1. ระวัง! ให้คนอื่นยืมรถ อาจต้องจ่ายค่าปรับแทน
หากคุณคิดจะให้ใครยืมรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยานไฟฟ้า ขอให้คิดให้รอบคอบก่อนส่งกุญแจ เพราะหากผู้ยืมทำผิดกฎจราจร ใบสั่งหรือหนังสือแจ้งค่าปรับจะวิ่งตรงมาหาเจ้าของรถเป็นลำดับแรก

รู้จักรูปแบบการออกใบสั่ง โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ
1. ถูกเรียกตรวจหน้างาน เจ้าหน้าที่หยุดรถและออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่โดยตรง ณ จุดเกิดเหตุ
2. กล้องจับ ใบสั่งส่งบ้าน เมื่อความผิดถูกบันทึกโดยกล้องวงจรปิดหรือกล้องตรวจจับความเร็ว ระบบจะอ่านได้แค่ทะเบียนรถ ใบสั่งจึงตกมาที่เจ้าของรถโดยอัตโนมัติ
ก่อนให้ยืม ควรตรวจสอบก่อนเสมอ
- ผู้ยืมมีใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุและถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
- ถ่ายภาพใบขับขี่ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมจดบันทึกวันและเวลาที่ยืม
- ตรวจสอบว่าผู้ยืมมีสิทธิและความสามารถในการขับขี่จริง ๆ
หากผู้ยืมขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เจ้าของรถอาจต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย
ข้อแนะนำสำหรับแรงงานไทย
- อย่าให้ยืมโดยไม่ดูใบขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือเพื่อนร่วมงาน
- หากจำเป็นต้องให้ยืม ถ่ายภาพใบขับขี่และบันทึกวันเวลาไว้ทุกครั้ง
- ห้ามให้ยืมเด็ดขาด กับ ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ไต้หวัน หรือมีใบขับขี่หมดอายุแล้ว
- หากได้รับใบสั่งทั้งที่ไม่ได้ขับ ให้รีบรวบรวมหลักฐานและติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที แม้กระบวนการนี้จะยุ่งยากไม่น้อย
- ทำประกันให้ครบ ทั้งประกันภาคบังคับและประกันเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าเสียหายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
จำไว้เสมอว่า รถเป็นของเรา ความรับผิดชอบก็ยังเป็นของเรา แม้จะส่งกุญแจไปแล้วก็ตาม ตรวจสอบผู้ยืมให้ดีก่อน จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับปัญหากฎหมายและค่าใช้จ่ายที่ตามมาทีหลัง
2. ใครรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับบ้าน? คำถามที่แรงงานไทยในไต้หวันถามกันมานานคือ เมื่อทำงานครบสัญญาแล้ว ค่าตั๋วเครื่องบินขากลับ ใครกันแน่ที่ต้องเป็นคนจ่าย?
แม้สัญญาจ้างมาตรฐานจากกระทรวงแรงงานไทย ข้อที่ 9 จะระบุไว้ชัดเจนว่า นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามกำหนด หรือมีการเลิกจ้างระหว่างสัญญาโดยที่ลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิด แต่ในความเป็นจริง แรงงานไทยจำนวนมากกลับต้องควักเงินจ่ายค่าตั๋วขากลับเองอยู่บ่อยครั้ง

ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากบริษัทจัดหางานที่เรียกเก็บค่าหัวคิวในราคาสูง โดยอ้างว่าได้รวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับไว้เรียบร้อยแล้ว ทว่าในทางปฏิบัติ ค่าตั๋วที่จ่ายครอบคลุมเพียงเที่ยวบินขามาเท่านั้น ส่วนขากลับจะได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดวงและความใจดีของนายจ้างแต่ละราย
กระทรวงแรงงานไต้หวันไม่ได้บังคับว่าฝ่ายใดต้องรับผิดชอบค่าตั๋วขากลับโดยเด็ดขาด แต่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันและระบุลงในเอกสารสำคัญฉบับหนึ่งที่เรียกว่า หนังสือรับรองค่าใช้จ่ายและค่าจ้างของแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องลงนามก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย เอกสารฉบับนี้ต้องผ่านการรับรองจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานของไทย และใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าทำงาน ณ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในประเทศไทย เมื่อเดินทางถึงไต้หวันแล้ว บริษัทจัดหางานและนายจ้างยังต้องนำส่งเอกสารฉบับเดียวกันนี้ยื่นต่อกระทรวงแรงงานไต้หวัน เพื่อใช้ประกอบการออกใบอนุญาตจ้างงานและใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ปัญหายังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะเมื่อแรงงานเดินทางมาถึงไต้หวันแล้ว นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานบางรายจะให้ลงนามในสัญญาอีกฉบับ ที่ระบุว่าแรงงานยินยอมรับผิดชอบค่าเดินทางกลับเองทั้งหมด เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ แรงงานส่วนหนึ่งจึงจำยอมให้หักค่าตั๋วจากค่าจ้าง ขณะที่บางรายไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวและเลือกร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานไทย หรือโทรสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หรือยื่นเรื่องต่อกองแรงงาน ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะยึดหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายที่ลงนามก่อนเดินทางเป็นหลัก สัญญาซ้อนที่ทำขึ้นภายหลังจึงไม่มีผลทางกฎหมาย แม้นายจ้างจะหยิบออกมาแสดงก็ตาม
สำหรับแรงงานที่ต่อสัญญาหรือย้ายนายจ้างใหม่ระหว่างอยู่ในไต้หวัน อาจต้องรับผิดชอบค่าตั๋วขากลับเองเช่นกัน เนื่องจากนายจ้างและบริษัทจัดหางานรายใหม่มักอ้างว่าตนไม่ได้เก็บค่าหัวคิวตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจต่อสัญญาหรือเปลี่ยนงาน ควรสอบถามเรื่องนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง อย่างไรก็ตาม มีนายจ้างจำนวนไม่น้อยที่ช่วยออกค่าตั๋วเครื่องบินให้แรงงานไทย เมื่อทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ ขึ้นอยู่กับสวัสดิการของนายจ้างแต่ละราย

กระทรวงแรงงานไต้หวันไม่ได้บังคับว่าฝ่ายใดต้องรับผิดชอบค่าตั๋วขากลับโดยเด็ดขาด แต่ให้เป็นไปตามความตกลงซึ่งลงนามล่วงหน้า (ภาพจาก Rti)
กรณีที่แรงงานต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเอง
สำหรับแรงงานไทยที่ยกเลิกสัญญาขอกลับบ้าน หรือเป็นฝ่ายละเมิดสัญญาหรือกระทำผิดจนถูกนายจ้างยุติสัญญา สัญญาจ้างมาตรฐาน ข้อที่ 11.1 ระบุว่า กำหนดให้แรงงานต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อกำหนดในสัญญาข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้ :
1. ตรวจพบว่าเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน
2. สูญเสียความสามารถในการทำงาน
3. รับจ้างทำงานให้ผู้อื่นนอกเหนือจากนายจ้าง หรือทำงานพิเศษให้บุคคลที่สาม
4. กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐหรือศีลธรรมอันดี
5. เจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของไต้หวัน
6. ไม่เชื่อฟังคำสั่งหรือคำแนะนำของนายจ้าง และได้รับการตักเตือนแล้วถึง 3 ครั้ง
7. ขาดงานติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป หรือรวมกัน 6 วันภายในหนึ่งเดือนโดยไม่มีเหตุอันสมควร
8. จงใจทำให้ทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ของนายจ้างเสียหาย และต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด

แรงงานที่ยกเลิกสัญญาขอกลับบ้าน หรือเป็นฝ่ายละเมิดสัญญาหรือกระทำผิดจนถูกนายจ้างยุติสัญญา ต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
กรณีลาพักร้อนกลับบ้าน
อีกคำถามที่พบบ่อยคือ หากลาพักร้อนเดินทางกลับไทย นายจ้างต้องออกค่าตั๋วให้หรือไม่? โดยหลักการแล้ว แรงงานต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเองในกรณีลาพัก เพราะไม่ใช่การเดินทางกลับเมื่อสิ้นสุดสัญญาหรือถูกเลิกจ้างโดยมิใช่ความผิดของตน อย่างไรก็ตาม ยังมีนายจ้างอีกจำนวนไม่น้อยที่มีสวัสดิการดีเป็นพิเศษ ออกค่าตั๋วให้แรงงานที่ลากลับไปเยี่ยมครอบครัว หรือแม้แต่พาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของนายจ้างแต่ละราย
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรทราบคือ นายจ้างไม่สามารถหักค่าตั๋วเครื่องบินจากค่าจ้างของแรงงานต่างชาติโดยตรงได้ การกระทำเช่นนี้ผิดกฎหมาย นายจ้างจะเก็บค่าตั๋วเครื่องบินได้ ขณะจ่ายค่าจ้างและแรงงานนำเงินค่าจ้างมาจ่ายให้โดยความสมัครใจ หรือแรงงานซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยตนเอง
ปัญหาเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับมีความซับซ้อนและแตกต่างกันออกไปตามแต่ละกรณี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอ่านและทำความเข้าใจเอกสารทุกฉบับให้ถี่ถ้วนก่อนลงนาม โดยเฉพาะหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันตั้งแต่ก่อนเดินทาง และอย่าลงนามในสัญญาเพิ่มเติมใดๆ ที่แก้ไขข้อตกลงเดิมโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หรือสำนักงานแรงงานไทย ไทเป หรือสำนักงานแรงงานไทย เกาสง
3. จากวิกฤตขาดแคลนแรงงานสู่การอยู่ร่วมกัน : เมื่อแรงงานไทยกลายเป็นกำลังหลักของการเก็บสายบัวน้ำที่เหม่ยหนงจนพบ “บ้านหลังที่สอง”
ท่ามกลางแปลงน้ำที่ระดับสูงเกือบถึงเอว ขวัญชัย พงษ์เพ็ชร แรงงานไทยวัย 43 ปี ก้มหน้าก้มตาเก็บเกี่ยวผักสายบัวน้ำอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งเขาเงยหน้ามองทิวเขาสีเขียวที่ทอดตัวอยู่ไกลออกไปในเขตเหม่ยหนง นครเกาสง ทัศนียภาพชนบทแห่งนี้ชวนให้เขานึกถึงบ้านเกิดในประเทศไทยได้ไม่น้อย และนั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ดินแดนต่างบ้านต่างเมืองแห่งนี้ค่อย ๆ กลายเป็น "บ้านหลังที่สอง" ของเขาไปโดยไม่รู้ตัว
ผักสายบัวน้ำผัดไฟแดงจานโปรดที่ปรากฏอยู่บนโต๊ะอาหารตามร้านรวงทั่วไต้หวัน มีเบื้องหลังคือหยาดเหงื่อและแรงงานของคนต่างชาติที่ช่วยขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด เหม่ยหนงซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกผักสายบัวน้ำที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน ต้องอาศัยทั้งระบบแรงงานเกษตรแบบจ้างเหมาบริการและการจ้างแรงงานต่างชาติโดยตรง เพื่อประคับประคองอุตสาหกรรมไม่ให้สะดุด อย่างไรก็ดี กลุ่มองค์กรด้านแรงงานหลายแห่งยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบดังกล่าวอย่างโปร่งใส พร้อมย้ำว่าการยกระดับสภาพการทำงานและปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมเกษตรต้องมาก่อน เพื่อไม่ให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นเพียง "เครื่องมือทุ่นแรง" ในงานที่ค่าจ้างต่ำและขาดคนทำ

ขวัญชัย พงษ์เพ็ชร แรงงานไทยวัย 43 ปีจากพระนครศรีอยุธยา เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความผูกพันข้ามพรมแดนได้ชัดเจน เขาทำงานอย่างทุ่มเทมานาน 6 ปีจนได้รับการดูแลจากนายจ้างเสมือนคนในครอบครัว (ภาพจาก CNA)
"ทองคำสีเขียว" แห่งเหม่ยหนง
ผักสายบัวน้ำ หรือ "สุ่ยเหลียน" ในภาษาจีน ถือเป็นหนึ่งในสามสิ่งล้ำค่าประจำเขตเหม่ยหนง เส้นใบสีเขียวที่ม้วนเป็นวงบรรจุใส่ถุงเหล่านี้สร้างมูลค่าผลผลิตปีละหลายร้อยล้านเหรียญไต้หวัน จากข้อมูลของกองการเกษตรนครเกาสง ไต้หวันผลิตผักสายบัวน้ำได้ราว 22,900 ตันต่อปี โดยเหม่ยหนงครองส่วนแบ่งถึง 80% ของทั้งประเทศ ในปี 2568 พื้นที่เพาะปลูกในเหม่ยหนงอยู่ที่ 223 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1,393 ไร่ คิดเป็น 75% ของประเทศ และมีมูลค่าผลผลิตรวมกว่า 540 ล้านเหรียญไต้หวัน ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกผักชนิดนี้อยู่กว่า 400 ครัวเรือน
เดิมทีผักสายบัวน้ำเป็นเพียงวัชพืชน้ำที่ขึ้นตามธรรมชาติในทะเลสาบเหม่ยหนง แต่ด้วยการเพาะปลูกอย่างประณีตและการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ของเกษตรกร ก้านใบเรียวยาวที่มีรสหวานกรอบก็ได้เดินทางจากขอบทะเลสาบสู่โต๊ะอาหารทั่วประเทศ
รายการวันนี้จะนำสกู๊ปพิเศษของสำนักข่าว CNA ที่เจาะลึกเรื่องราวชีวิตของแรงงานไทยในไต้หวัน ที่เดินทางมาทำงานในภาคการเกษตรและสังเกตการณ์การเปลี่ยนผ่านของชนบท ไปจนถึงการสำรวจประเด็นความยั่งยืนของอุตสาหกรรมของไต้หวันในอนาคต เป็นเรื่องราวน่าสนใจ จึงนำมาถ่ายทอดให้ฟัง

ผักสายบัวน้ำ หรือ "สุ่ยเหลียน" ในภาษาจีน ถือเป็นหนึ่งในสามสิ่งล้ำค่าของเขตเหม่ยหนง นครเกาสง ถูกเรียกเป็นทองคำสีเขียว (ภาพจาก CNA)
เมื่อชุมชนฮากกาเริ่มมีสีสัน
ชนบทไต้หวันกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเรื้อรัง อุตสาหกรรมผักสายบัวน้ำในเหม่ยหนงจึงหันมาพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นกำลังหลัก คนเหล่านี้ต้องยืนแช่น้ำนับชั่วโมงทุกวัน ไม่เพียงช่วยค้ำจุนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเท่านั้น แต่ยังค่อย ๆ เปลี่ยนโฉมหน้าชุมชนฮากกาดั้งเดิมให้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม วันนี้หากเดินไปตามถนนในเหม่ยหนง นอกจากก๋วยเตี๋ยวฮากกาแบบโบราณแล้ว ยังพบร้านเฝอเวียดนามและร้านอาหารไทยแทรกตัวอยู่ในทุกมุมถนน
คุณฟ่าน เจ้าของฟาร์มในพื้นที่ เล่าด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยว่า "ชาวเวียดนามมีอยู่ทุกที่ในเหม่ยหนง" ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดกลางคืน มักได้ยินเสียงพูดคุยเป็นภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แว่วมา แม้แต่ร้านไก่ทอดยังติดป้ายหลายภาษาเพื่อรองรับลูกค้า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน แรงงานต่างชาติยังพากันสวมชุดประจำชาติเดินทางไปกราบไหว้ที่โฝกวงซาน วัดพุทธมหายานที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน จนกลายเป็นภาพชินตาที่งดงามในแบบฉบับของชุมชนแห่งนี้

ไต้หวันผลิตผักสายบัวน้ำได้ราว 22,900 ตันต่อปี เฉพาะเหม่ยหนงครองส่วนแบ่งถึง 80% ของทั้งประเทศ (ภาพจาก CNA)
จากแรงงานเถื่อนสู่แรงงานในระบบ
คุณฟ่านเล่าย้อนไปว่า ครอบครัวของเธอผันตัวจากธุรกิจโรงงานเหล็กมาปลูกผักสายบัวน้ำตั้งแต่ปี 2545 งานแช่น้ำที่เสี่ยงต่อมีดบาดและโรคผิวหนังเช่นนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นหันหลังให้ ก่อนที่กระทรวงแรงงานจะเปิดช่องให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย เจ้าของฟาร์มและแรงงานผิดกฎหมายต้องพึ่งพากันแบบร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เธอเล่าถึงครั้งหนึ่งที่แรงงานคนหนึ่งถูกตำรวจจับกุม เธอตัดสินใจออกเงินค่าปรับให้ทันที เพราะอยากให้เขากลับบ้านได้อย่างราบรื่น "ทำงานด้วยกันนาน ก็เกิดความผูกพัน อย่างน้อยก็อยากให้เขามีความทรงจำดีๆ ต่อไต้หวัน" เธากล่าว
เมื่อระบบแรงงานถูกกฎหมายเริ่มต้นขึ้น ชนบทก็มีกำลังหลักที่มั่นคงขึ้นเป็นลำดับ คุณฟ่านบอกว่าประทับใจในภูมิปัญญาและความทรหดของแรงงานกลุ่มนี้อย่างมาก พวกเขารู้จักใส่ปลอกแขนกันน้ำเพื่อปกป้องผิว ผูกวัสดุลอยน้ำติดกับมีดเก็บเกี่ยว ยามว่างก็จับปลาในคูน้ำมาทำกับข้าวเพิ่ม หรือผูกเปลญวนนอนพักใต้ร่มไม้ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความระแวงที่เคยมีก็ค่อย ๆ จางลง แรงงานเหล่านี้เริ่มช่วยดูแลแปลงเพาะปลูกและแบ่งเบาภาระของเจ้าของฟาร์มด้วยความสมัครใจ
จากลูกจ้างสู่คนในครอบครัว
ขวัญชัยคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของมิตรภาพที่ข้ามพ้นพรมแดน เขาทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อส่งเงินกลับบ้านให้ครอบครัว ปัจจุบันต่อสัญญารอบที่ 2 แล้ว แต่ละวันเริ่มงานตั้งแต่รุ่งเช้า พักกลางวันสั้น ๆ แล้วลุยต่อจนค่ำ การแช่น้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวเป็นผื่นแดง ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ผมเริ่มหงอก แต่เขาไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่น้อย กิจวัตรของเขาเรียบง่ายเพียงกินวิตามินหนึ่งเม็ดก่อนเริ่มงาน และอาบน้ำทายาหลังเลิกงาน ราวกับว่าวิถีชีวิตนี้คือสิ่งที่เขาเลือกเองด้วยความยินดี

ขวัญชัย พงษ์เพ็ชร แรงงานไทยวัย 43 ปีจากพระนครศรีอยุธยา ทำงานอย่างทุ่มเทมานาน 6 ปีจนได้รับการดูแลจากนายจ้างเสมือนคนในครอบครัว (ภาพจาก CNA)
ความขยันอดทนของเขาทำให้ครอบครัวของคุณฟ่านดูแลเขาเสมือนคนในบ้าน ตั้งแต่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ใช้เดินทาง ส่งเสียให้เรียนขับรถยนต์ ไปจนถึงออกค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับเพื่อให้เขาได้กลับไปเยี่ยมบ้านทุกปี คุณฟ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า "ขอบคุณจริง ๆ ที่คุณเลือกมาอยู่กับเรา และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเรา" นอกจากนี้ ทางฟาร์มยังวางแผนปรับตำแหน่งให้เขาเป็น "ครูฝึกสอนทักษะ" ในอนาคต หวังช่วยให้เขาสามารถตั้งรากปักฐานในไต้หวันได้อย่างมั่นคง
"เหม่ยหนงเหมือนบ้านเกิดที่เมืองไทยเลย นายจ้างไต้หวันดูแลผมดีมาก เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน" ขวัญชัยกล่าว เขายอมรับว่าเคยเห็นเพื่อนร่วมชาติหลายคนลาออกเพราะปรับตัวไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่เงยหน้ามองภูเขาสีเขียวของเหม่ยหนง ความเหนื่อยล้าในใจก็พลันจางหายไป
แม้จะห่างบ้านแต่เขาเปลี่ยนความคิดถึงครอบครัวให้กลายเป็นแรงผลักดัน สำหรับเขา ขอเพียงได้เห็นรอยยิ้มของภรรยาและลูกผ่านหน้าจอโทรศัพท์ในวันหยุด ความเหนื่อยล้าทั้งปวงก็มลายหายไปในพริบตา ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ นอกเหนือจากการอวยพรให้นายจ้างแล้ว เขายังทิ้งท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษที่ติดปากว่า "Happy" เพื่อส่งต่อความสุขนั้นไปยังคนที่เขารักในแผ่นดินไทย
รัฐหนุนสิทธิแรงงาน ขณะโจทย์ระยะยาวยังรอทางออก
ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงาน แรงงานต่างชาติได้กลายเป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้ของภาคเกษตรกรรม ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บผล ล้วนมีแรงงานกลุ่มนี้เป็นแกนกลาง จากสถิติของกองแรงงานนครเกาสง ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติในนครเกาสงเกือบ 80,000 คน โดยจนถึงเดือนเมษายนของปีนี้ มีแรงงานในระบบจ้างเหมาบริการภาคเกษตร 176 คน แบ่งเป็นชาวเวียดนาม 157 คน อินโดนีเซีย 11 คน ไทย 6 คน และฟิลิปปินส์ 2 คน ขณะที่สหกรณ์การเกษตรเขตเหม่ยหนง ณ เดือนมิถุนายนปีนี้ มีแรงงานในระบบดังกล่าว 68 คน ในจำนวนนี้มีถึง 50 คนที่ทำงานเก็บเกี่ยวผักสายบัวน้ำโดยตรง
กองแรงงานนครเกาสงระบุว่า ได้ดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างชาติหลายด้าน ทั้งการตรวจสอบหอพัก การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน และการจัดกิจกรรมสันทนาการและฝึกอบรม พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายจงชิงฮุย เลขาธิการสหกรณ์การเกษตรเขตเหม่ยหนง อธิบายว่า ผักสายบัวน้ำแตกต่างจากพืชผลอื่นอย่างมะเขือเทศหรือเงาะที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเฉพาะช่วงเก็บเกี่ยว เพราะผักชนิดนี้เติบโตและเก็บได้ตลอดทั้งปี งานจึงแทบไม่มีวันหยุด และไม่อาจแก้ปัญหาด้วยการโยกย้ายแรงงานตามฤดูกาลได้ ทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานกลายเป็นโจทย์ที่ต้องเผชิญตลอดทั้งปีโดยไม่มีวันสิ้นสุด
ย้อนกลับไปในปี 2559 เคยมีกรณีที่เกษตรกรรายหนึ่งจ้างแรงงานผิดกฎหมายและถูกปรับสูงถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน เหตุการณ์นั้นจุดให้เกิดการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับปัญหาแรงงานในฟาร์มสายบัวน้ำอย่างกว้างขวาง และในปี 2561 เผิงอวี้เหวิน เกษตรกรรุ่นใหม่ดีเด่นที่ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 100 อันดับประเทศ ยังเดินหน้ายื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องการขาดแคลนแรงงานต่อประธานาธิบดีไช่อิงเหวินโดยตรง
แรงกดดันจากทุกทิศทางนำไปสู่การจัดตั้ง "องค์กรบริการจัดหางานที่ไม่แสวงหากำไร" ภายใต้สมาคมเกษตรกรแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในปี 2562 โดยระยะแรกนำเข้าแรงงานไทย 9 คนเข้าสู่อุตสาหกรรมผักสายบัวน้ำในเหม่ยหนงเป็นกลุ่มแรก ขณะที่กระทรวงเกษตรยังออกมาตรการสนับสนุนการนำเข้าแรงงานต่างชาติภายใต้ชื่อ "แรงงานเกษตรแบบจ้างเหมาบริการนอกสถานที่" เพื่อบรรเทาปัญหาในระยะยาว
เนื่องจากผักสายบัวน้ำเติบโตอยู่ใต้น้ำ การเก็บเกี่ยวจึงต้องเอื้อมมือลงไปถอนหรือใช้มีดตัดจากใต้ผิวน้ำ และยังต้องผ่านขั้นตอนแต่งใบ ล้าง คัดเลือก และบรรจุหีบห่อ ซึ่งทั้งกระบวนการยังคงต้องพึ่งพาแรงงานคนในระดับสูง การสร้างความมั่นคงของระบบอุปทานแรงงานควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาคำตอบต่อไปในอนาคต