1. แฉสนั่น! เว็บเวียดนามขายมรณบัตรปลอมโจ๋งครึ่ม ใบละไม่กี่ร้อย ช่วยแรงงานฆ่าพ่อแม่ทิพย์โกงเงินสงเคราะห์ไต้หวัน
แรงงานต่างชาติถือเป็นแรงงานสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไต้หวัน โดยในปี 2569 จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันทะลุ 860,000 คนแล้ว ขณะที่สำนักงานประกันภัยแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวัน กำหนดให้แรงงานต่างชาติที่เข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงานสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ได้ในกรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต แต่ล่าสุดมีการตรวจพบว่าเว็บไซต์เวียดนามแห่งหนึ่งอาศัยช่องโหว่ของสวัสดิการดังกล่าวเปิดขายใบมรณบัตรปลอมอย่างเปิดเผย โดยอวดอ้างว่าทำได้แนบเนียนจนแยกไม่ออก พร้อมการันตีตราประทับของรัฐและข้อมูลครบถ้วน คิดราคาไม่ถึงพันเหรียญไต้หวันต่อใบ สร้างความวิตกในหมู่นายจ้าง เกรงว่าจะกลายเป็นช่องทางให้แรงงานบางกลุ่มแสร้งทำเป็นว่าพ่อแม่เสียชีวิตเพื่อหลอกเงินช่วยเหลือ

ตามมาตรา 62 ของกฎหมายประกันภัยแรงงานไต้หวัน แรงงานต่างชาติที่เข้าระบบประกันภัยแรงงานจะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าแรงงานท้องถิ่น กล่าวคือ หากบิดา มารดา หรือคู่สมรสของผู้เอาประกันเสียชีวิต จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยที่ใช้เป็นฐานประกัน 3 เดือน หากบุตรอายุ 12 ปีขึ้นไปเสียชีวิตจะได้รับ 2.5 เดือน และหากบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิตจะได้รับ 1.5 เดือน
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติอยู่ในระบบประกันภัยแรงงานประมาณ 550,000 คน และในปี 2568 มีการยื่นขอเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตสูงถึง 10,101 ราย รวมเป็นเงินจ่ายชดเชยกว่า 951.74 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 94,000 เหรียญไต้หวัน เจตนารมณ์เดิมของมาตรการนี้คือช่วยให้ครอบครัวผู้สูญเสียจัดการงานศพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินในช่วงวิกฤต แต่กลับมีกลุ่มมิจฉาชีพมองเห็นช่องทางทำเงิน จนพัฒนาเป็นธุรกิจปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวพันกับความตาย

เว็บไซต์ชื่อ Bao Xin Viec ในเวียดนามเปิดให้บริการทำใบมรณบัตรปลอมอย่างเปิดเผย คิดค่าบริการตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 ด่องเวียดนาม หรือคิดเป็นเงินไต้หวันประมาณ 650 ถึง 1,200 เหรียญ พร้อมโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความสะดวกที่ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานรัฐ โดยอ้างว่าใช้กระดาษแบบฟอร์มจริงของคณะกรรมการประชาชนท้องถิ่นเวียดนาม (UBND) พร้อมตราประทับสีแดงและลายเซ็นครบถ้วน และยังระบุชัดว่าสามารถนำไปใช้รับรองเอกสาร ทำนิติกรรม หรือดำเนินการเรื่องมรดกและโอนทรัพย์สินได้ โดยชูจุดขายว่าเหมือนเอกสารจริงจนแยกไม่ออก
นอกจากมรณบัตรปลอมแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวยังรับทำเอกสารปลอมอีกหลายประเภท เช่น วุฒิการศึกษา หนังสือรับรองการรักษาพยาบาล หนังสือรับรองสถานภาพโสด ทะเบียนสมรส ใบอนุญาตขับเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ และใบรับรองความสามารถทางภาษา ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบ
หากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ เครือข่ายเหล่านี้สามารถจัดทำเอกสารปลอมครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตายได้แบบครบวงจร โดยใช้เวลาดำเนินการเพียง 1-3 วัน พร้อมรับประกันการรักษาความลับและให้บริการหลังการขายอย่างน้อย 6 เดือน สร้างความกังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางทุจริตเพื่อเบิกเงินช่วยเหลือจากรัฐ
สถิติจากกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวันระบุว่า ในปี 2568 มีการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตของผู้เอาประกันที่เป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติทั่วไปและแรงงานฝีมือ-ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ มากกว่า 10,000 กรณี โดยมี 517 กรณีที่ไม่ได้รับการอนุมัติ และในจำนวนนี้ 357 กรณีถูกตีกลับเนื่องจากพบความผิดปกติในเอกสารที่ยื่นประกอบการพิจารณา
ตามขั้นตอนปัจจุบัน แรงงานต่างชาติที่ยื่นขอรับเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต ต้องยื่นใบมรณบัตร เอกสารยืนยันความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิต เช่น สำเนาทะเบียนบ้านที่บันทึกการเสียชีวิต รวมถึงเอกสารแสดงตัวตนของผู้เอาประกัน หากเอกสารดังกล่าวออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ จะต้องส่งให้สำนักงานตัวแทนไต้หวันในประเทศนั้นตรวจสอบความน่าเชื่อถือและรับรองความถูกต้องของเนื้อหาทุกฉบับ
แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า เนื่องจากครอบครัวของแรงงานอยู่ในต่างประเทศ ไม่มีข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือประวัติการรักษาพยาบาลในไต้หวัน ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้ยากลำบาก โดยเฉพาะหากเครือข่ายปลอมแปลงเอกสารสามารถเข้าถึงแบบฟอร์มราชการจริงและผลิตเอกสารปลอมได้อย่างเป็นระบบ จึงมีการเรียกร้องให้กองทุนประกันภัยแรงงานเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบสวัสดิการที่มีเจตนาดีถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปแสวงหาผลประโยชน์
กองทุนประกันภัยแรงงานชี้แจงว่า ปัจจุบันการยื่นขอเงินสงเคราะห์ของแรงงานต่างชาติ หากเป็นเอกสารจากต่างประเทศจะต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานตัวแทนไต้หวันในต่างประเทศก่อนทุกครั้ง โดยสำนักงานตัวแทนไต้หวันประจำเวียดนามได้ใช้มาตรการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด หากพบความผิดปกติจะปฏิเสธรับคำร้องทันที และแจ้งมายังกองทุนประกันภัยแรงงานเพื่อขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง ป้องกันการนำเอกสารปลอมมาฉ้อโกงเงินจากระบบ
ทั้งนี้ กองทุนประกันภัยแรงงานย้ำว่า เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไต้หวันได้วางกลไกตรวจสอบหลายชั้น ทั้งระบบตรวจจับเอกสารผิดปกติเชิงรุก การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตัวแทนของประเทศต้นทางแรงงาน และการกำชับให้บริษัทจัดหางานร่วมตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มนายหน้าเถื่อนเข้ามาแทรกแซง ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามได้พัฒนาระบบตรวจสอบเอกสารแบบดิจิทัล ให้สามารถสแกน QR Code บนเอกสารเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลทางออนไลน์ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการปลอมแปลงเอกสารในระยะต่อไป
2. เตือนภัยหน้าฝนไต้หวัน! จับปู งมหอย หาปลาต้องระวัง สัปดาห์เดียวแรงงานไทย-เวียดนามจมน้ำดับแล้ว 2 ราย
ไต้หวันเข้าสู่ฤดูฝนพร้อมกับต้นฤดูร้อน เตือนแรงงานไทยระมัดระวังการทำกิจกรรมริมแหล่งน้ำ หลังเกิดเหตุสลดต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วอย่างน้อย 2 ราย ทั้งแรงงานไทยและเวียดนาม

รายแรกเป็นหนุ่มไทยงมหอยแมลงภู่ จมน้ำเสียชีวิตขณะพายุเมขลาพัดผ่าน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่พายุไต้ฝุ่น “เมขลา” พัดเข้าใกล้เกาะไต้หวัน ทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วเกาะ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ จนหลายเมืองต้องประกาศหยุดงานหยุดเรียนเพื่อความปลอดภัย
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ชายไทยวัย 37 ปี ภูมิลำเนาอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเดินทางเข้าไต้หวันพร้อมภรรยาในฐานะนักท่องเที่ยวแต่พำนักเกินกำหนดวีซ่าและลักลอบทำงานอยู่ในเมืองหยุนหลิน ได้ออกไปงมหอยแมลงภู่กับภรรยาในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ระหว่างนั้นพลาดลื่นไถลตกน้ำและเสียชีวิตในที่สุด เจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังสำนักงานแรงงานไทย เกาสง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อประสานงานกับตำรวจท้องถิ่นและทายาทผู้เสียชีวิตในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

สามวันต่อมา เมื่อค่ำวันที่ 28 มิถุนายน เกิดเหตุสลดซ้ำอีกครั้งที่เมืองจางฮั่ว เมื่อนายเหงียน แรงงานชาวเวียดนามวัย 42 ปี ซึ่งทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมฟางย่วน ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากที่พักไปจับปูบริเวณลำธารเอ้อหลิน ตำบลฟางย่วน ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น. แต่ไม่กลับที่พักตลอดคืน เพื่อนร่วมงานสังเกตความผิดปกติจึงแจ้งความในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว ร่วมกับหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งที่ 3 สถานีตรวจการณ์ฟางย่วน ระดมกำลังค้นหาทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยพบรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหายจอดทิ้งไว้ริมลำธาร แต่การค้นหาด้วยโดรนและเรือตามแนวลำธารทั้งเหนือน้ำ 500 เมตร และท้ายน้ำ 1 กิโลเมตร บริเวณใต้สะพานหย่งซิงบนทางหลวงหมายเลข 17 ยังไม่พบร่องรอย

หน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว ร่วมกับหน่วยลาดตระเวนชายฝั่ง ระดมกำลังค้นหาทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศอย่างต่อเนื่อง (ภาพจากหน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว)
กระทั่งเวลา 08.20 น. ของวันที่ 30 มิถุนายน ชาวบ้านพบร่างผู้เสียชีวิตลอยอยู่ใกล้แนวเขื่อนกันคลื่นในพื้นที่ถมทะเล ห่างจากจุดพบรถจักรยานยนต์ไปทางทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีพุ่มไม้หนาทึบปกคลุม เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้รถกู้ภัยติดเครนยกเรือกู้ชีพลงน้ำ และใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถนำร่างขึ้นฝั่งได้

รถจักรยานยนต์ของผู้สูญหายจอดทิ้งไว้ริมลำธาร (ภาพจากหน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว)
ญาติของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามในพื้นที่เดียวกันได้เข้ายืนยันอัตลักษณ์ว่าเป็นนายเหงียนที่สูญหายไปจริง โดยน้องสาวของผู้เสียชีวิตถึงกับทรุดตัวลงและเกือบเป็นลมเมื่อเห็นร่างพี่ชาย ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์

น้องสาวของผู้เสียชีวิตถึงกับทรุดตัวลงและเกือบเป็นลมเมื่อเห็นร่างพี่ชาย (ภาพจากหน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว)
หน่วยกู้ภัยไต้หวันออกคำเตือนว่า ในช่วงฤดูฝน ระดับน้ำในลำธารและแม่น้ำสามารถเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำอาจเชี่ยวกว่าปกติ แม้แต่บริเวณที่ดูตื้นหรือสงบก็อาจซ่อนอันตรายไว้ได้ พร้อมแนะนำผู้ที่ต้องออกไปจับปู จับปลา หรือทำกิจกรรมริมแหล่งน้ำ ดังนี้

ร่างผู้เสียชีวิตลอยอยู่ใกล้แนวเขื่อนกันคลื่นในพื้นที่ถมทะเล ห่างจากจุดพบรถจักรยานยนต์ไปทางทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร (ภาพจากหน่วยกู้ภัยเมืองจางฮั่ว)
- หลีกเลี่ยงการออกไปเพียงลำพัง
- ติดตามพยากรณ์อากาศล่วงหน้าก่อนออกจากที่พัก
- สวมอุปกรณ์ช่วยลอยตัวหากจำเป็น
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือมีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่นำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากธารน้ำ (ภาพจาก CNA)
3. ตำรวจไทจงทลายแก๊งแรงงานเวียดนาม เช่าแคมป์ผลิตยาเสพติดบรรจุซองกาแฟขายเพื่อนร่วมชาติ ยึดของกลางมูลค่ามหาศาล
ตำรวจนครไทจงเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายยาเสพติดของกลุ่มแรงงานเวียดนาม หลังพบว่าหัวหน้าขบวนการใช้พื้นที่แคมป์เช่าในเขตไท่ผิงเป็นฐานผลิตและบรรจุยาเสพติดในซองกาแฟ ก่อนนำไปจำหน่ายให้กับแรงงานชาวเวียดนามด้วยกันเอง พร้อมจัดปาร์ตี้ยาเสพติดเป็นระยะ ผลการจู่โจมสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน รวมถึงคู่สามีภรรยา และยึดของกลางทั้งยาอี ยาเค ยาไอซ์ พร้อมเงินสดกว่า 1.18 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยเฉพาะสารตั้งต้นที่ตรวจยึดได้นั้น สามารถนำไปผลิตยาอีซองได้มากกว่า 30,000 ซอง เพียงพอสำหรับผู้เสพนับหมื่นคน

ตำรวจไทจงเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายยาเสพติดของกลุ่มแรงงานเวียดนามขนาดใหญ่
จากการสืบสวนของตำรวจ พบว่านายหว่อง วัย 33 ปี แรงงานเวียดนามที่เดินทางมาทำงานเป็นลูกเรือประมง เป็นผู้ใช้ชื่อบุคคลอื่นเช่าพื้นที่แคมป์ในเขตไท่ผิง นครไทจง เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยร่วมมือกับเพื่อนร่วมชาติอีก 3 คน ได้แก่ นายหวอ วัย 25 ปี นายหว่อง วัย 35 ปี และนางเหงียน วัย 32 ปี ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา ผู้ต้องหาสองคนหลังเป็นแรงงานโรงงานที่ทำงานถูกกฎหมาย แต่ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานรับงานเสริมช่วยบรรจุยาเสพติดลงซอง

เจ้าหน้าที่ยึดของกลางทั้งยาอี ยาเค ยาไอซ์ พร้อมเงินสดกว่า 1.18 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยเฉพาะสารตั้งต้นที่ตรวจยึดได้นั้น นำไปผลิตยาอีซองเพียงพอสำหรับผู้เสพนับหมื่นคน (ภาพกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)
เพื่อหลบเลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่ แก๊งนี้จำกัดกลุ่มลูกค้าเฉพาะแรงงานชาวเวียดนามเท่านั้น โดยเลือกทำการซื้อขายในช่วงต้นเดือนหลังวันเงินเดือนออก และในช่วงก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการ นอกจากนี้ในวันหยุดยังมีการจัดปาร์ตี้ยาเสพติดอยู่เป็นประจำ โดยเลือกสถานที่ที่คนไต้หวันไม่นิยมไป เช่น ร้านคาราโอเกะที่เป็นจุดรวมตัวของแรงงานเวียดนาม หรือบ้านพักในเขตชานเมืองที่ห่างไกลผู้คน เพื่อหลีกเลี่ยงการสังเกตเห็นจากเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ยึดของกลางทั้งยาอี ยาเค ยาไอซ์ ฯลฯ โดยเฉพาะสารตั้งต้นที่ตรวจยึดได้นั้น นำไปผลิตยาอีซองเพียงพอสำหรับผู้เสพนับหมื่นคน (ภาพกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)
หลังจากชุดเฉพาะกิจเฝ้าติดตามพฤติกรรมและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้บุกตรวจค้นพื้นที่แคมป์ในเขตไท่ผิงและจุดที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ สามารถตรวจยึดของกลางได้ดังนี้
- ซองกาแฟผสมยาเสพติดประเภท 3 จำนวน 2,256 ซอง
- สารเมฟีโดรน (4-MMC หรือที่รู้จักกันในชื่อ Meow Meow) ที่แปรรูปเสร็จแล้ว น้ำหนัก 2 กิโลกรัม
- ยาเค จำนวน 34 ซอง น้ำหนักรวม 406 กรัม
- ยาไอซ์ จำนวน 10 ซอง น้ำหนักรวม 336 กรัม
- เงินสดมูลค่า 1.18 ล้านเหรียญไต้หวันใหม่ และอุปกรณ์สำหรับแบ่งบรรจุยาเสพติดจำนวนมาก

ตำรวจระบุว่าสารเมฟีโดรนที่ยึดได้นี้ สามารถนำไปผลิตเป็นซองกาแฟผสมยาเสพติดเพิ่มได้อีกกว่า 30,000 ซอง เพียงพอสำหรับผู้เสพมากกว่า 30,000 คน นับเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับได้ก่อนที่ยาเสพติดจำนวนมหาศาลนี้จะถูกกระจายออกสู่ตลาด

ขณะนี้คดีถูกส่งต่อไปยังสำนักงานอัยการนครไทจงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาชายสกุลหว่องทั้ง 2 คน ศาลมีคำสั่งอนุมัติให้ควบคุมตัวระหว่างการสอบสวน และไม่อนุญาตให้ติดต่อกับบุคคลภายนอก ส่วนนายหวอถูกส่งตัวไปควบคุมที่สถานกักกันเมืองหนานโถว ก่อนถูกผลักดันส่งกลับประเทศเวียดนาม ในขณะที่นางเหงียนถูกสั่งจำกัดพื้นที่ ห้ามเปลี่ยนที่อยู่อาศัย และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ปัจจุบันพนักงานอัยการได้สรุปสำนวนคดีและยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางไต้หวันออกคำเตือนว่า ยาเสพติดรูปแบบใหม่ที่บรรจุในซองกาแฟ เช่น สารเมฟีโดรนหรือ Meow Meow มักถูกนำไปใช้ในงานปาร์ตี้เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน โดยมีส่วนประกอบหลักเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ส่งผลร้ายแรงต่อร่างกาย และที่ผ่านมามีกรณีผู้เสพเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง จึงขอเตือนแรงงานทุกคนให้หลีกเลี่ยงการซื้อหรือเสพยาเสพติดทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
