วัดหลงซานอายุกว่า 280 ปี ใช้เวลา 4 ปี สู่การงดจุดธูปถาวร เปลี่ยนศรัทธาเป็น “ธูปในใจ” เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางย่านเก่าแก่ของกรุงไทเป วัดหลงซาน (艋舺龍山寺) ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สักการะ แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและวัฒนธรรมของชาวไต้หวันมายาวนานกว่า 280 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1738 วัดแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของไต้หวัน และเป็นจุดหมายที่มีผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเฉลี่ยมากกว่า 8,000 คนต่อวัน
ทว่าภายใต้ความศรัทธาที่สืบทอดมายาวนาน การจุดธูปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาก็กลายเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อควันธูปสะสมจนส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพ วัดหลงซานจึงเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ธูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่การลดจำนวนธูปและกระถางธูป ไปจนถึงการงดจุดธูปภายในวัด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประเพณี ความศรัทธา และสุขภาพของผู้คน
แนวคิด “ลดการใช้ธูป” ไม่ได้หมายถึงการลบล้างความเชื่อ หากเป็นการค้นหาวิธีสักการะรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ศรัทธาดำรงอยู่ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเมื่อก้าวเข้าสู่วัดหลงซาน บรรยากาศแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน กลิ่นควันธูปที่เคยอบอวลหายไป ผู้ศรัทธาหันมาใช้แนวคิด “ธูปในใจ” แทนการจุดธูปจริง ขณะที่ภายในวัดติดตั้งไฟ LED แทนกระถางธูป ช่วยให้อากาศสะอาดและพื้นที่สว่างไสวยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการผลักดันต่อเนื่องนาน 4 ปี จากนโยบาย “ลดการใช้ธูป” สู่ “งดจุดธูป” อย่างเต็มรูปแบบ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 หลังผลตรวจวัดคุณภาพอากาศสะท้อนให้เห็นถึงปัญหามลพิษจากควันธูปอย่างชัดเจน จนนำไปสู่การปรับตัวครั้งสำคัญของวัดเก่าแก่แห่งนี้
ในปี 2015 ทีมวิจัยของ นพ.ซูต้าเฉิง (蘇大成) จากภาควิชาอายุรศาสตร์และศูนย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้ตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในวัดหลงซาน พบว่าค่า PM2.5 มีความเข้มข้นเฉลี่ยสูงถึง 1,360 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยอากาศภายนอกกรุงไทเปถึง 50 เท่า สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการสัมผัสมลพิษในระยะยาว โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด
หลังผลตรวจเผยแพร่ นายหวงซูเหว่ย (黃書瑋) ประธานคณะกรรมการวัดหลงซาน เปิดเผยว่า ทางวัดได้เร่งหารือแนวทางปฏิรูป และหลังจากทำพิธีเสี่ยงทายขอความเห็นชอบตามความเชื่อ จึงเริ่มมาตรการลดธูปในเดือนมิถุนายน ปี 2015 โดยลดจำนวนกระถางธูปจาก 7 เหลือ 3 ใบ จำกัดผู้มาสักการะปักธูปกระถางละ 1 ดอก และให้ทางวัดเป็นผู้จัดหาธูปทั้งหมดเพื่อควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เผชิญแรงต้านจากทั้งภายในและภายนอกวัด รวมถึงผู้ศรัทธารุ่นเก่าบางส่วนที่กังวลว่าการลดธูปอาจกระทบต่อประเพณีดั้งเดิม ทางวัดจึงอธิบายผ่านหลักธรรมว่า การแสดงความเคารพไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนธูป พร้อมย้ำว่า “ไม่ว่าจะจุดธูปหรือไม่ ความจริงใจและศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงเหมือนเดิม” จนแนวคิด “ธูปในใจ” ได้รับการยอมรับมากขึ้น
นายหวงซูเหว่ยยังยืนยันเดินหน้ามาตรการดังกล่าว แม้ต้องเผชิญเสียงคัดค้าน เนื่องจากผลตรวจสุขภาพของตนเองสะท้อนผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่มีควันธูปสะสม โดยค่าการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงถึง 1,400 ขณะที่เพื่อนร่วมงานหลายคนก็พบสัญญาณเตือนคล้ายกัน ต่างจากภรรยาของเขาที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันและมีค่าดังกล่าวเป็นศูนย์
หลังดำเนินมาตรการลดธูปราว 6 เดือน ศาสตราจารย์เฉินเป่าจง (陳保中) จากสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และสุขศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้นำทีมเข้าตรวจวัดคุณภาพอากาศอีกครั้ง พบว่าระดับมลพิษยังสูงถึง 1,000–2,000 ซึ่งเกินกว่าที่ทีมวิจัยคาดการณ์ไว้ พร้อมชี้ว่า แม้หลายวัดจะหันมาใช้ธูปรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธูปไร้ควัน แต่จากการทดสอบพบว่าสารมลพิษที่ปล่อยออกมาแทบไม่แตกต่างกัน
ผลวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้จึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้วัดหลงซานเดินหน้าปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง จากการลดการใช้ธูป สู่การเปลี่ยนผ่านแนวทางสักการะที่ให้ความสำคัญทั้งต่อความศรัทธาและสุขภาพของผู้คน
ปี 2017 วัดหลงซานลดจำนวนธูปจาก 3 ดอกเหลือเพียง 1 ดอกต่อคน ก่อนก้าวสู่มาตรการ “งดจุดธูป” อย่างเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม 2020 โดยปิดกระถางธูปทั้งหมด เหลือเพียงธูปดอกใหญ่ที่ตัวแทนวัดเป็นผู้จุด ขณะที่ผู้ศรัทธาหันมาใช้การพนมมือสักการะแทน นายหวงซูเหว่ยระบุว่า การคงธูปไว้ 1 ดอกในช่วงแรก เป็นการสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับแนวโน้มของสังคมยุคใหม่
แม้ช่วง 4 ปีแรกของการผลักดันนโยบายลดธูป จำนวนผู้มาสักการะลดลงชั่วคราวราว 30% แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ศรัทธาค่อย ๆ เปิดรับแนวคิดใหม่มากขึ้น จนปัจจุบันจำนวนผู้มาเยือนกลับเพิ่มสูงกว่าช่วงก่อนเริ่มลดธูป
แม้มาตรการของวัดหลงซานเพียงแห่งเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษทางอากาศของไต้หวันได้ทั้งหมด แต่การที่วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาขนาดใหญ่ลุกขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก และกลายเป็นต้นแบบให้วัดและศาลเจ้าอื่น ๆ ทั่วไต้หวันนำไปปรับใช้
การปฏิรูปลดการใช้ธูปที่เริ่มจากศาสนสถาน กำลังค่อย ๆ ขยายสู่ระดับครอบครัวและชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าพิธีกรรมดั้งเดิมสามารถปรับตัวเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน และพิสูจน์ว่า ศรัทธากับสุขภาพไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง