สวัสดีครับแฟนๆ กีฬาทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ เจาะลึกกีฬาโลก (體育世界) ทางหน้าปัดวิทยุคลื่นนี้เป็นประจำเช่นเคยครับ อยู่กับผม ธีระ หยาง (亓淞) รับหน้าที่เสิร์ฟข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และเบื้องลึกเบื้องหลังในวงการกีฬาโลกแบบจัดเต็ม ตลอดครึ่งชั่วโมงเต็มจากนี้ไปครับ!
สำหรับวันนี้ ข่าวใหญ่ระดับท็อปที่สร้างรอยยิ้ม ความสุข และความภาคภูมิใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้นผลงานอันยอดเยี่ยมกระเทือนเลื่อนลั่นของทัพนักแบดมินตันไต้หวัน ในศึกระดับบีดับเบิลยูเอฟ ซูเปอร์ 300 รายการ ยูเอส โอเพ่น 2026 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่เพิ่งจะรูดม่านปิดฉากลงพร้อมกับเงินรางวัลรวมสูงถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ในทัวร์นาเมนต์นี้ ทัพนักตบลูกขนไก่ของเราสร้างประวัติศาสตร์ส่งนักกีฬาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ถึง 4 ประเภท จากทั้งหมด 5 ประเภทการแข่งขัน และกวาดเหรียญรางวัลกลับบ้านมาได้ถึง 2 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน เรียกได้ว่าหันไปทางไหนก็มีแต่ธงไต้หวันโบกสะบัดไปทั่วทั้งสนามที่อเมริกาเลยครับคุณผู้ฟัง!
- เรามาเจาะลึกกันที่ไฮไลต์เด็ดในประเภทชายเดี่ยว กันก่อนครับ แมตช์นี้บอกเลยว่าทำเอาแฟนกีฬาหลายคนรวมถึงตัวผมเองเนี่ย แอบน้ำตาซึมตามไปด้วยเลย กับการคว้าแชมป์ของ ซูลี่หยาง นักแบดมินตันหนุ่มไต้หวันวัย 24 ปี เจ้าของส่วนสูง 184 เซนติเมตร มือวางอันดับ 8 ของรายการ ที่ลงสนามในรอบชิงชนะเลิศ ดวลแร็กเกตกับคู่ปรับกระดูกชิ้นโตอย่าง ศรีกันต์ คิดัมบี อดีตนักแบดมินตันชายเดี่ยวมือหนึ่งของโลกจากประเทศอินเดีย และเป็นมือวางอันดับ 5 ของรายการนี้ ก่อนเกมเนี่ย คู่นี้เคยเจอกันมาแล้ว 2 ครั้ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาคนละครั้งครับ พอมาเจอกันในรอบชิงฯ ก็สู้กันเดือดมาก! สองเกมแรกผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ โดย ซูลี่หยาง เก็บเกมแรกไปได้ก่อน 21 ต่อ 15 แต่ในเกมที่สองโดนความเก๋าและประสบการณ์ของศรีกันต์ไล่บี้ตีเสมอมาเป็น 16 ต่อ 21 จนต้องมาตัดสินกันในเกมที่ 3 ซึ่งเป็นเกมสุดท้าย และในเกมตัดสินนี้เองครับที่ ซูลี่หยาง โชว์หัวใจสิงห์ คุมจังหวะเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ในช่วงที่คะแนนไล่เลี่ยกันอยู่ที่ 9 ต่อ 7 เขาฮึดสู้ตบทำแต้มรวดเดียว 8 คะแนนซ้อน! ทิ้งห่างจนคู่แข่งไล่ไม่ทัน และปิดเกมไปได้อย่างเด็ดขาดที่ 21 ต่อ 9 ทำให้เขาชนะไป 2 ต่อ 1 เกม คว้าแชมป์ประเภทชายเดี่ยวมาครองได้สำเร็จ ซึ่งนี่คือแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์รายการแรกในชีวิตของเจ้าตัวเลยครับ ทันทีที่ลูกสุดท้ายลงพื้น ซู ลี่หยาง ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ และโผเข้ากอด โค้ชหลี่ซงหย่วนทันที ก่อนจะหันมากระโดดชกหมัดขึ้นฟ้าในท่า "โชริวเคน" (แฟนๆ เกมสตรีทไฟต์เตอร์น่าจะคุ้นกับท่านี้ ฮิๆๆๆ) ฉลองชัยชนะ ท่ามกลางเสียงปรบมือชื่นชมอย่างกึกก้องจากผู้ชมรอบสนาม แต่เบื้องหลังหยาดน้ำตาและรอยยิ้มบนโพเดียมในวันนั้น มันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นมาก ล่าสุด โค้ชหลี่ ซงหยวน ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังว่า ชัยชนะเหนืออดีตมือหนึ่งโลกครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของพละกำลังหรือเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ "การเปลี่ยนสภาพจิตใจ" ครับ
โค้ชหลี่เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว ซูลี่หยาง เป็นนักกีฬาที่วงการแบดมินตันไต้หวันตั้งความหวังไว้สูงมาก ตั้งแต่อายุ 18 ปี ในปี 2019 เขาเคยคว้าเหรียญทองแดงเยาวชนเอเชียมาแล้ว แต่หลังจากนั้นเส้นทางเขากลับลุ่มๆ ดอนๆ ได้เพียงแค่รองแชมป์ในรายการระดับล่างๆ อยู่ 4 ครั้ง จนกระทั่งปี 2023 ในรายการ ไทเป โอเพ่น ลี่หยางทะลุเข้าชิงระดับเวิลด์ทัวร์ได้ครั้งแรก แม้จะได้แค่เหรียญเงิน แต่ทุกคนคิดว่าเขากำลังจะพุ่งทะยาน ทว่าความจริงกลับเป็น "จุดเริ่มต้นของช่วงเวลาฟอร์มตกอย่างรุนแรงยาวนานถึง 3 ปี" ที่เป็นแบบนั้นเพราะลี่หยางแบกความคาดหวังและกดดันตัวเองมากเกินไป ทุกแมตช์ที่ลงเล่นเขาจะใจร้อน อยากจะบุกตบเพื่อเผด็จศึกและคว้าแชมป์มาพิสูจน์ตัวเองให้เร็วที่สุด พอยิ่งรีบ ก็ยิ่งพลาด พอยิ่งพลาด ก็ยิ่งท้อ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำลายความมั่นใจของเขามาตลอด 3 ปีเต็ม ทีมโค้ชต้องทำงานหนักมาก ค่อยๆ ปรับวิธีคิด ปรับทัศนคติผ่านความพ่ายแพ้ในแต่ละแมตช์ จนกระทั่งในศึก ไทยแลนด์ โอเพ่น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จิตใจของลี่หยางเริ่มนิ่งขึ้น เริ่มปล่อยวาง และในรอบชิงยูเอส โอเพ่น โค้ชสั่งให้เขาดึงจังหวะให้ช้าลง เน้นตีโต้หลายไม้ อาศัยความสดบดความเก๋าของศรีกันต์ในวัย 33 ปี ซึ่งลี่หยางทำได้สมบูรณ์แบบจนปลดล็อกคว้าแชมป์ในที่สุด โค้ชหลี่ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าประทับใจครับว่า “แชมป์รายการนี้อาจจะมาสายเกินไปหน่อยสำหรับเขา... แต่อย่างไรเสีย มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา และเชื่อว่าการพังทลายกำแพงในใจครั้งนี้ จะทำให้เขาเติบโตขึ้นไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอน”(ภาพจากโค้ชหลี่ซงหย่วน)

- ความสำเร็จในอเมริกายังไม่หมดแค่นั้นครับคุณผู้ฟัง ในประเภทคู่ผสม มีความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อคู่หูหน้าใหม่แกะกล่องอย่าง หลิวกว่างเหิง และ สวีอิ่นฮุ่ย ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งจะจับคู่ลงแข่งขันร่วมกันเป็นรายการที่ 4 เท่านั้นเองครับ! ในรอบชิงชนะเลิศ เป็นศึกสายเลือดไต้หวัน ซึ่งหลิวกว่างเหิง และ สวีอิ่นฮุ่ย คู่มืออันดับ 121 ของโลก ต้องลงสนามพบกับคู่ของ อู๋เซวียนอี้ และ หยางจู๋หยุน คู่มืออันดับ 49 ของโลก ดีกรีเหรียญทองกีฬามหาวิทยาลัยโลก เมื่อปีที่แล้ว แต่เกมในสนามกลับพลิกล็อกถล่มทลายครับ คู่ของหลิวและสวี่คุมจังหวะหน้าเน็ต การเสิร์ฟ และการรับได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นำม้วนเดียวจบในเกมแรก 21 ต่อ 9 และยังคงเล่นได้เหนียวแน่นลดข้อผิดพลาดในเกมที่สอง เอาชนะไปได้อีก 21 ต่อ 11 คว้าแชมป์แรกในการจับคู่กันมาได้สำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งหลิวกว่างเหิง ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาต้องเปลี่ยนคู่หูใหม่หมดเลยทั้งชายคู่และคู่ผสม ไม่มีเวลาซ้อมร่วมกันเลย ต้องใช้วิธี "แข่งไปเรียนรู้กันไปในสนาม" แต่โชคดีที่ทั้งคู่มีนิสัยคล้ายๆ กัน คุยง่าย การได้แชมป์เร็วขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มาก ขณะที่ สวีอิ่นฮุ่ย เผยว่า พวกเขาเป็น นักแบดสายเยือกเย็น เวลาอยู่ในสนาม หลิวกว่างเหิง จะคอยพูดให้กำลังใจเธอตลอด ทำให้ไม่ลนลาน แถมนี่เป็นการล้างตาของเธอหลังจากปีที่แล้วเคยแพ้คู่ของอู๋เซวียนอี้และหยางจู้หยุนในรอบชิงกีฬามหาวิทยาลัยโลกจนได้แค่เหรียญเงิน มาปีนี้เธอสลับคู่ใหม่แล้วกลับมาถอนแค้นได้สำเร็จครับ นอกจากนี้ในประเภทอื่น ชายคู่ของไตห้วัน หลินอวี้เจี๋ย และ เฉินจื่อรุ่ย ก็คว้าตำแหน่งรองแชมป์ มาครอง หลังพ่ายคู่จากญี่ปุ่นไปอย่างน่าเสียดาย 1 ต่อ 2 เกม แต่สกอร์นี้คือผลงานที่ดีที่สุดตั้งแต่จับคู่กันมา ส่วนประเภทหญิงคู่ หยางจู้หยุน ควงคู่ หลินจื่อจวิน ก็คว้ารองแชมป์มาครองได้เช่นกัน หลังพ่ายคู่จากญี่ปุ่น ถือเป็นการขึ้นโพเดียมครั้งที่สองต่อจากรายการ ออร์เลอ็อง แบดมินตัน มาสเตอร์ส ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ คนด้วยครับ และตอนนี้พวกเขาก็เดินทางต่อไปลุยศึก แคนาดา โอเพ่น กันต่อแล้ว แฟนๆ รอส่งใจเชียร์กันได้เลยครับ (ภาพจาก BadmintonPhoto)

- ส่งท้ายรายการวันนี้ เราไปเกาะติดกระแสความเคลื่อนไหวข่าวนอกสนามของมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกันบ้างครับ กับศึก ฟุตบอลโลก 2026 ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพโดย สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งตอนนี้กำลังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นในรอบ 32 ทีมสุดท้าย มีพลิกล็อคหลายคู่และไม่พลิกหลายคู่ อย่าลืมว่ากีฬาๆ เป็นยาวิเศษ แต่อย่าติดปลายนวมจนเกินเลย ไม่งั้นยาวิเศษอาจกลายเป็นยาพิษได้นะครับ
เรื่องแรกเป็นเรื่องฮือฮาที่หลุดโลกไปแล้วจริงๆ ครับ เมื่อ จาเรด ไอแซกแมน ผู้อำนวยการขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ได้ออกมาประกาศคำท้าและให้คำมั่นสัญญาแบบสุดล้ำในงานเปิดตัวโครงการฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ว่า “หากพลพรรคทีมชาติสหรัฐฯ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในบ้านตัวเองมาครองได้สำเร็จ ทาง NASA จะจัดส่งลูกฟุตบอลขึ้นไปอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ทันที!”
ไอแซกแมนยังได้อ้างอิงถึงประวัติศาสตร์เมื่อปี 1971 ที่ อลัน เชพเพิร์ด นักบินอวกาศชาวอเมริกันเคยแอบพกไม้และลูกกอล์ฟขึ้นไปหวดบนดวงจันทร์มาแล้ว โดยไอแซกแมนบอกว่า รอบนี้เราต้องเหนือกว่าเชพเพิร์ด เราจะส่งลูกฟุตบอลขึ้นไปที่นั่นเลย เพื่อเป็นแรงผลักดันและแรงใจชั้นดีให้กับทีมชาติสหรัฐฯ แหม...ได้ยินคำท้าแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่านักเตะสหรัฐฯ จะรู้สึกฮึกเหิมหรือกดดันเพิ่มขึ้นกันแน่เนอะครับ แต่มันคงเท่ไม่หยอกเลยถ้ามีลูกฟุตบอลไปตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์เพราะฝีเท้าของทีมชาติตัวเอง (ภาพจาก AFP)

- ตัดภาพมาที่อีกคู่หนึ่งในรอบ 32 ทีมสุดท้ายครับคุณผู้ฟัง คู่ระหว่าง ญี่ปุ่น และ บราซิล อันนี้กลายเป็นประเด็นดราม่าเดือดระดับโลกจนทัวร์ลงยับเยินเลยครับ โดยคนที่โดนก็คือ ชิโอกาอิ เคนโตะ กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงวัย 21 ปีของทีมชาติญี่ปุ่น เรื่องของเรื่องมันเกิดจากบทสัมภาษณ์ก่อนเกมที่เจ้าหนูชิโอกาอิดันไปสัมภาษณ์ถึงทัพแซมบ้า บราซิล แบบมั่นใจเกินร้อยว่า “บราซิลเมื่อก่อนน่ะยอมรับว่าเก่งจริง แต่ตอนนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้คงไม่ใช่ยุคของเนย์มาร์ (Neymar) เหมือนเมื่อก่อนแล้วมั้ง? ผมคิดว่าทีมเราไม่มีอะไรต้องไปกลัวเลยครับ” สัมภาษณ์แบบนี้ แฟนบอลบราซิลเลียนได้ยินแล้วก็ขึ้นกันเป็นแผงสิครับ!
และเหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะผลการแข่งขันปรากฏว่า ญี่ปุ่นโดนบราซิลรัวแซงชนะไป 2 ต่อ 1 ตกรอบฟุตบอลโลกไปอย่างเจ็บปวด! เท่านั้นยังไม่พอ หลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา "มาเธอุส คูญ่า" กองหน้าทีมชาติบราซิล เดินตรงดิ่งมาหาชิโอกาอิ แล้วชูนิ้วขึ้นมา 5 นิ้วต่อหน้า เพื่อตอกย้ำและขิงใส่ว่า “พวกตูเนี่ยแชมป์โลก 5 สมัยนะไอ้หนู!” แถมหลังจบเกม แฟนบอลบราซิลแห่กันไปถล่มอินสตาแกรม หรือ IG ของชิโอกาอิอย่างบ้าคลั่ง จนแม้โพสต์ของเขามีคนกดไลก์แค่แสนกว่า แต่ยอดคอมเมนต์ด่าทอและเยาะเย้ยถล่มทลายไปสูงถึงเกือบ 1 ล้านคอมเมนต์เลยทีเดียวครับ!
อย่างไรก็ตาม เจ้าหนู ชิโอกาอิ เคนโตะ ก็แสดงความแมนแบบสุดๆ ครับ เขาออกมาสัมภาษณ์หลังเจอทัวร์ลงว่า “ก็เพราะว่าทีมเราแพ้ ดังนั้นไม่ว่าภายนอกจะมีเสียงวิจารณ์หรือด่าทออะไร มันก็เป็นสิทธิของทุกคน แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมไม่มีความคิดที่จะถอนคำพูดที่เคยสัมภาษณ์ไปหรอกนะ และผมรู้สึกว่ามันไม่ควรจบลงแค่นี้ด้วย หนี้แค้นครั้งนี้ผมต้องชำระคืนให้ได้ ความรู้สึกเจ็บใจระคนผิดหวังที่ได้รับจากฟุตบอลโลกในครั้งนี้ มันก็ต้องไปทวงคืนในเวทีฟุตบอลโลกครั้งต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้าเท่านั้น!” นับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงระดับโลกของดาวรุ่งรายนี้จริงๆ ครับ แต่จิตใจของเขาถือว่าเด็ดเดี่ยวมาก มารอดูกันครับว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า ซามูไรบลูตัวนี้จะพัฒนาตัวเองแล้วกลับมาถอนแค้นทัพแซมบ้าได้สำเร็จอย่างที่ลั่นวาจาไว้หรือไม่! (ภาพจากรอยเตอร์ส)
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวข่าวสารในวงการกีฬาโลกที่ผมนำมาฝากกันแบบเจาะลึกในวันนี้ครับ ขอบคุณทุกการติดตามรับฟังรายการ เจาะลึกกีฬาโลก (體育世界) เวลาของรายการในวันนี้หมดลงแล้วครับ พบกับผม ดีเจธีระ หยาง (亓淞) ได้ใหม่ในวันและเวลาเดียวกันนี้ สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาคุณผู้ฟังทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ
