Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 29 มิถุนายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 29 มิถุนายน 2569

จั๋วหรงไท่ ลงพื้นที่ไถจง ดันเกษตรอัจฉริยะ ยกระดับภาคการเกษตรไต้หวัน 

     นายกรัฐมนตรี จั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ลงพื้นที่ตำบลซินเซ่อ นครไถจง เพื่อเยี่ยมชมโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเพาะเห็ด โดยระบุว่าไต้หวันกำลังก้าวจากการเป็นประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอัจฉริยะ ไปสู่ประเทศผู้นำด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญ ที่จะต้องได้รับการยกระดับควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจั๋ว หรงไท่ (卓榮泰) เดินทางพร้อมกับคุณเฉินจวิ้นจี้ (陳駿季) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และคุณเหอซินฉุน (何欣純) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค DPP โดยได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มเซินมู่ (森沐農場) ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเห็ดที่นำเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะมาใช้ในการผลิต

    นายเฉินจวิ้นจี้ (陳駿季) อธิบายว่า โรงเรือนแห่งนี้เป็นโรงเรือนระบบม่านน้ำแบบโครงสร้างแข็งแรง สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในได้อย่างมีเสถียรภาพ ใช้ระบบเพาะปลูกแนวตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และติดตั้งระบบเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดข้อมูลการเจริญเติบโตแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถผลิตเห็ดได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

     นายกรัฐมนตรีจั๋วกล่าวว่า เทคโนโลยีอัจฉริยะไม่ได้ถูกนำมาใช้เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่กำลังมีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตรด้วย โดยพื้นที่จงจางอวิ๋นโถว (中彰雲投) ซึ่งครอบคลุมนครไถจง เมืองจางฮั่ว อวิ๋นหลิน และหนานโถว ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในหกเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิด “ศูนย์กลางใหม่แห่งอุตสาหกรรมอัจฉริยะและความแม่นยำสูง” ที่มุ่งผลักดันการยกระดับเกษตรกรรมท้องถิ่นสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะไม่ทำให้เอกลักษณ์ของเกษตรกรรมท้องถิ่นสูญหาย ตรงกันข้าม เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า และเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร นอกจากนี้นายจั๋วยังกล่าวถึงความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่ไต้หวันเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ภายใต้นโยบาย “ไต้หวันที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือภัยพิบัติ” รัฐบาลจึงสนับสนุนให้เกษตรกรปรับใช้โรงเรือนโครงสร้างเหล็กที่มีความแข็งแรงมากขึ้น เนื่องจากสามารถลดความเสียหายจากพายุและลมแรงได้ดีกว่าโรงเรือนแบบดั้งเดิม ช่วยคุ้มครองรายได้ของเกษตรกร และลดภาระการเยียวยาจากภาครัฐในระยะยาว

     อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การบูรณาการภาคเกษตรเข้ากับการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรือน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เมื่อมีการผสานการเกษตรเข้ากับการผลิตพลังงาน จะต้องยึดหลัก “เกษตรกรรมมาก่อน” โดยต้องรักษาพื้นที่และศักยภาพการผลิตทางการเกษตรและประมงเอาไว้ เพราะความมั่นคงด้านอาหารยังคงเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

     นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปรับปรุงสวัสดิการเกษตรกรตามแนวคิด “เกษตรกรรมแห่งความสุข เกษตรกรมีความสุข” (幸福農業、快樂農民 ) ที่ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ผลักดัน โดยมีแผนเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุภาคเกษตรจากเดือนละ 8,110 เหรียญ เป็น 10,000 เหรียญ และเพิ่มสัดส่วนเงินสมทบกองทุนออมเพื่อการเกษียณของเกษตรกรจากเดิมที่รัฐบาลและเกษตรกรร่วมจ่ายฝ่ายละครึ่ง มาเป็นรัฐบาลรับภาระ 60% และเกษตรกรจ่าย 40%

    นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของไต้หวันในระยะต่อไป คือ การก้าวจากประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอัจฉริยะ ไปสู่ประเทศผู้นำด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในทุกภาคส่วน โดยภาคการเกษตรจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งมอบผลิตผลที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรทั่วประเทศ

(ที่มา: CNA)

ไต้หวันเตรียมใช้ระบบคลินิกหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ลดภาระแพทย์ พร้อมขยายศูนย์รักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง

     ระบบ "หยุดเสาร์-อาทิตย์" ของคลินิกชุมชนในไต้หวัน มีแนวโน้มจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHI เตรียมปรับเกณฑ์คำนวณจำนวนวันเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกของคลินิกเวชกรรม จากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 25 วัน เหลือ 22 วัน ซึ่งอาจเปิดทางให้คลินิกจำนวนมากสามารถจัดระบบการทำงานแบบสัปดาห์ละ 5 วันได้มากขึ้น

     นายสือฉงเหลียง (石崇良) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันเปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิ หลังจากวงการแพทย์เรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแพทย์และพยาบาลจำนวนมากต้องเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดเวลาพักผ่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าการลดวันเปิดทำการของคลินิกอาจส่งผลต่อการเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาลของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากประชาชนไม่สามารถหาคลินิกที่เปิดให้บริการได้ อาจทำให้ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงจำนวนมากหันไปใช้บริการห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ส่งผลให้ปัญหาความแออัดในห้องฉุกเฉินรุนแรงยิ่งขึ้น และกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก

     เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขฯได้ทดลองจัดตั้ง "ศูนย์รักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงในวันหยุด" หรือ UCC (Urgent Care Center) ในเขตมหานครทั้ง 6 แห่งมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคลินิกชุมชนและโรงพยาบาล เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการทั่วไป เช่น ไข้หวัด กระเพาะอาหารอักเสบ หรืออุบัติเหตุเล็กน้อย ปัจจุบันทั่วไต้หวันมีศูนย์ UCC แล้ว 13 แห่ง นายสือฉงเหลียงระบุว่า หลังนโยบายใหม่มีผลบังคับใช้ ทางกระทรวงจะติดตามอัตราการเปิดให้บริการของคลินิกในวันเสาร์ รวมถึงจำนวนผู้เข้ารับบริการห้องฉุกเฉินอย่างใกล้ชิด หากพบว่าพื้นที่ใดมีปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จะเร่งขยายศูนย์ UCC เพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด

     นอกจากการปรับปรุงสภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์แล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล โดยปัจจุบันได้ดำเนินโครงการ IDS หรือแผนพัฒนาพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์ ส่งแพทย์เฉพาะทางลงพื้นที่ให้บริการตามเกาะนอกชายฝั่งและชุมชนห่างไกล

     ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขฯ ยังมีแผนปรับเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ตามแนวคิด "งานต่างกัน ค่าตอบแทนต่างกัน" ของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) เพื่อจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาทำงานในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนมากขึ้น

(ที่มา: CNA)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解