จั๋วหรงไท่ ลงพื้นที่ไถจง ดันเกษตรอัจฉริยะ ยกระดับภาคการเกษตรไต้หวัน
นายกรัฐมนตรี จั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ลงพื้นที่ตำบลซินเซ่อ นครไถจง เพื่อเยี่ยมชมโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเพาะเห็ด โดยระบุว่าไต้หวันกำลังก้าวจากการเป็นประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอัจฉริยะ ไปสู่ประเทศผู้นำด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญ ที่จะต้องได้รับการยกระดับควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจั๋ว หรงไท่ (卓榮泰) เดินทางพร้อมกับคุณเฉินจวิ้นจี้ (陳駿季) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และคุณเหอซินฉุน (何欣純) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค DPP โดยได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มเซินมู่ (森沐農場) ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเห็ดที่นำเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะมาใช้ในการผลิต
นายเฉินจวิ้นจี้ (陳駿季) อธิบายว่า โรงเรือนแห่งนี้เป็นโรงเรือนระบบม่านน้ำแบบโครงสร้างแข็งแรง สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในได้อย่างมีเสถียรภาพ ใช้ระบบเพาะปลูกแนวตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และติดตั้งระบบเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดข้อมูลการเจริญเติบโตแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถผลิตเห็ดได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
นายกรัฐมนตรีจั๋วกล่าวว่า เทคโนโลยีอัจฉริยะไม่ได้ถูกนำมาใช้เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่กำลังมีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตรด้วย โดยพื้นที่จงจางอวิ๋นโถว (中彰雲投) ซึ่งครอบคลุมนครไถจง เมืองจางฮั่ว อวิ๋นหลิน และหนานโถว ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในหกเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิด “ศูนย์กลางใหม่แห่งอุตสาหกรรมอัจฉริยะและความแม่นยำสูง” ที่มุ่งผลักดันการยกระดับเกษตรกรรมท้องถิ่นสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะไม่ทำให้เอกลักษณ์ของเกษตรกรรมท้องถิ่นสูญหาย ตรงกันข้าม เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า และเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร นอกจากนี้นายจั๋วยังกล่าวถึงความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่ไต้หวันเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ภายใต้นโยบาย “ไต้หวันที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือภัยพิบัติ” รัฐบาลจึงสนับสนุนให้เกษตรกรปรับใช้โรงเรือนโครงสร้างเหล็กที่มีความแข็งแรงมากขึ้น เนื่องจากสามารถลดความเสียหายจากพายุและลมแรงได้ดีกว่าโรงเรือนแบบดั้งเดิม ช่วยคุ้มครองรายได้ของเกษตรกร และลดภาระการเยียวยาจากภาครัฐในระยะยาว
อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การบูรณาการภาคเกษตรเข้ากับการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรือน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เมื่อมีการผสานการเกษตรเข้ากับการผลิตพลังงาน จะต้องยึดหลัก “เกษตรกรรมมาก่อน” โดยต้องรักษาพื้นที่และศักยภาพการผลิตทางการเกษตรและประมงเอาไว้ เพราะความมั่นคงด้านอาหารยังคงเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปรับปรุงสวัสดิการเกษตรกรตามแนวคิด “เกษตรกรรมแห่งความสุข เกษตรกรมีความสุข” (幸福農業、快樂農民 ) ที่ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ผลักดัน โดยมีแผนเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุภาคเกษตรจากเดือนละ 8,110 เหรียญ เป็น 10,000 เหรียญ และเพิ่มสัดส่วนเงินสมทบกองทุนออมเพื่อการเกษียณของเกษตรกรจากเดิมที่รัฐบาลและเกษตรกรร่วมจ่ายฝ่ายละครึ่ง มาเป็นรัฐบาลรับภาระ 60% และเกษตรกรจ่าย 40%
นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของไต้หวันในระยะต่อไป คือ การก้าวจากประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอัจฉริยะ ไปสู่ประเทศผู้นำด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในทุกภาคส่วน โดยภาคการเกษตรจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งมอบผลิตผลที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรทั่วประเทศ

(ที่มา: CNA)
ไต้หวันเตรียมใช้ระบบคลินิกหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ลดภาระแพทย์ พร้อมขยายศูนย์รักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง
ระบบ "หยุดเสาร์-อาทิตย์" ของคลินิกชุมชนในไต้หวัน มีแนวโน้มจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHI เตรียมปรับเกณฑ์คำนวณจำนวนวันเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกของคลินิกเวชกรรม จากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 25 วัน เหลือ 22 วัน ซึ่งอาจเปิดทางให้คลินิกจำนวนมากสามารถจัดระบบการทำงานแบบสัปดาห์ละ 5 วันได้มากขึ้น
นายสือฉงเหลียง (石崇良) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันเปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิ หลังจากวงการแพทย์เรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแพทย์และพยาบาลจำนวนมากต้องเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดเวลาพักผ่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าการลดวันเปิดทำการของคลินิกอาจส่งผลต่อการเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาลของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากประชาชนไม่สามารถหาคลินิกที่เปิดให้บริการได้ อาจทำให้ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงจำนวนมากหันไปใช้บริการห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ส่งผลให้ปัญหาความแออัดในห้องฉุกเฉินรุนแรงยิ่งขึ้น และกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก
เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขฯได้ทดลองจัดตั้ง "ศูนย์รักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงในวันหยุด" หรือ UCC (Urgent Care Center) ในเขตมหานครทั้ง 6 แห่งมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคลินิกชุมชนและโรงพยาบาล เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการทั่วไป เช่น ไข้หวัด กระเพาะอาหารอักเสบ หรืออุบัติเหตุเล็กน้อย ปัจจุบันทั่วไต้หวันมีศูนย์ UCC แล้ว 13 แห่ง นายสือฉงเหลียงระบุว่า หลังนโยบายใหม่มีผลบังคับใช้ ทางกระทรวงจะติดตามอัตราการเปิดให้บริการของคลินิกในวันเสาร์ รวมถึงจำนวนผู้เข้ารับบริการห้องฉุกเฉินอย่างใกล้ชิด หากพบว่าพื้นที่ใดมีปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จะเร่งขยายศูนย์ UCC เพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด
นอกจากการปรับปรุงสภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์แล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล โดยปัจจุบันได้ดำเนินโครงการ IDS หรือแผนพัฒนาพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์ ส่งแพทย์เฉพาะทางลงพื้นที่ให้บริการตามเกาะนอกชายฝั่งและชุมชนห่างไกล
ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขฯ ยังมีแผนปรับเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ตามแนวคิด "งานต่างกัน ค่าตอบแทนต่างกัน" ของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) เพื่อจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาทำงานในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนมากขึ้น

(ที่มา: CNA)