Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 22 มิถุนายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 22 มิถุนายน 2569

ผู้นำไต้หวันคาด ปีหน้าเศรษฐกิจไต้หวันก้าวสู่ 20 อันดับแรกของโลก

     เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ สำหรับงาน COMPUTEX 2026 หรือมหกรรมแสดงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นานาชาติที่ไทเป ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการหนานกั่ง ฮอลล์ 1 และฮอลล์ 2 กรุงไทเป โดยได้รับเกียรติจากประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ มาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการขับเคลื่อนไต้หวันในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI พร้อมย้ำชัดว่า ไต้หวันกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญที่โลกจะขาดไม่ได้ในการพัฒนา AI

     สำหรับงาน COMPUTEX ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด AI Together ซึ่งสร้างสถิติใหม่ทุบประวัติศาสตร์การจัดงานเลยนะคะ เพราะมีผู้ประกอบการจาก 33 ประเทศ ตบเท้าเข้าร่วมงานมากกว่า 1,500 บริษัท ดันให้จำนวนบูธจัดแสดงทะลุ 6,000 บูธเป็นครั้งแรกค่ะ และที่คึกคักไปกว่านั้นคือ มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าถล่มทลายมากกว่า 60,000 คนแล้วค่ะ ซึ่งท่านประธานาธิบดีไล่ ก็ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลไต้หวัน กล่าวขอบคุณทั้งผู้จัดงานและพันธมิตรจากทั่วโลก ที่ร่วมกันสร้างเวทีเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมา

     นอกจากนี้ประธานาธิบดีไล่ยังได้ทิ้งท้ายถึงความหมายของคำว่า AI Together ไว้ว่า เมื่อ AI ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โลกเราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน มีความน่าเชื่อถือ และพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว นอกจากนี้ท่านประธานาธิบดีไล่ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ด้วยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้อยู่เฉย แต่ได้เดินหน้าลุยมาตรการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องค่ะ ทั้งเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การอัปเกรดสภาพแวดล้อมในการลงทุน และไฮไลท์สำคัญอย่างการผลักดันโครงการ Taiwan Chip-based Industrial Innovation Program หรือที่รู้จักกันในชื่อ (晶創台灣) เพื่อดึงเม็ดเงินและอัจฉริยะจากทั่วโลก มาร่วมกันวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งตอนนี้มาตรการทั้งหมดเริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

     นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ท่านประธานาธิบดีไล่ยังได้หยิบยกประเด็น ความมั่นคง ขึ้นมาพูดได้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า อุตสาหกรรมจะเจริญรุ่งเรืองและเติบโตได้อย่างมั่นคง พื้นฐานสำคัญที่สุดคือต้องมีเสถียรภาพ ดังนั้นรัฐบาลไต้หวันจึงขอยืนหยัดอย่างแน่วแน่ในการปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน พร้อมทั้งรักษา สถานะปัจจุบัน หรือ Status Quo เอาไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายหลักของประเทศเท่านั้น แต่มันคือหน้าที่และความรับผิดชอบที่ไต้หวันมีต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของโลกด้วย และเมื่อพูดถึงความต้องการด้านกำลังการประมวลผล ชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังพุ่งกระฉูดทั่วโลกในขณะนี้ ทางผู้นำไต้หวันก็ให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า รัฐบาลพร้อมเทหมดหน้าตักเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ใน 4 ด้านสำคัญ นั่นก็คือ บุคลากร น้ำ ไฟฟ้า และที่ดิน เพื่อให้ไต้หวันยังคงรักษาข้อได้เปรียบและยืนหนึ่งในเวทีการแข่งขันระดับโลกต่อไปได้

    โดยเฉพาะในเรื่องของ บุคลากร ท่านประธานาธิบดีไล่ได้เล่าเสริมว่า ตั้งแต่สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านได้เป็นผู้ผลักดันกฎหมายดึงดูดและจ้างงานผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้มีการรื้อและแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพิ่มเติม เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ช่วยให้เหล่าอัจฉริยะและมืออาชีพจากทั่วทุกมุมโลก สามารถเดินทางเข้ามาทำงานและสร้างอนาคตในไต้หวันได้อย่างสะดวกสบายและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

    ขยับมาดูกันที่แผนการจัดการ 'ทรัพยากรน้ำ' ท่านประธานาธิบดีไล่เปิดเผยว่า ตอนนี้อภิมหาโปรเจกต์อย่าง 'Pearl Necklace Project' หรือโครงการเชื่อมโยงระบบท่อน้ำทั่วแนวตะวันตกของประเทศ ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งโครงการนี้จะเข้ามาช่วยเชื่อมโยงแหล่งน้ำและตัดสลับสายส่งน้ำระหว่างภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าลุยแหล่งน้ำทางเลือกใหม่ๆ ทั้งการรีไซเคิลน้ำ การทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด รวมถึงการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน เพื่อเสริมความมั่นคงและรับมือกับปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วในอนาคตด้วย

    ส่วนประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างเรื่อง พลังงานและไฟฟ้า ผู้นำไต้หวันได้กางตัวเลขการันตีความมั่นใจเลยค่ะว่า ปัจจุบันไต้หวันมีอัตรากำลังไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ประมาณ 21% และในช่วงสัปดาห์ข้างหน้าก็ยังคงรักษาเสถียรภาพในระดับที่มากกว่า 20% ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ พร้อมทั้งยืนยันหนักแน่นว่า ระบบจ่ายไฟฟ้าของไต้หวันจะมีเสถียรภาพและเพียงพอไปจนถึงปี 2032 แน่นอน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะที่สอง ภายใต้แนวคิดที่ว่า เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมจะไปเติบโตที่ไหน พลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงก็ต้องไปรองรับได้ถึงที่นั่น

    ปิดท้ายกันด้วยเรื่องของ ที่ดิน ตอนนี้ทางสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมมือกับกระทรวงเศรษฐกิจ เดินหน้าขยายพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์และนิคมอุตสาหกรรมอย่างเต็มสูบ เพื่อเปิดทางให้เอกชนขยายการลงทุนและออกไปแข่งในตลาดโลกได้อย่างไร้ข้อจำกัด ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วไต้หวันเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 1,305 เฮกตาร์เลยนะคะ และในตอนนี้รัฐบาลก็ไม่ได้มองแค่ปัจจุบันค่ะ แต่กำลังวางแผนและประเมินความต้องการที่ดินล่วงหน้า เพื่อรองรับโรงงานผลิตในอีก 3 ถึง 4 ยุคเทคโนโลยีข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว

    ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไต้หวันยังเตรียมงัดกลไกเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อเดินหน้าจัดสรรพื้นที่อุตสาหกรรมเกรดพรีเมียม โดยจะผสานทั้งระบบคมนาคม การดูแลสิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรเข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวเลยค่ะ คือการสร้าง ระบบนิเวศอุตสาหกรรม AI ที่สมบูรณ์แบบ มีความน่าเชื่อถือ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ท่านประธานาธิบดีไล่ยังได้ชี้ให้เห็นช็อตเด็ดด้วยว่า ความเชื่อมั่นที่คนทั้งโลกมีต่อไต้หวันในตอนนี้ มันไม่ได้มาแค่คำพูดลอย ๆ แต่มันสะท้อนออกมาผ่านตัวเลขเศรษฐกิจที่พุ่งกระฉูดจนน่าทึ่ง โดยสำนักงานสถิติและบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2026 นี้ จากเดิม 7.71% พุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 9.64% แล้วค่ะ ขณะที่ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปีนี้ ก็ขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึง 14.55% ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 48 ปีเลยทีเดียว และที่ต้องจับตากันให้ดีเลยก็คือ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของตลาดหุ้นไต้หวัน พุ่งแตะระดับ 4.95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไต้หวันก้าวขึ้นแท่นเป็น ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกเรียบร้อยแล้ว และหากเศรษฐกิจยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นแบบนี้ต่อไปได้ ทางรัฐบาลมั่นใจเป็นอย่างยิ่งค่ะว่า ในปีหน้า ไต้หวันจะสามารถเบียดตัวเข้าไปอยู่ใน 20 อันดับแรกของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ได้อย่างแน่นอน โดยผู้นำไต้หวันได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าประทับใจว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพลังความร่วมมือของทั้งภาคการผลิต กลุ่มธุรกิจ SMEs รวมถึงพี่น้องแรงงานในทุก ๆ ภาคส่วน และตัวเลขทั้งหมดนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า วันนี้ 'ไต้หวัน' ได้กลายเป็นศูนย์กลางและกำลังสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลกอย่างแท้จริง

    และเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่านประธานาธิบดีไล่ระบุว่า ในตอนนี้ นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ กำลังเร่งผลักดันอภิมหาโครงการอย่าง AI New Top Ten Projects หรือโครงการก่อสร้างและพัฒนาด้าน AI ใหม่ 10 ด้านด้วยกันค่ะ โดยหนึ่งในเป้าหมายสุดท้าทายของโปรเจกต์นี้ คือการตั้งเป้าปั้นบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ป้อนสู่ตลาดให้ได้ถึง 500,000 คน ภายในปี 2040

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมอัดฉีดงบประมาณก้อนโต มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อเร่งยกระดับและช่วยปรับตัวให้กับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่ม SMEs รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม ให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันโลกยุคใหม่มากขึ้น

    นอกจากเรื่องปากท้องและตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว... ท่านประธานาธิบดีไล่ยังได้เปิดเผยถึง ยุทธศาสตร์ประชากรฉบับใหม่ ของรัฐบาล ที่เน้นการดูแลและซัพพอร์ตสถาบันครอบครัวแบบจัดเต็มถึง 18 มาตรการด้วยกันค่ะ โดยไฮไลท์สำคัญที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุด ก็คือแผนการจ่ายเงินสนับสนุนการเติบโตให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 18 ปี ในอัตราเดือนละ 5,000 เหรียญไต้หวันต่อคน ค่ะ เพื่อให้ภาครัฐได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแล โอบอุ้ม และเคียงข้างเยาวชนไทยไต้หวันตลอดช่วงเวลาของการเติบโต

(ที่มา: CNA)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解