วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับโครงการที่กำลังได้รับความสนใจในวงการอุดมศึกษาของไต้หวัน นั่นคือ "AI Career Copilot" ผลงานจากมหาวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน หรือ Chinese Culture University หรือ CCU ที่สามารถคว้ารางวัลอันดับ 3 ระดับประเทศจากการแข่งขัน Microsoft Higher Education Agentic AI Copilot Hackathon ประจำปี 2026 การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นำเสนอแนวคิดและนวัตกรรม AI เพื่อแก้ไขปัญหาในภาคการศึกษา โดยผลงานของ CCU สามารถเอาชนะคู่แข่งจำนวนมาก และเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียวของไต้หวันที่ได้รับรางวัลในปีนี้ โดยมีเพียงมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTU และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไถจง ที่มีคะแนนสูงกว่า
มหาวิทยาลัยอธิบายว่า AI Career Copilot ใช้โครงสร้างแบบ Multi-Agent หรือระบบ AI ที่มีผู้ช่วยหลายตัวทำงานร่วมกัน เปรียบเสมือนมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคอยช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้กับนักศึกษาระบบจะรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นความสนใจของนักศึกษา ผลการเรียน ทักษะที่มีอยู่ ข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครจากบริษัทต่าง ๆ รวมถึงทรัพยากรด้านการเรียนรู้และการแนะแนวอาชีพของมหาวิทยาลัย จากนั้น AI จะประมวลผลและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เช่น ควรเรียนวิชาเพิ่มเติมอะไร ควรฝึกทักษะด้านใด อาชีพใดเหมาะสมกับความสามารถของตนเอง หรือแม้กระทั่งบริษัทใดกำลังเปิดรับตำแหน่งที่ตรงกับความสนใจ
ศาสตราจารย์หลี่อี้จวิน (李亦君) อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารสารสนเทศ และรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ผลักดันโครงการ เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้ AI Career Copilot แตกต่างจากโครงการ AI อื่น ๆ คือ ระบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดหรือโครงการทดลอง แต่ถูกนำมาใช้งานจริงภายในมหาวิทยาลัยแล้วปัจจุบันนักศึกษาสามารถใช้ระบบเพื่อขอคำแนะนำด้านอาชีพ วางแผนการเรียนรู้ ค้นหาข้อมูลการจ้างงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริง นอกจากนี้ ระบบยังถูกนำไปใช้ในงานมหกรรมจัดหางานของมหาวิทยาลัย และบริการแนะแนวอาชีพต่าง ๆ โดยช่วยตรวจสอบและปรับปรุงเรซูเม่ของนักศึกษา ช่วยจับคู่ตำแหน่งงานที่เหมาะสม และช่วยเตรียมความพร้อมก่อนการสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานอีกด้วย หากมองในมุมของนักศึกษา นี่ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะหลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าตนเองเหมาะกับอาชีพอะไร หรือควรพัฒนาทักษะด้านใดเพิ่มเติม AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
แต่เป้าหมายของทีมพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น ทีม AI Agent ของมหาวิทยาลัยระบุว่า พวกเขาต้องการผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า "AI Capability Equity" หรือความเท่าเทียมด้านขีดความสามารถทาง AI แนวคิดนี้มีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน เพราะแม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่โอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI กลับไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันเสมอไป นักศึกษาบางคนอาจเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและมีโอกาสใช้งาน AI อยู่แล้ว ขณะที่นักศึกษาในสาขาอื่นอาจยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือเหล่านี้ ทีมพัฒนาจึงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนคณะใด หรือมีพื้นฐานความรู้แบบใด ก็สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
ด้านหวังจื่อฉี (王子奇) อธิการบดีมหาวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ภารกิจของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกอนาคตที่ AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานแทบทุกสาขาอาชีพ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงเริ่มผลักดันการบูรณาการความรู้ด้าน AI เข้าสู่หลักสูตรอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป นักศึกษาจะไม่ได้เรียนเพียงวิธีใช้ AI เท่านั้น แต่ยังจะได้เรียนรู้เรื่องจริยธรรม AI การเป็นพลเมืองดิจิทัล การคิดเชิงตรรกะ และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เหตุผลสำคัญคือ แม้ AI จะสามารถช่วยตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้ใช้งานยังต้องมีความสามารถในการประเมินความถูกต้องของข้อมูล รู้จักตั้งคำถาม และเข้าใจผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี
นอกจากการปรับหลักสูตรแล้ว มหาวิทยาลัยยังได้จัดตั้ง CCU AI Lab หรือห้องปฏิบัติการ AI ของมหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกด้วย ห้องปฏิบัติการแห่งนี้มีบทบาทในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ การออกแบบ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เรื่องของนักศึกษาสายเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกสาขาวิชา ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาด้านศิลปะอาจใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงาน นักศึกษาด้านธุรกิจอาจใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลตลาด ขณะที่นักศึกษาด้านมนุษยศาสตร์อาจใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยวิจัยหรือแปลภาษา
มหาวิทยาลัยยังร่วมมือกับพันธมิตรด้านการศึกษา AI ของไต้หวัน และสนับสนุนให้นักศึกษาเตรียมสอบใบรับรองวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของอาจารย์และบุคลากร โดยสนับสนุนให้เข้ารับการอบรมและสอบรับรองมาตรฐานวิชาชีพด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ มีอาจารย์และบุคลากรมากกว่า 50 คนได้รับใบรับรองในสาขาต่าง ๆ ทั้งด้านการประยุกต์ใช้ AI ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และการจัดการด้านความยั่งยืน บุคลากรเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้แต่ละคณะสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แหล่งที่มาอ้างอิง