วันนี้เราจะชวนคุณผู้ฟังมาพูดคุยกันในเรื่องที่หลากหลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ และยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญของไต้หวัน นั่นก็คือเรื่องของเชื้อ HIV หรือไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่ในไต้หวันก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 800-900 คนต่อปี และที่น่าสนใจก็คือ ในจำนวนนี้ประมาณ 10% เป็นชาวต่างชาติ
ล่าสุด กรมควบคุมโรคไต้หวันได้ประกาศเตรียมขยายสิทธิการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ชาวต่างชาติอีก 2 กลุ่ม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข และยังเชื่อมโยงกับแนวคิดสำคัญที่ทั่วโลกกำลังรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง นั่นคือแนวคิด U=U
U=U ย่อมาจาก Undetectable = Untransmittable หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ตรวจไม่พบเชื้อ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้อ" แนวคิดนี้มีพื้นฐานมาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่จากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งพบตรงกันว่า หากผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จนสามารถควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบได้ โอกาสในการแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์จะเท่ากับศูนย์ คำว่า "ศูนย์" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโอกาสน้อยมาก หรือแทบจะไม่เกิดขึ้น แต่หมายถึงไม่เกิดขึ้นเลยตามหลักฐานทางการแพทย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมโรคเอดส์แห่งไต้หวัน สมาคมส่งเสริมสิทธิผู้ติดเชื้อ HIV กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันเปิดตัวรถรณรงค์สุขศึกษา U=U เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน กิจกรรมในปีนี้มีความพิเศษกว่าหลายปีที่ผ่านมา เพราะผู้จัดงานต้องการนำความรู้เกี่ยวกับ U=U ออกไปสู่เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงในกรุงไทเปเท่านั้น
หลินอี๋ฮุ่ย เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสิทธิผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่า แม้ความตระหนักรู้เรื่อง U=U ในสังคมไต้หวันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การรับรู้ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ดังนั้นปีนี้จึงได้จัดรถรณรงค์สุขศึกษาออกเดินทางไปยัง 6 เมืองใหญ่ของไต้หวัน เพื่อส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องไปยังชุมชนต่าง ๆ เป้าหมายสำคัญก็คือการลดอคติ ลดความหวาดกลัว และลดการตีตราผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก ในพิธีเปิดงาน นายแพทย์หลัวอี้จวิน อธิบดีกรมควบคุมโรคไต้หวัน เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันไต้หวันมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ประมาณ 800-900 คนต่อปี
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV เฉลี่ยปีละ 106 คน คิดเป็นประมาณ 10% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นพลเมืองไต้หวันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อชาวต่างชาติกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล ปัจจุบันตามมาตรา 3 ของระเบียบการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์ รัฐบาลไต้หวันให้เงินอุดหนุนแก่ชาวต่างชาติที่พำนักอย่างถูกกฎหมายเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น
กลุ่มแรก คือ คู่สมรสชาวต่างชาติของชาวไต้หวัน กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่อยู่ภายใต้โครงการเฉพาะกิจไทย-เมียนมา และกลุ่มชาวทิเบตที่พำนักอยู่ในไต้หวัน และกลุ่มที่สาม คือ ชาวต่างชาติที่ได้รับเชื้อระหว่างเข้ารับการรักษาพยาบาลในไต้หวัน ส่วนชาวต่างชาติกลุ่มอื่น ๆ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยตนเอง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 12,000 ถึง 18,000 เหรียญไต้หวัน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 13,000-20,000 บาทต่อเดือน สำหรับหลายคน โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติ นักศึกษา หรือผู้มีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ถือเป็นภาระที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรคจึงได้เสนอแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวต่อคณะทำงานด้านนโยบายของคณะกรรมการป้องกันโรคเอดส์และคุ้มครองสิทธิผู้ติดเชื้อ
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายสิทธิการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลแก่ชาวต่างชาติอีก 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตถิ่นที่อยู่ถาวรในไต้หวัน หรือ APRC กลุ่มที่สอง คือ ชาวต่างชาติอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่พำนักในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย แม้จะคาดว่ามีผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2-11 คนต่อปี แต่รัฐบาลมองว่านี่คือก้าวสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพ หลัวอีจวินกล่าวว่า ภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านถึง 5.5 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่หน่วยงานสามารถรองรับได้ นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยให้บรรลุเป้าหมาย U=U และลดการติดเชื้อรายใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ ร่างแก้ไขกฎหมายจะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านกฎหมายในเดือนกรกฎาคม ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นเวลา 60 วันในเดือนสิงหาคม หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นปี 2569 อีกหนึ่งเสียงสำคัญในงานนี้คือ นายแพทย์หลูป๋อเหลียง ประธานกรรมการสมาคมโรคเอดส์แห่งไต้หวัน
ปัจจุบันไต้หวันยังมีผู้ติดเชื้ออีกประมาณ 8% ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาในขณะที่เทคโนโลยีด้านยารักษา HIV ได้พัฒนาไปมาก จากเดิมที่ต้องรับประทานยาหลายเม็ดต่อวัน ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากสามารถรับประทานยาเพียงวันละ 1 เม็ดเท่านั้น ประสิทธิภาพการรักษาสูงขึ้น ผลข้างเคียงลดลง และหากรับประทานยาอย่างต่อเนื่องก็สามารถใช้ชีวิต ทำงาน สร้างครอบครัว และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
แหล่งที่มาอ้างอิง
กรมควบคุมโรคไต้หวัน (Taiwan Centers for Disease Control, CDC Taiwan)
สมาคมโรคเอดส์แห่งไต้หวัน (Taiwan AIDS Society)
สมาคมส่งเสริมสิทธิผู้ติดเชื้อเอชไอวี (Persons with HIV/AIDS Rights Advocacy Association Taiwan)
ข้อมูลการรณรงค์ Taiwan U=U Day 2026
งานวิจัย PARTNER 1, PARTNER 2 และ Opposites Attract ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญระดับนานาชาติที่สนับสนุนแนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable)