ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 สหพันธ์ครูแห่งชาติ สาธารณรัฐจีน หรือ National Federation of Teachers Unions (全國教師工會總聯合會) ซึ่งมีองค์กรสมาชิกจาก 12 เมืองทั่วไต้หวัน อาทิ เกาสง อี๋หลาน จีหลง ซินจู๋ เหมียวลี่ ไถหนาน ฮัวเหลียน ผิงตง เผิงหู จินเหมิน และเหลียนเจียง ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเร่งปรับนโยบายด้านการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป
สหพันธ์ครูระบุว่า แทนที่จะมองวิกฤตเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรมองว่านี่คือ “โอกาส” ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ข้อเสนอสำคัญคือ การผลักดันนโยบาย “โรงเรียนใหญ่ลดจำนวนนักเรียน โรงเรียนเล็กเพิ่มอัตรากำลังครู” แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมากขึ้น และให้โรงเรียนขนาดเล็กยังสามารถดำเนินการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ แม้ว่าจะมีจำนวนนักเรียนลดลงก็ตาม ปัจจุบัน ไต้หวันกำหนดเพดานจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนระดับประถมศึกษาไว้ที่ประมาณ 29 คนต่อห้อง และระดับมัธยมศึกษาตอนต้นประมาณ 30 คนต่อห้อง สหพันธ์ครูเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรปรับลดจำนวนดังกล่าวลงเหลือ 25 คนต่อห้องในระยะแรก และค่อย ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 20 คนต่อห้อง
คำถามคือ ทำไมครูจึงต้องการให้มีนักเรียนต่อห้องน้อยลง?
คำตอบก็คือ ในปัจจุบันบทบาทของครูไม่ได้มีเพียงการสอนหนังสือเท่านั้น
ครูต้องรับผิดชอบทั้งการแนะแนว การดูแลพฤติกรรม การสื่อสารกับผู้ปกครอง การติดตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน รวมถึงการดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ครูจึงต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภารกิจหลากหลาย จนยากที่จะดูแลเด็กแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่แนวทางการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เด็กแต่ละคนมีความถนัด ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน หากครูต้องดูแลนักเรียนเกือบ 30 คนในห้องเดียว การจัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์เด็กทุกคนย่อมเป็นเรื่องท้าทาย สหพันธ์ครูจึงมองว่า การลดจำนวนเด็กในห้องเรียน จะช่วยให้ครูสามารถสังเกตและติดตามพัฒนาการของนักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย อีกเหตุผลหนึ่งคือ ปัจจุบันหลายโรงเรียนในไต้หวันมีห้องเรียนและพื้นที่เหลือใช้อยู่ไม่น้อย เนื่องจากจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การลดขนาดห้องเรียนจึงไม่ได้จำเป็นต้องลงทุนสร้างอาคารใหม่จำนวนมากเหมือนในอดีต แต่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ไต้หวันไม่ได้มีสถานการณ์ประชากรเหมือนกันทุกพื้นที่ ตัวอย่างเช่น เมืองซินจู๋ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์ซินจู๋ ยังคงมีประชากรวัยทำงานและครอบครัวรุ่นใหม่ย้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กในบางเขตยังคงเพิ่มขึ้น หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากลดจำนวนเด็กต่อห้องทั่วประเทศ อาจทำให้พื้นที่ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเผชิญปัญหาขาดแคลนห้องเรียน แต่สหพันธ์ครูมองว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถบริหารจัดการได้ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนประชากรล่วงหน้า การกำหนดโควตารับนักเรียน หรือการจัดสรรเขตการศึกษาอย่างเหมาะสม ดังนั้น ไม่ควรนำสถานการณ์เฉพาะของบางพื้นที่มาเป็นเหตุผลในการชะลอการปฏิรูปห้องเรียนขนาดเล็กในระดับประเทศ
นอกจากโรงเรียนขนาดใหญ่แล้ว สหพันธ์ครูยังให้ความสำคัญกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท พื้นที่ห่างไกล และหมู่เกาะรอบนอกของไต้หวันอีกด้วย แม้ว่าจำนวนเด็กที่ลดลงจะทำให้ห้องเรียนมีนักเรียนน้อยลง แต่กลับส่งผลกระทบต่อการคำนวณอัตรากำลังครู ในหลายพื้นที่ เมื่อจำนวนนักเรียนลดลง ตำแหน่งครูบางส่วนก็ถูกตัดลดลงตามเกณฑ์ ผลที่ตามมาคือ ครูที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ต้องรับภาระมากขึ้น บางคนต้องสอนวิชาที่ไม่ได้ตรงกับความเชี่ยวชาญของตนเอง บางคนต้องรับผิดชอบงานธุรการ งานเอกสาร หรือภารกิจด้านการบริหารควบคู่ไปกับการสอน ในระยะยาว ภาระงานที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนได้ ด้วยเหตุนี้ สหพันธ์ครูจึงเรียกร้องให้มีการปรับหลักเกณฑ์การคำนวณอัตรากำลังครูสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือ การรักษาจำนวนครูขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนยังสามารถเปิดสอนวิชาต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และมีบุคลากรเพียงพอสำหรับดูแลงานบริหารและงานสนับสนุน
หากมองในภาพรวม วิกฤตเด็กเกิดน้อยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น หลายประเทศในเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือแม้แต่บางพื้นที่ในจีน ต่างกำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน สำหรับไต้หวัน อัตราการเกิดของประชากรอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปี และเคยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศหรือดินแดนที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ลดลงส่งผลต่อระบบการศึกษาโดยตรง โรงเรียนหลายแห่งต้องเผชิญปัญหานักเรียนไม่เพียงพอ บางแห่งต้องควบรวมโรงเรียน หรือแม้แต่ยุติการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน สังคมไต้หวันก็เข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดแรงงาน ระบบสวัสดิการ และการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนมองว่า หากสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม วิกฤตเด็กเกิดน้อยก็อาจกลายเป็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ห้องเรียนที่มีนักเรียนน้อยลงอาจทำให้ครูมีเวลาใส่ใจเด็กแต่ละคนมากขึ้น โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลายขึ้น และนักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่สหพันธ์ครูจาก 12 เมืองของไต้หวันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับนโยบายการศึกษาให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง