือผู้นี้ กำลังสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการเพลงจีนป๊อปอย่างรุนแรง กับอัลบั้มภาษาจีนกลางชุดที่ 3 ของเธอที่มีชื่อว่า風箏 (ฟง เจิง – ว่าว) ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม 2001 คุณผู้ฟังเชื่อไหมครับว่า อัลบั้มชุดนี้ ในยุคนั้นคือ "สุดยอดของยอดขาย" ที่แท้จริง! ทันทีที่เปิดตัว อัลบั้มนี้พุ่งทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงและร้านขายซีดีชื่อดังในไต้หวันพร้อม ๆ กันถึง 5 ชาร์ตใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ชาร์ตมหาชนอย่าง Dazhong Records, ชาร์ตยอดฮิตอย่าง Rose Records, Asia Records, Kuang Nan Records และ Haishan Records แถมยังครองแชมป์เหนียวแน่นยาวนานติดต่อกันถึง 5 สัปดาห์รวด!
ความบ้าคลั่งยังไม่หมดแค่นั้นครับ เพราะในไต้หวันเอง วางขายได้แค่เดือนเดียว ยอดขายก็ทะลุ 300,000 แผ่นไปอย่างง่ายดาย คว้าตำแหน่งแชมป์ยอดขายอัลบั้มสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง และเป็นรองแชมป์ยอดขายสูงสุดของทั้งปี 2001 และถ้านับสถิติตั้งแต่ปี 2000-2008 อัลบั้มนี้คือ 1 ใน 12 อัลบั้มในตำนานของไต้หวันที่ทุบสถิติยอดขายเกิน 3 แสนแผ่น และถ้ามองภาพใหญ่ในระดับเอเชีย จนถึงปี 2006 อัลบั้มชุดนี้ก็ทำยอดขายรวมทั่วทั้งเอเชียพุ่งทะลุ 3,000,000 แผ่นไปเรียบร้อยแล้วครับ! เรียกว่าเป็นตัวเลขที่ในยุคสตรีมมิ่งปัจจุบันนี้แทบจะเป็นไปได้ยากมาก ๆ เลยทีเดียว
และถ้าพูดถึงอัลบั้มชุดนี้ เพลงแทร็กที่ 1 ของอัลบั้ม ซึ่งกลายมาเป็นเพลงชาติประจำตัวของเธอ และเป็นเพลงคลาสสิกตลอดกาลของวงการเพลงจีน จะเป็นเพลงอะไรไปไม่ได้เลยครับ นอกจากเพลง Green Light หรือ 綠光 (ลวี้กวง – แสงเขียว) เพลงนี้เป็นผลงานการแต่งเนื้อร้องของเทียนเทียน หรือคุณเหลียงหงปิน แต่งทำนองและโปรดิวซ์โดย หลี่ซือซง เป็นเพลงเร็วแนวป๊อปแดนซ์ที่ผสมผสานดนตรีแท็ปแดนซ์ได้อย่างลงตัวและเปี่ยมไปด้วยพลังบวกแบบสุด ๆ ครับ แก่นของเนื้อหาเพลงนี้คือการเป็นสัญลักษณ์ของการ "ตามหาความสุขและความหวัง" หลายคนอาจจะสงสัยว่า แรงบันดาลใจของคำว่า "กรีนไลท์" หรือแสงสีเขียวมาจากไหน? จริง ๆ แล้วมันโรแมนติกมากครับคุณผู้ฟัง เพราะมันมาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงและหาดูได้ยากมาก ๆ ที่เรียกว่า "แสงวาบสีเขียว" (Green Flash) ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีในตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าทอดลงสู่ทะเล ตามตำนานพื้นบ้านเล่ากันว่า ใครก็ตามที่มีโอกาสได้เห็นแสงสีเขียวนี้ในวินาทีนั้น จะได้รับรู้ถึงสัจธรรมของความรักแท้ และจะได้รับปาฏิหาริย์แห่งความสุขในชีวิต ซุนเยี่ยนจือและทีมงานจึงหยิบยกเอาความมหัศจรรย์นี้มาเป็นอุปมาอุปไมย เพื่อส่งพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้คนฟังทุกคนมีความกล้าหาญ กล้าที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อวิ่งตามความรัก เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง และเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีจริง เพราะทุกคนคือ "แสงสีเขียวที่เป็นหนึ่งเดียวไม่ซ้ำใคร" ในแบบของตัวเองครับ แต่แหม... พอพูดถึงเพลง "Green Light" ในยุคปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมป๊อปและโลกอินเทอร์เน็ตของชาวเน็ตจีนและไต้หวัน คำว่า "กรีนไลท์" แอบโดนเอาไปตีความและแซวกันในเชิงขบขันนะครับ เพราะในภาษาจีนจะมีคำสแลงคำหนึ่งคือคำว่า "ไต้ลวี้เม่า" (戴綠帽) หรือ "สวมหมวกเขียว" ซึ่งแปลว่าการถูกภรรยาหรือคนรักนอกใจ ถ้าเป็นแสลงภาษาไทย ก็ประมาณโดน “สวมเขา” นั่นเอง แฟนๆ ในเน็ตก็เลยชอบเอาเพลงนี้ไปเปิดแซวเวลาใครโดนเทหรือโดนแฟนนอกใจว่า "แสงสีเขียวส่องประกายแล้ว" แต่ขอบบอกไว้ตรงนี้เลยนะคร้าบว่า นั่นไม่ใช่ความตั้งใจดั้งเดิมของผู้เขียนเนื้อร้องเลยสักนิดนะครับ! เพลงนี้เขาเป็นเพลงให้กำลังใจและตามหารักแท้ที่บริสุทธิ์ครับ อย่าจำสับสนกันเชียว! (ภาพจาก Warner Music)

- สำหรับช่วงท้ายรายการวันนี้ ไปติดตามความเคลื่อนไหวของ "ราชันนักบู๊ระดับโลก" อย่าง หลี่เหลียนเจี๋ย หรือที่พวกเรารู้จักกันดีในนาม เจ็ท ลี ที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก! เมื่อเขาออกมาโพสต์ภาพถ่ายคู่ภาพหนึ่งลงบนเวยป๋อ (微博) ส่วนตัว ซึ่งเป็นภาพเปรียบเทียบอดีตและปัจจุบัน เป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบกว่า 33 ปี ระหว่างตัวเขากับ "ลูกชายในจอ" ของเขาครับ! ย้อนเวลากลับไปในปี 1994 มีใครจำภาพยนตร์กำลังภายในระดับตำนานเรื่อง "洪熙官之新少林五祖" หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ "The New Legend Of Shaolin" ที่บ้านเราคุ้นเคยกันในชื่อ 5พยัคฆ์เสี้ยวลิ้มยี่ หรือ "หงซีกวน" กันได้บ้างไหมครับ? ในเรื่องนั้น หลี่เหลียนเจี๋ย รับบทเป็น หงซีกวน และมีเด็กชายตัวน้อย ๆ คนหนึ่งที่เล่นเป็นลูกชายของเขาชื่อว่า "หงเวินติ้ง" (洪文定) ซึ่งรับบทโดยดาราเด็กชื่อดังในยุคนั้นอย่าง เซี่ยเหมียว (謝苗) ตอนนั้นน้องเซี่ยเหมียวอายุแค่ 9 ขวบเองนะครับคุณผู้ฟัง! แต่ขอบอกว่าลีลาการร่ายรำวิทยายุทธ์ ท่าทางการต่อสู้ และสายตาที่นิ่งขรึมเกินวัยอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเนี่ย แย่งซีนจนโด่งดังเป็นพลุแตกชั่วข้ามคืน กลายเป็นคู่หูพ่อลูกที่แฟนหนังทั่วเอเชียรักมากที่สุด จนในปีถัดมา (1995) ทั้งคู่ก็ตอกย้ำความปังจับมือกันมาเล่นเป็นพ่อลูกกันอีกครั้งในหนังแอ็กชันร่วมสมัยเรื่อง "給爸爸的信" หรือในชื่อไทยว่า ต้องใหญ่ให้โลกตะลึง (ครั้งนี้หัวใจใครก็เจ็บไม่ได้) ซึ่งฉากคิวบู๊ประสานงานพ่อลูกที่ตราตรึงใจและลุ้นระทึกมาจนถึงทุกวันนี้ครับ แต่เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกครับคุณผู้ฟัง จากเด็กน้อยวัย 9 ขวบในวันนั้น ที่ใคร ๆ ต่างพากันเรียกว่า "ทายาทผู้สืบทอดของหลี่เหลียนเจี๋ย" วันนี้เซี่ยเหมียวไม่ได้จมอยู่กับแสงสปอตไลท์ในอดีตนะคร้าบบบ! เขาเติบโตขึ้นและพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก จนก้าวขึ้นมาเป็น "ดาราสายบู๊" ระดับแถวหน้าของวงการไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดเลยครับ ผลงานภาพยนตร์แอ็กชันฮ่องกงฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ของเขาที่ชื่อว่า 火遮眼 หรือชื่อภาษาอังกฤษสุดเดือดว่า "The Furious" เพิ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ไต้หวันไปสด ๆ ร้อน ๆ ขอบอกว่ากระแสในไต้หวันคือปังมาก! แถมคำวิจารณ์จากผู้ชมก็สร้างกระแสปากต่อปากเลยว่า นี่คือหนังแอ็กชัน "หมัดหมัด เนื้อเนื้อ" บู๊กันแบบไม่กั๊ก ไม่ใช้มุมกล้องหลอกตา เป็นสไตล์แอ็กชันรุ่นเก๋าที่ดูแล้วสะใจและโหยหากันมานาน! และเพราะความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของลูกชายในวันนั้นนี่เอง ทำให้คุณพ่อหลี่เหลียนเจี๋ยในจอถึงกับซาบซึ้งและทนไม่ไหว จนต้องหยิบรูปในอดีตเมื่อ 30 กว่าปีก่อน มาเทียบกับรูปปัจจุบันที่ทั่งคู่ยืนกอดอกเคียงข้างกันในฐานะยอดฝีมือ และเขียนแคปชันสุดซึ้งว่า 「一眨眼,兒子就長大了!」 "แค่พริบตาเดียว... ลูกชายของผมก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว!" และพอคุณพ่อโพสต์เสร็จปุ๊บ ทางด้านเซี่ยเหมียวก็ไม่รอช้าครับ รีบแชร์โพสต์นั้นทันทีพร้อมตอบกลับแบบตลกปนน่ารักและอบอุ่นสุด ๆ ว่า 「這一眨眼,30多年吶老爸!」 "ไอ้พริบตาเดียวที่ว่าเนี่ย... มันล่อไป 30 กว่าปีเลยนะคร้าบบบคุณพ่อ!" แหม... เป็นการโต้ตอบที่น่ารัก น่าเอ็นดู และชวนให้แฟน ๆ ทั้งในไต้หวัน ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างพากันยิ้มตามและหวนคิดถึงวันวานในโรงหนังยุค 90s จริง ๆ ครับ เห็นภาพนี้แล้วก็ต้องยอมรับเลยว่า เวลาเปลี่ยนไป แต่สายสัมพันธ์และความรักในศิลปะการต่อสู้ของพ่อลูกคู่นี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ (ภาพจากเวยปั๋ว หลี่เหลียนเจี๋ย)