Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569

ไขปัญหาแรงงาน เตือนแรงงานไทย! นำเงินสดติดตัวออกจากไต้หวันได้ไม่เกิน 100,000 TWD.
ไขปัญหาแรงงาน เตือนแรงงานไทย! นำเงินสดติดตัวออกจากไต้หวันได้ไม่เกิน 100,000 TWD.

1. เตือนแรงงานไทย! นำเงินสดติดตัวออกจากไต้หวันได้ไม่เกิน 100,000 TWD. ทองมูลค่าไม่เกิน 10,000 USD. ส่วนที่เกินจะถูกยึด

      ผู้เดินทางออกนอกประเทศไต้หวันต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพกพาเงินสดและทรัพย์สินมีค่า กล่าวคือ ห้ามนำเงินสดสกุลเงินไต้หวันออกนอกประเทศเกิน 100,000 เหรียญ และห้ามนำเงินตราต่างประเทศรวมมูลค่าเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า หากฝ่าฝืนและไม่แจ้งสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร เงินหรือทรัพย์สินส่วนที่เกินกำหนดจะถูกยึดเป็นของหลวงโดยเด็ดขาด ไม่อาจขอรับคืนได้ไม่ว่ากรณีใด

      เหตุการณ์ที่เป็นอุทาหรณ์ได้เกิดขึ้นกับแรงงานไทยคู่สามีภรรยาซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในนครไทจง ทั้งคู่ประหยัดอดออมและทุ่มเทกับการทำงานเพื่อเก็บสะสมเงินฝากไว้ในธนาคารไต้หวัน ทั้งสองได้ลากลับประเทศไทยและได้พกเงินสดติดตัวรวมจำนวน 400,000 เหรียญไต้หวัน โดยมิได้เลือกใช้วิธีการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ขณะผ่านด่านศุลกากร เจ้าหน้าที่ตรวจพบและยึดเงินจำนวน 200,000 เหรียญ คืนให้เพียงคนละ 100,000 เหรียญตามกฎระเบียบที่กำหนด นอกจากเสียเงินแล้ว การถูกกักตัวเพื่อดำเนินขั้นตอนยึดเงินยังส่งผลให้ทั้งสองพลาดเที่ยวบิน จำเป็นต้องซื้อตั๋วโดยสารใหม่ในราคาที่สูงขึ้น และเมื่อเดินทางกลับเข้ามาทำงานในไต้หวันต่อ ก็ไม่สามารถยื่นขอรับเงิน 200,000 เหรียญที่ถูกยึดไปคืนได้อีก

ข้อกำหนดของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ว่าด้วยการนำเงินตราและทรัพย์สินติดตัวออกนอกประเทศ

      ผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศโดยอากาศยาน และมีสิ่งของที่ต้องแจ้งสำแดง หรือมีสิ่งของที่อยู่ในกระบวนการขอรับคืนภาษี ให้ติดต่อเคาน์เตอร์บริการศุลกากรขาออก ณ ท่าอากาศยาน เพื่อดำเนินการแจ้งสำแดงและตรวจสอบให้แล้วเสร็จเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการโหลดสัมภาระ ผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัย และแสดงหนังสือเดินทางตามขั้นตอนการผ่านแดนในลำดับถัดไป

      ภายใต้กรอบมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้โดยสารที่นำเงินตราต่างประเทศ เงินสดสกุลเหรียญไต้หวัน หลักทรัพย์ ทองคำ หรือทรัพย์สินอื่นใดที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ออกนอกประเทศไต้หวัน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้

      1. เงินสดสกุลเหรียญไต้หวัน อนุญาตให้นำติดตัวออกนอกประเทศได้ไม่เกิน 100,000 เหรียญ หากมีจำนวนเกินกว่าที่กำหนด ผู้โดยสารมีหน้าที่แจ้งสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม เงินส่วนที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกนอกประเทศแม้จะได้มีการแจ้งสำแดงแล้วก็ตาม หากฝ่าฝืนโดยไม่แจ้งสำแดง เงินส่วนที่เกิน 100,000 เหรียญไต้หวันจะถูกยึดเป็นของหลวงทันที และไม่อาจขอรับคืนได้

      2. เงินสดสกุลต่างประเทศ รวมถึงดอลลาร์ฮ่องกงและดอลลาร์มาเก๊า มูลค่ารวมต้องไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า

      3. หลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเช็คเดินทางชนิดไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน เช็คประเภทอื่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หรือหลักทรัพย์อื่นใดที่ผู้ถือสามารถใช้สิทธิ์ได้ทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าหน้าตั๋วรวมต้องไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า

      4. ทองคำ มูลค่ารวมต้องไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

      5. สิ่งของอื่นที่อาจเสี่ยงต่อการฟอกเงิน อาทิ เพชร พลอย อัญมณี และแพลทินัม มูลค่ารวมต้องไม่เกิน 500,000 เหรียญไต้หวัน หรือเทียบเท่า ทั้งนี้ หากประสงค์จะนำอัญมณีที่มีมูลค่าเกิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐออกนอกประเทศ จะต้องขอรับใบอนุญาตส่งออกเพิ่มเติมด้วย

ข้อควรทราบเพิ่มเติม: วงเงินจำกัดสำหรับสิ่งของแต่ละรายการตามที่กำหนดไว้ข้างต้น คำนวณแยกเป็นรายบุคคล โดยไม่มีเงื่อนไขด้านอายุของผู้เดินทาง และการแจ้งสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาษี อากร หรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อแตกต่างระหว่างการแจ้งสำแดงและการไม่แจ้งสำแดง

      ข้อกำหนดทางศุลกากรกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่แจ้งสำแดงเงินหรือทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่าวงเงินที่อนุญาต จะถูกยึดทรัพย์สินส่วนนั้นไว้เป็นการชั่วคราว และสามารถยื่นขอรับคืนได้ในภายหลัง โดยจะไม่ถูกริบเป็นของหลวง แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกนอกประเทศเกินกว่าที่กำหนดไว้ในทุกกรณี ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่แจ้งสำแดงและถูกตรวจพบ จะถูกยึดทรัพย์สินส่วนที่เกินเป็นของหลวงโดยเด็ดขาด ไม่อาจขอรับคืนได้ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม

ข้อแนะนำสำหรับแรงงานไทย

      เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์สูงสุดของตนเอง แรงงานไทยควรเลือกใช้บริการโอนเงินผ่านระบบธนาคารแทนการพกพาเงินสดจำนวนมากติดตัว เนื่องจากการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านช่องทางธนาคารนั้น นอกจากจะได้รับอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าการแลกเป็นเงินสดแล้ว ยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอย่างมาก การพกเงินสดจำนวนมากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากจะมีความผิดฐานฟอกเงินและเสี่ยงต่อการถูกยึดเงินแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพและกลุ่มอาชญากรอีกด้วย

2. อย่าเข้าใจผิด! เข้ากองทุนฯ ไม่ถึง 15 ปี ไม่มีสิทธิ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพก่อนเกณฑ์ จะยื่นขอได้ต่อเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์

      ช่วงนี้มีแรงงานไทยหลายคนถามว่า เห็นเพจคนไทยโพสต์ข้อความว่า เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ไต้หวันอนุญาตให้แรงงานไทยยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ก่อนถึงเกณฑ์อายุ 5 ปี โดยหักลดปีละ 4% สูงสุดหักลดได้ไม่เกิน 20% กรณีที่ใครยื่นขอล่าช้าจะได้รับจำนวนเงินเพิ่มขึ้นปีละ 4% รวมสูงสุด 20% ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปตาม ๆ กัน

      กฎหมายกำหนดให้แรงงานไต้หวันและแรงงานต่างชาติมีเงื่อนไขในการขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเหมือนกัน ตามระเบียบปัจจุบัน ผู้ที่จะขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจะต้องลาออกจากงานและถอนตัวออกจากระบบประกันภัยแรงงานก่อน

      ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป และมีอายุสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานเกิน 15 ปี สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพแบบรายเดือนก่อนกำหนดได้ ส่วนผู้ที่รับเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียว หรือยังไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น จะรับได้เฉพาะเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียว

      ขอย้ำว่าระบบการขอรับเงินก่อนกำหนด จำนวนเงินบำเหน็จชราภาพจะถูกปรับลด 4% ต่อการรับก่อนกำหนด 1 ปี และปรับลดได้สูงสุดไม่เกิน 20% นั้น ใช้บังคับเฉพาะกับเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้เอาประกันที่มีอายุการประกันรวมกันครบ 15 ปีและเลือกรับเป็นบำเหน็จชราภาพแบบรายเดือนเท่านั้น ไม่ครอบคลุมผู้ที่เลือกรับเป็นเงินก้อน หรือมีอายุสมาชิกกองทุนฯ ยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแบบเงินก้อนครั้งเดียว ไม่สามารถยื่นขอรับสิทธิล่วงหน้าได้ จะต้องรอจนมีอายุครบตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงจะสามารถยื่นขอรับเงินก้อนดังกล่าวได้

      ส่วนกรณีการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้น 4% ต่อปี สูงสุดไม่เกิน 20% นั้น สมาชิกกองทุนฯ มีอายุเกินอายุที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มรับสิทธิ ( ปีนี้เป็นต้นไป กำหนดต้องมีอายุ 65 ปีขึ้นไป) และยังคงอยู่ในระบบประกันภัยแรงงาน (ยังคงจ่ายเบี้ยประกันภัยตามปกติ) พร้อมทั้งเลื่อนการยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพออกไป จึงจะมีสิทธิได้รับการเพิ่มจำนวนเงินตามอัตราดังกล่าว

      สรุปคือ การจะขอรับเงินบำเหน็จชราภาพก่อนกำหนด ต้องอายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานครบ 15 ปีขึ้นไป เลือกรับเงินบำเหน็จชราภาพแบบรายเดือน แต่หากรับเป็นเงินก้อน จะต้องมีอายุครบตามเกณฑ์จึงจะขอรับได้ (สำหรับแรงงานไทยรับเป็นรายเดือนไม่คุ้ม เพราะต้องทำเอกสารยืนยันตัวตนว่ายังมีชีวิตทุกปี เฉพาะค่าทำและรับรองเอกสารก็ไม่คุ้มแล้ว)

      ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ถึง 15 ปี จะมีสิทธิรับเฉพาะเงินบำเหน็จชราภาพแบบเงินก้อนครั้งเดียว และไม่สามารถยื่นขอรับก่อนกำหนดได้ ต้องรอจนมีอายุครบตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด  (65 ปี) จึงจะยื่นขอรับเงินได้

      กรณีเลื่อนรับหลังอายุ 65 ปี และยังคงอยู่ในระบบประกันภัยแรงงานต่อไป เงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มได้ 4% ต่อปี สูงสุด 20%

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解