มิติใหม่ไต้หวันสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรของไต้หวันที่แม้จะเริ่มใช้งานมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่จำนวนการทำประกันของเกษตรกรก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย ยิ่งเจอกับภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นทุกปี ก็ยิ่งทำให้ระบบประกันภัพืชผลทางการเกษตรของไต้หวันเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น (ตอนที่ 1)
แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้นและส่งผลให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยครั้ง แต่ระบบประกันภัยพืชผลของไต้หวันกลับยังไม่สามารถขยายตัวได้ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการทำประกันภัยของพืชผลหลายชนิดยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าภาคเกษตรจะเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุดก็ตาม

ในปี พ.ศ. 2567 มูลค่าความเสียหายทางการเกษตรทั่วไต้หวันสูงถึง 31,600 ล้านเหรียญไต้หวัน นับเป็นตัวเลขสูงเป็นอันดับ 2 ในรอบทศวรรษ ขณะที่ปี พ.ศ. 2568 พายุไต้ฝุ่นดานัสได้พัดขึ้นฝั่งบริเวณเจียอี้และสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับพื้นที่เพาะปลูกในเขตเจียอี้และไถหนาน โดยเฉพาะสวนส้มโอพันธุ์เหวินตั้น ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเป็นวงกว้าง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านเหรียญไต้หวัน เกษตรกรหลายรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น คุณหลี่เซิ่งจง ผู้ปลูกส้มโอในเขตหม่าโต้ว ที่สูญเสียผลผลิตถึงร้อยละ 80 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวัน แม้จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลและเงินชดเชยจากประกันภัยรวมกัน แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยความเสียหายทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม เงินสินไหมจากประกันภัยช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและทำให้สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าการรอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญจากสหกรณ์การเกษตรหม่าโต้วระบุว่า เงินเยียวยาของรัฐบาลมีวงเงินจำกัดและต้องใช้เวลาตรวจสอบความเสียหาย ขณะที่ประกันภัยสามารถจ่ายค่าสินไหมได้รวดเร็วกว่าและให้วงเงินชดเชยสูงกว่า จึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนเริ่มหันมาสนใจทำประกันมากขึ้น หลังจากได้เผชิญกับความเสียหายจากภัยธรรมชาติด้วยตนเอง

เดิมทีรัฐบาลไต้หวันใช้มาตรการช่วยเหลือหลังเกิดภัยพิบัติเป็นหลัก โดยเงินเยียวยาครอบคลุมเพียงประมาณร้อยละ 20 ของต้นทุนการเพาะปลูก ส่วนความเสียหายที่เหลือเกษตรกรต้องรับภาระเอง อีกทั้งเมื่อภัยธรรมชาติเกิดถี่ขึ้น งบประมาณช่วยเหลือก็เพิ่มสูงจนเกินกรอบที่ตั้งไว้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว
กระทรวงเกษตรเริ่มผลักดันระบบประกันภัยพืชผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และต่อมาได้ประกาศใช้กฎหมายประกันภัยภาคการเกษตรในปี พ.ศ. 2564 ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยครอบคลุมพืชผลและปศุสัตว์หลายประเภท รวม 29 ชนิด 45 กรมธรรม์ โดยแบ่งเป็นประกันภัยเชิงนโยบายที่ดำเนินการผ่านสหกรณ์การเกษตร และประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการโดยบริษัทประกันวินาศภัย

แม้อัตราการทำประกันภัยโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 แต่ตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากพืชผลบางประเภท ขณะที่พืชอีกหลายชนิดยังมีอัตราการทำประกันต่ำกว่าร้อยละ 10 และยังมีพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น หน่อไม้ ลำไย และกล้วยไม้ ที่ยังไม่มีระบบประกันรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งยังพบว่าการพัฒนากรมธรรม์ใหม่ๆ เริ่มชะลอตัว สะท้อนถึงความท้าทายในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น
และเมื่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น "ความปกติใหม่" การพัฒนาระบบประกันภัยภาคการเกษตรให้ครอบคลุมและเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านรายได้ ลดภาระงบประมาณของภาครัฐ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคเกษตรสามารถรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน